ข่าว

'สาธิต ศิวารัตน์'ไม่หยุดนิ่งที่จะคิด...ต่าง

'สาธิต ศิวารัตน์'ไม่หยุดนิ่งที่จะคิด...ต่าง

19 ต.ค. 2558

'สาธิต ศิวารัตน์'ไม่หยุดนิ่งที่จะคิด...ต่าง : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย... อนัญชนา สาระคู

            “หัวใจหลัก คือต้องหาตัวเองให้เจอ ชอบสิ่งไหนให้ทำสิ่งนั้น แล้วเราจะมีรายละเอียดและแผนในใจกับสิ่งนั้นเอง”

            นั่นคือคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ จากนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง “สาธิต ศิวารัตน์” ผู้ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะคิด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และมองหาสิ่งที่แตกต่างเข้ามาเติมเต็มสังคมได้อย่างลงตัว

            “สาธิต” หรือ แจ๊ค เริ่มต้นการสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยความชื่นชอบส่วนตัวล้วนๆ คือการผลิตและส่งออกดาบซามูไร ภายใต้แบรนด์ ไทยชูกิ แอนด์ บูชิเบลดส์ (THAITSUKI & BUSHIBLADES) ซึ่งติดลมบนมาจนถึงปัจจุบัน ถัดมาคือ ห้องน้ำแมวอัจฉริยะ (LITTER TWISTER) ด้วยแนวคิดที่ต้องการแก้ปัญหาการส่งกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์เลี้ยงแสนรักคือ “แมว” ให้น้องสาวผู้รักแมวเป็นชีวิตจิตใจ จึงศึกษาหาข้อมูลและปิดจุดบอดของปัญหา จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รูปทรงกลม และจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย

            ล่าสุด ได้ฉีกแนวเดิมๆ ของตัวเอง โดยเร็วๆ นี้เตรียมจะเปิดตัวเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ “ลัวร์” (LURE) และ “24 : 7” (TWENTYFOUR : SEVEN) ซึ่งเจ้าตัวบอกว่านับจากนี้จะเดินหน้าทำตลาดกับธุรกิจใหม่นี้อย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าแม้จะเข้ามาสู่วงการธุรกิจเครื่องสำอาง แต่ก็ไม่ทิ้งจุดเด่นในเรื่องความแตกต่าง นั่นคือความต่างในเรื่อง “คุณภาพ” โดยโจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะให้คนเชื่อมั่นและเห็นในความแตกต่างที่ว่านี้ได้

            “นวัตกรรม ถ้าคือความแตกต่างเราก็เรียกว่านวัตกรรมได้ ซึ่งใครๆ ก็ชอบความแตกต่าง และการที่เราเป็นเจ้าของความแตกต่างนั้น เป็นเจ้าแรกๆ ที่การแข่งขันยังไม่มาก สินค้าของเราก็ติดตลาดได้ง่าย แต่ในความแตกต่างนั้นก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดีจะมีมากกว่า แต่ข้อเสียจะอยู่ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้คนได้รับรู้ว่ามีความแตกต่างอยู่ในสินค้าของเรา” ผู้บริหารหนุ่มวัย 37 ปีกล่าว

            เขาเล่าถึงการเริ่มสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ว่าได้เคยลองผิดลองถูกทำอย่างอื่นมาบ้าง เช่น การเปิดร้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้ายังทำอยู่ก็จะยังคงเป็นร้านอินเทอร์เน็ตต่อไป รวมทั้งเคยเข้าไปลงทุนในหุ้นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก จึงมองว่าถ้าการลงทุนในหุ้นคือการลงทุนในธุรกิจที่เราเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นการลงทุนทำธุรกิจของเราเองที่เชื่อมั่นว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น นั่นก็เป็นการลงทุนเช่นกัน

