
รองปธ.สปท.แจงสูตร1+1+18แบ่ง3ระยะ
18 ต.ค. 2558
อลงกรณ์รองปธ.สปท.แจงสูตร1+1+18 แบ่ง3ระยะเตรียมเปิดเวทีให้สมาชิกถกปรองดอง20ต.ค.นี้จ่อตั้งคกก.ปรองดองลั่นไม่มีโควต้าจองเก้าอี้ปธ.-รองปธ.กมธ.11ด้าน
วันที่ 18 ตุลาคม 2558 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ให้สัมภาษณ์ถึงสูตรการทำงานของ สปท.1+1+18ภายใต้การทำงาน 20 เดือนว่า จะแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก 1 เดือน นับจากวันที่ 19 ตุลาคม จะเป็นการยกร่างกลไก ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม และตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน โดยในวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นการประชุม สปท.เชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง ก่อนนำข้อสรุปเข้าสู่การพิจารณาของการประชุมแม่น้ำ 5 สายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ นอกจากนี้ในวันที่ 20 ตุลาคม จะเปิดศูนย์สื่อสาร สปท. ที่รัฐสภา เพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนได้ส่งวิธีการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ส่วนระยะที่2 สปท.จะใช้เวลา 1 เดือน กลั่นกรอง 37 วาระการปฏิรูป และ 8 วาระการพัฒนา ของ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ก่อนจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งใช้เวลา 18 เดือน สรุปวิธีการปฏิรูปทั้งหมดส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และร่างกฎหมายก่อนจะส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เพื่อพิจารณาต่อไป
นายอลงกรณ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการสร้างความปรองดองว่า ขึ้นอยู่กับข้อบังคับการประชุมที่จะร่างขึ้นและนโยบายของประธาน สปท.แต่จากการหารือร่วมกับประธาน เห็นว่าประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ จึงอาจตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดอง สานต่อแนวทางของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. ชุดของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งตนมั่นใจว่า จะสามารถควบคุมบรรยากาศการประชุมได้ แม้ว่าสมาชิก สปท.จะมีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองคู่ขัดแย้งร่วมด้วยเพราะมีความตั้งใจว่า จะทำให้ สปท.เป็นสัญลักษณ์และจุดเริ่มต้นของการปรองดอง
นายอลงกรณ์ ยังกล่าวว่า สำหรับตำแหน่งประธานและรองประธานกรรมาธิการ จะไม่มีการจัดสรรโควตาหรือจองโควตาได้ และจะไม่ให้เลือกกันเองในกลุ่มกรรมาธิการ เพราะทุกตำแหน่งจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองบุคคลที่เหมาะสมและมีความเชี่ยวชาญเข้าทำหน้าที่ ซึ่ง สปท.จะไม่ใช่สภาการเมือง แต่เป็นสภาที่ปรึกษาและสภาปฏิบัติการ
ถกบทบาทหนังสือพิมพ์ในรธน.ใหม่
ที่ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดเสวนา “นักหนังสือพิมพ์ควรหวังอะไรในรัฐธรรมนูญใหม่” โดยสภาวิชาชีพนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งชาติ (สนภช.) มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1, นายจรัส สุวรรณมาลา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (สสร.) และอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรมนูญ 2558 ( กมธ.) , นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ตนมาเรียกร้องให้ สนช.เป็นผู้นำในการปฏิรูปประเทศทำงานร่วมกับแม่น้ำ 5 สาย โดย สปท. พร้อมให้ความร่วมมือทุกประการ ในการปฏิรูปจะไม่สำเร็จหากขาดความร่วมมือของสื่อมวลชน เพราะประชาชนต้องมีความเข้าใจการปฏิรูปผ่านสื่อ แล้วมีความรู้สึกเป็นเจ้าของการปฏิรูป ดังนั้นสื่อมวลชนจึงเหมือนเป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้เราก้าวข้ามอดีตไปสู่อนาคต ทำให้เกิดความเข้าใจในการเสริมสร้างความปรองดองลดความขัดแย้ง ซึ่งความไม่เป็นประธิปไตยที่เรากำลังเผชิญทั้งสิ้น 11 ด้าน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ
“การปฏิรูปต้องมีการแก้ระบบการเมือง ไม่ใช่แก้ที่ตัวคน ที่ผ่านมาพรรคการเมืองถูกระบบทุนกลืนกิน ทั้งทุนบนดินและใต้ดิน เปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ” นายอลงกรณ์ กล่าวและว่า ในพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศได้กำหนดวาระการปฏิรูปภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ ด้านเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ ด้านการกำกับดูแลสื่อ และด้านการป้องกันการแทรกแซงสื่อ ซึ่งตนคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยึด 3 วาระดังกล่าว โดยมีกุญแจสำคัญคือ สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงประเทศหรือเปลี่ยนแปลงโลก ต้องเปลี่ยนจากจุดเล็กๆ แต่ที่มีอนุภาพยิ่งใหญ่ นั่นคือ ข้อมูลข่าวสาร อย่างไรก็ตามนายกฯ ได้ย้ำมาตลอดการรัฐประหารครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ผ่านมาเมื่อประเทศไม่มีทางออก บ้านเมืองเกิดกลียุค เริ่มได้กลิ่นคาวเลือดก็ไม่มีใครต้องการรัฐประหาร แต่ในที่สุดก็เกิดขึ้น แต่เมื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารพูดชัดเจนว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า เส้นทางสู่ประชาธิปไตยคือ เป้าหมายสำคัญ แล้วดัชนีความเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง คือ สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ตนจึงหวังในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใหม่ ต้องลงรายละเอียดเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ไม่น้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา
ด้านนายจรัส กล่าวว่า มุมมองของคนการเมืองที่มีต่อสื่อนั้น มองว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดี อีกทั้งยังคิดว่า เป็นศัตรูต่อกัน เนื่องจากสื่อชอบเข้ามาตรวจสอบการทำงานของคนฝ่ายการเมือง ซึ่งในความเป็นจริงจำเป็นต้องมีสื่อต้องทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะระบอบประชาธิปไตยจะต้องเปิดเผยโอกาสให้มีการตรวจสอบได้
“ผมคิดว่ามี 3 ประเด็นที่ควรวางกติกาเกี่ยวกับสื่อรัฐธรรมนูญ เรื่องแรกสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงแหล่งข่าว โดยสิทธิดังกล่าว ได้ระบุว่า ให้ประชาชนสื่อสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวได้อย่างเท่าเทียมกัน เรื่องต่อมาเรื่องของเสรีภาพและอิสระในการทำข่าว ที่หมายความว่า จะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐ ด้วยวิธีการเซ็นเซอร์ ปิดสื่อ รวมถึงการเป็นอิสระจากนายจ้างของตัวเอง ซึ่งนายจ้างไม่สารถไปบังคับหรือข่มขู่ ห้ามนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อกิจการสื่อของตนไม่ได้ โดยการคุ้มครองในลักษณะแบบนี้ก็ได้มีการระบุใน รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างสภาวิชาชีพสื่อ เพื่อเป็นกลไกในการทำให้กฎหมายที่ระบุในรัฐธรรมนูญมีการบังคับใช้ เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อ รวมถึงความปลอดภัยในการทำข่าว ส่วนเรื่องสุดท้ายที่มีการเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของจรรยาบรรณในวิชาชีพ เรื่องนี้บางประเทศไม่ได้มีการกำหนดถึงเรื่องดังกล่าว แต่ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ โดยต้องยอมรับความจริงว่า แม้สื่อมวลชนไม่มีอาวุธในมือ แต่ก็มีอนาจในการนำเสนอข่าว เพื่อหาผลประโยชน์ จากการทำข่าวได้ นั่นหมายความว่า อาจจะมีการละเมิดจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีองค์กรสื่อหรือสภาวิชาชีพคอยดูแลควบคุมในเรื่องนี้ แล้วจะต้องถูกระบุในกฎหมายลูก ถึงกลไกการดูแลเรื่องนี้ ส่วนจะระบุมากน้อยแค่ไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับจริตของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ” นายจรัส กล่าวและย้ำว่า
เรื่องเหล่านี้คือ สิ่งที่นักหนังสือพิมพ์ควรจะคาดหวังในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของการเรียกร้องถึงขั้นสวัสดิการอื่นๆหรือรับรองความปลอดภัยในการทำข่าวนั้น จะต้องให้เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพที่ต้องจัดทำกันเอง หากให้รัฐบาลเข้าไปจัดการเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษมากกว่าวิชาชีพอื่นๆ ก็คงเป็นเรื่องยาก
ขณะที่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า สื่อหนังสือพิมพ์ ควรเป็นคนที่มาร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากจะให้นักการเมืองมาตรวจสอบกันเองคงไม่ได้ผล จะต้องให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐเข้ามาตรวจสอบ แต่เสียงของประชาชนดังไม่พอ จึงต้องมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งคือนักหนังสือพิมพ์ที่จะเข้ามาตรวจสอบ โดยนักสือพิมพ์ในมิติของตนนั้น แม้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็ช่วยแต่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน รวมถึงการช่วยตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชั่นที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน ซึ่งบางครั้งการตรวจสอบอาจไปกระทบกับผู้ที่มีอำนาจรัฐและถูกมองว่า สื่อเป็นสิ่งที่เลวร้ายต้องปฏิรูป ต้องจำกัด แต่ในทางกลับกันสื่อไม่มีอะไรคุ้มครองเลย ไปเขียนข่าวก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีอำนาจรัฐ แต่มีการควบคุมจริยธรมโดยประชาชน การเป็นสื่อมวลชนจะต้องเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์อย่างแท้จริง เป็นประชาชนที่รักความถูกต้อง กล้าหาญ รักความยุติธรรมและเสียสละ อย่างไรก็ดีตนได้เสนอในร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีสภาตรวจสอบภาคประชาชนทั้ง 77 จังหวัด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจไม่เกิดขึ้น ทำให้มีการกระจายงบประมาณไม่ทั่วถึง แต่ปรากฎว่า ข้าราชการในต่างจังหวัดทำหนังสือไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้สภาตรวจสอบภาคประชาชน เพราะกลัวถูกการตรวจสอบ
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 58 มาตรา 47 เน้นว่า ต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญปี 50 แต่บางกระแสบอกว่า สื่อเป็นตัวสร้างความขัดแย้งในสังคม ดังนั้นจึงมีการเขียนขึ้นมาว่า การใช้เสรีภาพต้องมีกฎหมายบัญญัติเพื่อป้องกันความเสื่อมทรามทางจิตใจและเสรีภาพของประชาชนที่คิดว่า พอใช้ได้ แต่ไม่คิดว่า เขาคงไม่ใส่เรื่องสภาตรวจสอบภาคประชาชน และเรื่องของสื่อไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งนี้คิดว่า สื่อมวลชนไม่มีอภิสิทธิ์อะไรเลย ทำอะไรก็โดนฟ้องหมิ่นประมาท โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามสร้างบางอย่างขึ้นมาคุมสื่อมวลชน ซึ่งตนไม่เห็นด้วย



