
'สมบัติ'ชี้ร่างรัฐธรรมนูญยึดหลักสากล-คัด'คนดี'
18 ต.ค. 2558
'สมบัติ' ชี้ร่างรัฐธรรมนูญ ยึดหลักสากล - คัด 'คนดี' : โดย ... นฤพน เพชรดี / ธนิสา ตันติเจริญ
การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการโดยคณะกรรมการชุดของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” อยู่ในขณะนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่บนความ “คาดหวัง” ของคนไทยว่าจะสามารถแก้ปัญหาสะสมของบ้านเมืองได้มากน้อยแค่ไหน และจะนำพาการเมืองภายใต้ระบอบ “ประชาธิปไตย” ที่ย่ำเท้าอยู่ถึง 83 ปีให้ก้าวหน้าไปได้เพียงใด
“สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีหลายระบบและไม่ได้เหมือนกันทั่วโลก เช่น ประเทศอังกฤษใช้ระบบรัฐสภาให้ประชาชนเลือก ส.ส. และ ส.ส.เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็น ส.ส.ในเวลาเดียวกันด้วย โดยระบบรัฐสภาในประเทศพัฒนาแล้วอาจใช้รูปแบบนี้ได้ดี แต่ถ้าเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนา หากนำมาใช้อาจจะมีปัญหามาก เพราะสภามีการประชุมปีละ 2 สมัย และสมัยละ 4 เดือน ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้องไปอยู่ในแต่สภา แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปแก้ปัญหาของประชาชน เหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่บอกว่า นายกฯ มีหน้าที่เข้าประชุมสภาและหากไม่เข้าก็อาจจะถูกถอดถอนได้
สมบัติ มองว่า การร่างรัฐธรรมนูญ มีสิ่งที่จะต้องคำนึงถึง คือต้องยึดหลักการหรือความสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยสากล แม้ว่าสภาพประเทศไทยจะยังไม่สอดคล้อง แต่เราต้องร่างไว้สำหรับระยะยาวเป็น 100 ปี ไม่ใช่หวังว่าเพียงจะร่างไว้เพียง 5-10 ปี อีกทั้งต้องตรวจสอบระบบรัฐสภาที่ใช้มานานถึง 83 ปีที่ยังคงล้มลุกคลุกคลานมาจากสาเหตุอะไรและจะแก้ไขได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ควรใช้ระบบการแบ่งแยกอำนาจ จะเหมาะสมกับสภาพประเทศไทยมากกว่าควบอำนาจ ที่ให้ประชาชนเลือก ส.ส. แล้ว ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ต้องทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะต้องเข้าไปอยู่ในสภา เพื่อบัญญัติกฎหมายด้วย
“ระบบนี้ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ควรให้ฝ่ายบริหารทำหน้าที่บริหารโดยตรง ไม่ต้องมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่นิติบัญญัติและตรวจสอบฝ่ายบริหารเท่านั้น จะทำให้ฝ่ายบริหารมีเวลาที่จะทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และฝ่ายนิติบัญญัติก็สามารถยื่นกระทู้ ยื่นญัตติให้ฝ่ายบริหารเข้ามาชี้แจงในสภาได้”
สมบัติ มองผ่านในฐานะที่เคยเป็นประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.ว่า ระบบเลือกตั้งควรจะต้องเป็นกลไกที่สามารถคัดกรองคนดีเข้ามาสู่การเมืองได้ โดยการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครจะต้องให้เข้มข้น และทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีน้อย เช่น ระบบบัญชีรายชื่อจังหวัด ทำให้มีโอกาสได้รัฐบาลเข้มแข็ง ช่วยลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้มาก
ทั้งนี้ หลักการของระบบดังกล่าว คือการกำหนดให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้ใช้ระบบบัญชีรายชื่อ เช่น จังหวัด ก. มีประชากร 1.5 ล้านคน โดย ส.ส. 1 คนต่อประชากร 1.5 แสนคน ทำให้จังหวัด ก. มี ส.ส.ได้ 10 คน หากมีคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 7 แสนคน ก็เอาจำนวน ส.ส.ในจังหวัดนั้นไปหารหรือ 10 หาร จังหวัด ก. จะได้ 7 หมื่นเสียง ต่อ ส.ส. 1 คน ซึ่งกรณีนี้ก็จะทำให้พรรคหนึ่งพรรคใดซื้อเสียงได้ยาก เพราะถ้าซื้อก็จะต้องซื้อทั้งจังหวัดและตัวบุคคลก็ไม่กล้าที่จะซื้อเสียงเนื่องจากซื้อไปแล้วก็ไม่มีหลักประกันว่าตัวเองจะได้รับการเลือกตั้ง
แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังมีบางคนแย้งว่าก็จะทำให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจมากในการเลือกคนที่จะลงสมัครเลือกตั้ง จึงได้เสนอนำเอาหลักการโอเพ่นลิสต์มาใส่ ก็จะทำให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคแล้วก็ยังเลือกตัวบุคคลในพรรคนั้นได้อีกด้วย จะทำให้ได้ผู้แทนจากประชาชนอย่างแท้จริง และพรรคก็จะสามารถวัดคะแนนนิยมของบุคคลภายในพรรคได้ รวมทั้งป้องกันผูกขาดพรรคในแต่ละพื้นที่อีกด้วย
ส่วนวุฒิสภา หรือ ส.ว. ก็ควรมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง 100% แต่กำหนดคุณสมบัติให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ต้องมีอายุ 45 ปีขึ้นไป ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านใดด้านหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 10-15 ปี ต้องไม่เป็นบุคคลที่ต้องคดีทุจริตการเลือกตั้งหรือทุจริตอื่นๆ ต้องไม่มีปัญหาในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม
เขาเห็นว่า ถ้ากำหนดเช่นนี้แล้วก็จะตัดคนที่ขาดคุณสมบัติไปได้เยอะ จะเหลือคนที่มีคุณสมบัติจริง ไม่ใช่ไปเอาผัว เมีย ลูก มาลงรับสมัครเลือกตั้งได้เหมือนที่ผ่านมา และการที่ให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงก็จะสอดคล้องต่อความต้องการของประชาชนมากที่สุดและจะให้มาทำหน้าที่สำคัญอย่างการถอดถอนก็จะเหมาะสมและสอดคล้องต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะมาจากการเลือกตั้งและจะทำให้การทำงานของ ส.ว.ไม่มีปัญหา เหมือนปลา 2 น้ำ
สำหรับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เป็น “ปมร้อน” และถูกต่อต้านอย่างหนักนั้น เขาเห็นว่า การมี คปป.ขึ้นมา เพราะกลัวว่าประเทศจะเกิดวิกฤติขึ้นอีก มองว่าการที่มีการกำหนดให้คนนอกมาเป็นประธาน คปป.ได้พอเกิดวิกฤติก็จะมีอำนาจพิเศษเหมือนกับอำนาจมาตรา 44 แนวคิดมาจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าหากมีเหตุวิกฤติต่างๆ ให้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนปรึกษากับนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ล้วนแล้วมาจากการเลือกตั้ง และปรึกษาตุลาการรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ดูแลกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าสมควรที่จะใช้อำนาจพิเศษหรือไม่
“ส่วน คปป.ของเรา กลับไปเสนอไอ้โม่งมา 1 คน เป็นการเอาแนวคิดมาโดยไม่ได้คำนึงถึงจิตวิญญาณของระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งการที่จะให้มาใช้อำนาจพิเศษ ถามว่าแล้วเกี่ยวข้องกับประชาชนตรงไหน เพราะในระบอบประชาธิปไตยคนที่มีอำนาจที่สุดควรจะเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นเราต้องออกแบบให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถแก้วิกฤติได้ด้วยตัวเอง และวิกฤตินั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับคนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้แก้ จึงจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย”
อดีตประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมืองผู้นี้ เสนอว่า การแก้ปัญหาวิกฤติอาจจะให้วุฒิสภาร่วมกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหารือกันว่าเป็นวิกฤติหรือไม่ แล้วถ้าที่ประชุมมีมติว่าเป็นวิกฤติก็ให้ดำเนินการเป็นขั้นตอนหรือให้รัฐบาลลาออกแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หากทำในลักษณะเช่นนี้ก็อาจจะรับได้
ส่วนเรื่องปรองดอง รัฐบาลต้องประกาศนิรโทษกรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แต่อาจยกเว้นผู้ที่ทำผิดในคดีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีทุจริตหรือคดีร้ายแรง รวมทั้งไม่รวมแกนนำ พอประกาศเสร็จก็จบประชาชนที่ทุกข์ยากในเรื่องนี้ก็หมดไป และเป็นสิ่งที่การเมืองสากลทำกัน
เขาทิ้งทายว่า หากร่างรัฐธรรมนูญได้ถูกต้องจะสามารถปฏิรูปประเทศได้และแก้ไขปัญหาสำคัญได้ จึงขึ้นอยู่กับ กรธ.จะมีความคิดเช่นไร หากยังคิดอนุรักษ์อยู่ก็คงเกิดยาก
--------------------
('สมบัติ' ชี้ร่างรัฐธรรมนูญ ยึดหลักสากล - คัด 'คนดี' : โดย ... นฤพน เพชรดี / ธนิสา ตันติเจริญ)