            สำหรับธุรกิจการผลิตดาบซามูไร เริ่มต้นจากเป็นสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และเมื่อสะสมของเหล่านี้ไปได้สักพัก ก็เริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะแม้จะเป็นกลุ่มตลาดเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) แต่ก็พบว่ามีดีมานด์สูง การแข่งขันน้อย จึงไม่ยากนักที่จะสร้างแบรนด์ขึ้นมาด้วยต้นทุนที่ไม่มากนัก ซึ่งในการทำตลาดถือว่าผลตอบรับดีมาก มีรีวิวดีมาตลอด แต่แบดรีวิวก็มีเหมือนกัน ส่วนการขายของผ่านออนไลน์เมื่อ 10 ปีก่อนอาจจะยังไม่มีความเชื่อถือกันนักว่าเมื่อจ่ายเงินแล้วจะได้สินค้าหรือไม่ ทำให้ต้องมีตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนกระจายสินค้า

            จนปัจจุบันธุรกิจนี้ก็ยังคงมีอยู่ และดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยยอดขายประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี ลูกค้าหลัก 95% จะเป็นลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยคนที่ชอบศิลปะการต่อสู้ พวกเขาก็จะชอบสะสมสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว และสินค้าที่เราผลิตขึ้นมาก็จะใช้งานได้หลากหลาย ครอบคลุมใน 3 เรื่อง เป็นทั้งของตกแต่งบ้าน เป็นของสะสม และใช้สำหรับฝึกการต่อสู้ได้ นอกจากนี้ ดาบญี่ปุ่นที่ผลิต เราต้องการถอดความเป็นดาบซามูไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อที่จะตอบโจทย์สิ่งนั้น ก็เริ่มด้วยการศึกษาหาข้อมูล การทำรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวดาบ และนำความรู้เหล่านี้ตีเป็นโจทย์ออกมาเป็นข้อๆ เพื่อเซตกับเครื่องจักร แต่ก็จะมีบางส่วนที่เครื่องจักรทำไม่ได้เราก็ใช้แรงงานฝีมือเข้ามาช่วยด้วย

            “ตอนนี้แบรนด์ของเราค่อนข้างติดตลาดแล้ว และก็ดีขึ้นเรื่อยๆ คนรู้จักมากขึ้น เชื่อมั่นมากขึ้น และก็มีรีวิวดีๆ จากลูกค้ามากขึ้น ทำให้ตอนนี้ถือว่าอยู่ตัวแล้วและกลายเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ”

            ส่วนห้องน้ำแมวอัจฉริยะ ภายใต้แบรนด์ Litter Twister “แจ๊ค” บอกว่า เริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งที่มาของไอเดียนี้ เริ่มที่ตัวของน้องสาวเป็นคนรักแมว ชอบเลี้ยงแมว และแม้ว่าตัวเองจะเป็นคนรักสัตว์เช่นกันแต่ก็คิดว่า อึ ฉี่ของแมวได้สร้างปัญหาในเรื่องของกลิ่นเหม็นที่ค่อนข้างรุนแรง เลยคิดว่าจะแก้ไขปัญหาในจุดนี้ได้อย่างไร และหากทำได้ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเลี้ยงแมวดีขึ้นไปด้วย จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาห้องน้ำแมวขึ้นมา เพราะที่บ้านก็เลี้ยงแมวอยู่หลายตัว

            “ก่อนจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ผมศึกษาในท้องตลาดซึ่งก็มีผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันนี้อยู่แล้วแต่เป็นการนำเข้าทั้งหมด โดยดูข้อดีและข้อเสีย แล้วนำมาปรับให้ลงตัว อย่างของที่เราศึกษามา พบว่ามีปัญหาในเรื่องฝุ่นฟุ้งกระจาย หรือยังมีอึแมวติดอยู่ที่ก้นกระบะไม่สามารถจัดการได้ก็ต้องนำไม้ไปแซะออก แต่ผมออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น เมื่อออกแรงกดไปอึแมวที่ติดอยู่ก้นกระบะก็จะหลุดออกมาโดยไม่ต้องมีการสัมผัสกับมูลสัตว์เลย”

