
ศาลรับคำร้องริบทรัพย์'สมศักดิ์'
20 ต.ค. 2558
ศาลฎีกานักการเมือง สั่งรับคำร้อง อสส.ให้ริบทรัพย์ 'สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล' หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ นัดพร้อมคู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาคดี 20 ม.ค. 59
20 ต.ค. 58 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำสั่งที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องริบทรัพย์หมายเลขดำ อม.74/2558 ขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 16 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน
กรณีสืบเนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมาก วันที่ 28 พ.ค. 58 ชี้มูลความผิดการไต่สวนกรณีการร่ำรวยผิดปกติของนายสมศักดิ์ ซึ่งจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ที่ไม่แสดงบ้านพักอาศัยเลขที่ 5/5 ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ที่ได้มีการปลูกสร้างในปี 2541 ช่วงที่นายสมศักดิ์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ โดยมีการก่อสร้างต่อเนื่องแล้วเสร็จปี 2544 ในช่วงที่นายสมศักดิ์เป็น รมว.ศึกษาธิการ โดยใช้เงินปลูกสร้างประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.เรียกสอบแล้ว นายสมศักดิ์ ไม่สามารถชี้แจง ที่มาของเงินได้ชัดเจน จึงรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนคดี เสนอให้อัยการสูงสุด สมัยนายตระกูล วินิจนัยภาค ดำเนินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 58 ที่ผ่านมา
โดยองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน พิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) และคำร้องชอบ ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2543 ข้อ 23 จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องของอัยการสูงสุด ไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป ซึ่งวันนี้มีผู้แทนอัยการสูงสุด มารับทราบคำสั่งแล้ว
ขณะที่ศาลนัดพร้อมคู่ความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ในวันที่ 20 ม.ค. 59 เวลา 09.30 น. โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาและเจ้าของทรัพย์สิน ยื่นคำให้การเพื่อคัดค้านภายใน 30 วัน
และวันนี้ องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน ยังได้ประชุมเลือกผู้พิพากษา 1 คนในองค์คณะเป็นเจ้าของสำนวนด้วย ซึ่งได้เลือก นายชาติชาย อัครวิบูลย์ รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวนคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายสมศักดิ์ ฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จากกรณีนายสมศักดิ์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. , รมช.ศึกษาธิการ , รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวม 8 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. 40 ซึ่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่า มีเงินของนายสมศักดิ์ จำนวน 28 ล้านบาท กระจายใน 21 บัญชี แต่ไม่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช.โดยมีชื่อผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์นั้น ป.ป.ช.ได้ฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 263 วรรคสอง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 34 วรรคสอง ซึ่งศาลฎีกา ฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 55 เป็นคดีหมายเลขแดง อม.3/2555 ว่า การกระทำของนายสมสักดิ์ เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 จึงให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่า นายสมศักดิ์เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา พร้อมทั้ง ห้ามนายสมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 2 ธ.ค. 51 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย มีผลให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นต้นไปด้วย



