ข่าว

‘มีชัย’ขอบคุณ‘องคมนตรี’แนะวิธีแก้บังหลวง

‘มีชัย’ขอบคุณ‘องคมนตรี’แนะวิธีแก้บังหลวง

19 ต.ค. 2558

‘มีชัย’ลั่นใช้ปัญญาแก้นักการเมืองทุจริต ขอบคุณ‘องคมนตรี’แนะวิธีแก้บังหลวง กรธ.ไม่กำหนดนิยาม3ข้อห้ามปชช.ใช้สิทธิ-เสรีภาพ ขณะที่กก.สรรหาเลือก5ว่าที่ ป.ป.ช.

            ที่รัฐสภา19ต.ค.2558 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวขอบคุณนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ต่อการทำข้อเสนอแนะในประเด็นการแก้ไขปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการไม่ให้โอกาสนักการเมืองที่เคยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่าประเด็นข้อห่วงใยดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญและตรงกับบทบัญญัติมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าด้วยกรอบการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นประเด็นที่เป็นปัญหาซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าปัญหาร่วมกัน คงต้องใช้สติปัญญาในการพิจารณาแก้ไข แต่จะทำได้เท่าใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับสติปัญญา


กรธ.เสนอเขียนข้อห้ามการใช้สิทธิ-เสรีภาพ

            นายมีชัย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม กรธ. ถึงความคืบหน้าการพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้เข้าสู่รายมาตราแล้วว่า ขณะนี้เข้าสู่การพิจารณามาตราเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย โดยที่ประชุมกรธ.พยายามหาวิธีเขียนให้มีเนื้อหาที่กระชับ และเข้าใจง่าย เบื้องต้นมีแนวคิดใหม่ คือ การเขียนเนื้อหาที่ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมา ในลักษณะกลับตาลปัตร กล่าวคือ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่าห้ามทำสิ่งใด ปวงชนชาวไทยสามารถทำสิ่งนั้นได้ เช่น ไม่ได้ห้ามคนชกต่อย ผู้นั้นสามารถทำได้ หรือ ไม่ได้ห้ามไว้ผมยาว ผู้นั้นสามารถทำได้ เป็นต้น โดยลักษณะสำคัญคือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะระบุข้อห้ามกระทำไว้

            ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างกัน เนื่องจากขณะนี้แต่ละอาชีพมีข้อเสนอต่อการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่หลากหลาย หากนำข้อเสนอที่ได้รับการเสนอแนะมาเขียนไว้ จะเกิดคำถามได้ว่าอาชีพที่ไม่ได้เสนอความเห็นเข้ามาจะทำอย่างไร ดังนั้นการเขียนประเด็นข้อห้ามไว้จะทำให้เป็นกระบวนการพื้นฐาน อย่างไรก็ตามการเขียนเนื้อหาเป็นสิ่งที่ กรรมการ กรธ. ต้องพิจารณาไม่ให้มีข้อความตกหล่อน แต่หากมีข้อตกหล่น จะเกิดผลดีกับประชาชนเพราะมีสิทธิ เสรีภาพที่ไมได้จำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะที่การใช้เสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมากำหนดไว้ เช่น ห้ามใช้เสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ในร่างรัฐธรรมนูญต้องเขียนไว้

            ประธาน กรธ. กล่าวด้วยว่า ส่วนการรับฟังความเห็นขององค์กรอิสระในสัปดาห์ที่ผ่านมา และพบว่ามีข้อเสนอที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญเขียนเพิ่มอำนาจนั้น ขณะนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องดังกล่าว แต่มีสิ่งที่กรธ.จะเขียน ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นความกังวลด้วย คือ จะเขียนให้องค์กรอิสระอยู่ในฐานของความไว้วางใจ ได้รับความเชื่อมั่นในการทำงานที่เที่ยงธรรมของคนในสังคมได้อย่างไร เพื่อให้การใช้อำนาจขององค์กรอิสระในอนาคตไม่เกิดปัญหา ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ที่องค์กรอิสระเสนอนั้น ได้สร้างความสะดุดใจให้กรธ.ในหลายเรื่อง ซึ่งจะนำมาพิจารณาต่อไป นอกจากนั้นในการรับฟังความเห็นและรวบรวมความเห็นของประชาชน พบว่าบางเรื่องเป็นมาตรการที่รุนแรง แต่กรธ. ถือว่าเป็นประโยชน์มากและจุดประกายทำงานที่เป็นมรรคเป็นผลมากขึ้น