            นอกจากนี้ ถ้าเป็นกระบะทรายแมวในรูปแบบเดิมๆ เราจะต้องค้นหาก้อนมูลที่ฝังอยู่ในทราย ซึ่งอาจจะทำให้ยังมีหลงเหลืออยู่และส่งกลิ่นเหม็น หมักหมม จนเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคแบคทีเรียต่างๆ และเชื้อรา เมื่อเราเห็นปัญหานี้ก็เลยคิดว่าการหมุนน่าจะช่วยได้ จึงออกมาในรูปทรงกลม โดยใส่ทรายแมวเข้าไปภายในซึ่งแมวก็จะเข้าไปใช้อยู่แล้ว และจะมีตะแกรงไว้ดักก้อนมูลเมื่อทำการหมุน ก็จะสามารถดักจับทั้งก้อนอึ และฉี่แมวที่ทรายก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเมื่อมีความชื้น จึงทำให้ไม่มีหลงเหลืออยู่ โอกาสหมักหมมก็ลดน้อยลง แต่เมื่อทรายแมวใช้ไปสักระยะหนึ่งแล้วก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน

            จากเดิมที่เราต้องไปวางกระบะทรายไว้หลังบ้าน แต่สำหรับห้องน้ำแมวอัจฉริยะตัวนี้ สามารถไปวางตั้งในห้องแอร์ หรือห้องนั่งเล่นได้เลย เพราะจะช่วยลดกลิ่นอึ กลิ่นฉี่แมวได้ ช่วยลดกลิ่นเหม็นไปได้ถึง 95% ซึ่งก็ได้พัฒนามาต่อเนื่องจนปัจจุบันเรียกว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ 4 แล้ว ส่วนการแข่งขันก็มีบ้างกับสินค้าที่นำเข้ามา แต่เรามีจุดยืนและสินค้าเราก็มีความแตกต่าง และถ้าพูดถึงเรื่องห้องน้ำแมวเราดังที่สุด และเข้าถึงกลุ่มคนได้มากที่สุดแล้ว และสินค้านำเข้าก็จะมีราคาค่อนข้างสูง การบำรุงรักษาก็จะหายากกว่า และยังปิดปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ครบถ้วน แต่สำหรับของเราปิดปัญหาได้หมดจึงเป็นคำตอบที่ดีกว่า

            “เป้าหมายของผมสำหรับห้องน้ำแมวอัจฉริยะคือการให้กระจายออกไปทุกบ้าน อยากให้เขาได้ลองใช้ดู และได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือมองว่าตลาดนี้เป็น นิช มาร์เก็ตเหมือนกัน แต่เราก็เป็นรายเดียวที่ขายอยู่ ก็อยากจะขยายฐานออกไปให้มากที่สุด แต่ปัจจุบันก็ถือว่าพอใจกับผลตอบรับที่ได้แล้วพอสมควรกับเรื่องห้องน้ำแมว เพราะมาถึงจุดที่เราคิดว่าดีเกิดคาดแล้วด้วยซ้ำ”

            อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีน้องสาวเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจห้องน้ำแมวอัจฉริยะ ทำให้แบ่งเบาภาระไปได้มาก ส่วนตัวเองอยากจะเดินหน้าเต็มที่ไปกับสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ คือกลุ่ม “เครื่องสำอาง” เพราะอยากจะเห็นสินค้าตัวนี้ไปได้ดี ด้วยความแตกต่างที่เราต้องการนำเสนอ

            ที่มาของธุรกิจใหม่นี้ “สาธิต” บอกว่า เกิดจากการที่ตัวเองแพ้เครื่องสำอางอย่างหนัก เพราะเวลาที่ต้องออกสื่อ จำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรถึงไม่แพ้ ประจวบเหมาะกับมีเพื่อนเป็นเจ้าของโรงงานผลิต จึงได้พัฒนาสูตรขึ้นมาสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ และหลังจากพัฒนาสูตรมานานมากกว่า 1 ปี จึงได้ออกมาเป็น 2 แบรนด์ด้วยกัน คือ “ลัวร์” เจาะกลุ่มเป้าหมายคนวัยทำงาน ในกลุ่มระดับบน มีรายได้ดี และอีกแบรนด์ 24:7 จะเน้นกลุ่มลูกค้าสาวโรงงานและนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ จึงเป็นที่มาของกระปุกเดียวสามารถดูแลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