            นายประพันธ์ นัยโกวิท  กรธ. ฐานะประธานอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ เปิดเผยการประชุมว่าขณะนี้อนุกรรมการฯอยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งคำถามเพื่อจะนำไปให้ประชาชนแสดงความเห็น ผ่านสำนักงานสำรวจความคิดเห็น  อาทิ ที่มาของส.ส., จำนวน ของส.ส., ระบบเลือกตั้ง, การได้มาซึ่งส.ว., หน้าที่ของส.ว.,  โดยคาดว่าก่อนสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะได้รูปแบบคำถามที่จะออกไปสำรวจความเห็น และเมื่อได้รับผลสำรวจแล้วอนุกรรมการฯจะเสนอกรธ.ให้พิจารณาเพื่อประกอบการเขียนรายมาตราต่อไป

                     
ไม่กำหนดนิยาม3ข้อห้ามปชช.ใช้สิทธิ-เสรีภาพ

            นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ. ที่เข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ในหมวด3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ว่า ในร่างบทบัญญัติที่เขียนเป็นหลักการไว้ คือ มาตรา 25/1 นั้น นอกจากกำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักการที่ไม่ถูกจำกัดตามรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นๆ เว้นแต่เป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชน และเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขอบุคคลอื่น หากเข้าข่าย 3 เงื่อนไขดังกล่าวจะไม่สามารถใช้สิทธิ หรือเสรีภาพได้ นอกจากนั้นในร่างบทบัญญัติที่ประชุมได้เห็นควรให้เพิ่มเติมในประเด็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่จะได้รับการคุ้มครองด้วย

            อย่างไรก็ตามในประเด็นเงื่อนไขของการจำกัดสิทธิ ทั้ง 3 ประการนั้น ที่ประชุมไม่ได้พิจารณาถึงรายละเอียดหรือกำหนดนิยามว่าการกระทำประเภทใดที่กระทบต่อความมั่นคง, ความสงบเรียบร้อยหรือเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่น แต่เมื่อไม่ได้กำหนดคำนิยามไว้ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการนำความสำคัญไปเขียนร่างกฎหมายที่มีความสำคัญระดับรอง เพราะสามารถนำบันทึกการประชุม ที่กรธ. แต่ละคนแสดงความเห็นมาพิจารณาได้ภายหลัง

            นายอมร กล่าวด้วยว่า ขณะที่ร่างบทบัญญัติในมาตรา 25/2 ว่าด้วยการเขียนให้มีหลักการบัญญัติกหมายในการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องมีผลเป็นการทั่วไป และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย และต้องมีประเด็นของการไม่เลือกปฏิบตินั้น ที่ประชุมยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เช่นเดียวบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในหมวดเดียวกันนี้ด้วย

            นายอมร กล่าวด้วยว่าสำหรับการรับฟังความเห็นของบุคคลต่างๆ รวมถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตามที่นายมีชัย ทำหนังสือแจ้งไปยัง สปท. ต่อแนวทางการรับฟังความเห็นนั้น เบื้องต้นเข้าใจว่าเร็วๆ นี้จะได้ตั้งกรรมการประสานงานร่วมระหว่าง สปท. และกรธ. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน


กก.สรรหาเลือก5ว่าที่ป.ป.ช.

            ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่มี นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อพิจารณาเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน5 คน จากผู้เข้ารับการสรรหาทั้งสิ้น 59 คน โดยที่ประชุมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้นได้มีมติเลือก นายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ และพล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ อดีตผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในกองทัพบก ให้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการป.ป.ช.โดยผู้ได้รับเลือกจะต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

            ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหามีจำนวนทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย นายนุรักษ์ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ โดยขั้นตอนจากนี้กรรมการสรรหาจะนำรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 5 คน เสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ที่ประชุมสนช.ให้ความเห็นชอบต่อไป


สปท.ลงมติประชุมทุกจันทร์-อังคาร

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 และนางวลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานคนที่ 2 ได้ สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 และ พระสยามเทวาธิราช ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่ เริ่มทำหน้าที่ครั้งแรกในการประชุม สปท.

            ต่อมาในเวลา 9.30 น. มีการประชุม สปท.ครั้งที่สอง โดยมีนายทินพันธุ์ เป็นประธาน โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ร.อ.ทินพันธุ์ ได้อ่านประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการแต่งตั้งประธานและรองประธาน สปท. พร้อมทั้งให้สมาชิกที่ไม่ได้กล่าวปฏิญาณตนในการประชุมครั้งแรก กล่าวปฏิญาณตน รวมถึงการแจ้งให้สมาชิกเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์สื่อสารการปฏิรูปในพรุ่งนี้ (20 ต.ค.)
 
            ในส่วนของการกำหนดวันเวลาการประชุมของ สปท. นั้น ร.อ.ทินพันธุ์ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิก สปท. เสนอขึ้นมา โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสปท. ได้เสนอให้มีการประชุมสัปดาห์ละสองวัน คือวันจันทร์และอังคาร ตั้งแต่เวลา 09.30 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นหลักที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อีกทั้งในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ใช้ห้องประชุมอยู่แล้ว นอกจากนี้ การกำหนดเวลาดังกล่าว ยังเป็นการให้เวลากับเจ้าหน้าที่รัฐสภา เตรียมงานก่อนเริ่มการประชุมด้วย โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับวันและเวลาเริ่มประชุมดังกล่าว ด้วยเสียง 135 ต่อ 34
 
            ต่อมาเป็นวาระพิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุมของ สปท. โดยก่อนการพิจารณา ร.อ.ทินพันธ์ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายถึงข้อเสนอแนะในการร่างข้อบังคับอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาชิกได้หารือว่า ควรกำหนดแนวทางให้สานต่อจากงานของ สปช. ไม่ควรเริ่มต้นใหม่ และควรกำหนดให้มีคณะกมธ.ปฏิรูปอย่างน้อย 11 ด้าน ตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดเอาไว้ และควรให้มีคณะติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ด้วย
 
            ในส่วนของการเสนอรายชื่อผู้เข้าร่วม กมธ.ยกร่างข้อบังคับการประชุม สปท. นั้นที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งไม่เกิน 25 คน ประกอบไปด้วย 1.นายเสรี สุวรรณภานนท์ 2.นายวันชัย สอนศิริ 3.นายวิทยา แก้วภราดัย 4.พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ 5.นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ 6.นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 7.นายประมนต์ สุธีวงศ์ 8.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช 9.นายจุมพล สุขมั่น 10.นายคำนูณ สิทธิสมาน 11.นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ 12.นายสมชัย ฤชุพันธุ์ 13.คุณหญิง พญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ 14.พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์ 15.พล.อ.ภูดิศ ทัตติยโชติ 16.พล.อ.วัฒนา สรรพาณิช 17.นายสุชน ชาลีเครือ 18.นายสมพงษ์ สระกวี 19.นางนรรัตน์ พิมเสน 20.นายนิกร จำนง 21.นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ 22.นายวรวิทย์ ศรีอานันตรักษา 23.พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ 24.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล และ 25.พล.อ.พอพล มณีรินทร์
 
            อย่างไรก็ดีที่ประชุมได้เห็นชอบให้การยกร่างข้อบังคับการประชุมสปท. เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน ทั้งนี้ร.อ.ทินพันธุ์ ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.20 น. พร้อมนัดประชุมในวันอังคารที่ 20 ต.ค. เวลา 09.30 น.