            “ผมเพิ่งจะเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการผ่านทางเฟซบุ๊กไปไม่นานนัก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น แต่ก่อนหน้าก็ได้ให้เพื่อนๆ ได้ทดลองใช้ ซึ่งผลตอบรับที่ออกมาก็ถือว่าดี มียอดขายเข้ามาบ้างแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อทำการตลาดอย่างเต็มตัว และคาดว่าน่าจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปลายปีนี้ โดยคาดหวังว่าในปีแรกหลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วจะมียอดขายที่ 20 ล้านบาท หรือเดือนละ 1 ล้านบาทก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

            อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดนี้ค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่แตกต่างของเราคือ การคัดสรรตัวสารที่สำคัญและนำเข้ามาด้วยตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ทางโรงงาน หรือซัพพลายเออร์รายอื่นนำเข้ามาให้ เพราะเราห่วงในเรื่องวัตถุดิบที่จะนำเข้ามามากกว่า ซึ่งจะต้องมาจากแหล่งที่ดีที่สุด และลดปัญหาของการถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งนำเข้าสารสำคัญด้วย ดังนั้น จึงปิดปัญหาในจุดนี้ไปเลยด้วยการนำเข้าสารสำคัญมาด้วยตัวเองเพื่อคงคุณภาพของสินค้าของเรา

            สาธิต บอกด้วยว่า สำหรับตัวเองแล้วค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพของสินค้า แต่การที่เราเป็นแบรนด์ใหม่ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นและได้ใช้สินค้าของเรา ดังนั้น ก่อนการเปิดตัวจึงอยากสะสมฐานรีวิวของลูกค้าให้หนาแน่นเพียงพอก่อนผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก (lurecosmetic) และอินสตาแกรมในชื่อเดียวกันนี้ รวมทั้ง 24:7 ก็เช่นกันที่มีช่องทางเฟซบุ๊ก (247skincare) รวมไปถึงการทำไวรัล คลิปผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

            ส่วนการทำตลาดคงจะไม่ใช้ช่องทางออนไลน์อย่างเดียวแล้ว แต่จะมีตัวแทนจำหน่าย โดยขณะนี้กำลังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายด้วยเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งก็เปิดช่องทางการติดต่อไว้ที่เบอร์ 08-6799-9977 ขณะเดียวกันก็มองเห็นประโยชน์ของการขยายตลาดผ่านระบบการขายตรงแบบชั้นเดียว นั่นคือตลาดในประเทศ แต่ตลาดต่างประเทศจะมองในกลุ่มเออีซี ซึ่งพอจะมีช่องทางการขยายตลาดแล้ว โดยเห็นว่าครีมที่เราพัฒนาขึ้นมา เป็นการพัฒนาตามสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงเหมาะสมกับคนที่อยู่ในภูมิอากาศใกล้เคียงกัน

            “สำหรับเป้าหมายของทั้ง LURE และ 24:7 นั้น ผมอยากเห็นมีกลุ่มลูกค้าขาประจำมากกว่า คนที่ทดลองใช้สินค้าของเราแล้วชอบ ชอบในคุณภาพของสินค้าเรา อยากเห็นคนมีการตอบรับกับเครื่องสำอางเราว่าใช้แล้วดีจริง ซึ่งนั่นถือว่าเป็นพื้นฐานของทุกอย่างแล้ว” เขากล่าว

            ทั้งนี้ ดูเหมือนนักธุรกิจรุ่นใหม่รายนี้จะยังไม่หยุดนิ่งในการก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ฝากข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง

            “สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำคือ หาตัวเองให้เจอก่อนว่าชอบอะไร และก็ให้ทำสิ่งนั้น อีกอย่างคือการระมัดระวังในการลงทุน คือส่วนใหญ่แล้วเวลาลงทุนทำธุรกิจ คนมักจะมองเป้าหมายใหญ่เป็นหลักจึงมีการใช้ทุนค่อนข้างมาก แต่นั่นคือความเสี่ยง เรายังไม่รู้หรอกว่าเมื่อลงทุนไปแล้ว ประชาสัมพันธ์ไปแล้วจะคือคำตอบหรือไม่ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ดังนั้น ลักษณะการทำงานของผมก็คือการโยนหินถามทางก่อน แม้จะมีแผนการตลาดอยู่ในใจแต่ก็จะขอลองดูตลาดก่อน”