
หยุด...ด่านลอยกู้ศรัทธาตำรวจ
18 ต.ค. 2558
เรื่องเล่าข่าวดัง : หยุด...ด่านลอยกู้ศรัทธาตำรวจ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
ตำรวจจราจร เป็นบุคคลากรลำดับแรกๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมาโดยตลอดว่าใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต รวมถึงแสวงหาผลประโยชน์
ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ในยุคเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า มีการถ่ายคลิปวีดีโอขณะตำรวจปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ในจำนวนคลิปที่นำมาโพสต์หนีไม่พ้นเรื่องราวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ
พฤติการณ์การแอบอยู่ข้างเสาไฟฟ้า การตั้งด่านตรวจที่ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ หรือที่เรียกว่าด่านลอย หรือด่านจ๊ะเอ๋ เพื่อสุ่มจับผู้ทำผิดกฎจราจร นำมาสู่เสียงวิพากษณ์วิจารณ์ว่าเป็นการขยันจับเพื่อทำยอด หวังส่วนแบ่งเงินรางวัลนำจับ เป็นข้อกล่าวหาที่ตำรวจจราจรถูกพาดพิงถึงมากที่สุด
จากสถิติการออกใบสั่งจราจรพบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึงขณะนี้ รวมเวลาเกือบ 2 ปี มีการออกใบสั่งจราจรแล้วเกือบ 2,000,000 ใบ แต่มีผู้มาจ่ายค่าปรับจริงราว 800,000 หรือราว 40 เปอร์เซนต์ของใบสั่งที่ออก แต่นั้นก็มากพอที่จะทำให้ตำรวจมีรายได้จากเงินส่วนแบ่งนี้มากกว่าปีละ 450 ล้านบาท
“บางครั้งก็แอบอยู่ตามเสาไฟ บางทีก็ตั้งด่านมีทำงานกันหลายคน บางทีก็คนสองคน กระโดดใส่เลย อดสงสัยไม่ได้เขาไม่กลัวกันหรือ ต้องเบรกกันกระทันหัน อันตรายมาก ผมก็เคยเสียหลักล้มเลยก็มี นี่ยังไม่นับรวมที่เอาอาสามาช่วยงานนะบางคนยังเป็นเด็กเลยเข้ามาเงื่อมมือจะตีผมก็มียังสงสัยไม่หายผมทำผิดอะไรมากมายหรือ บางทีเขาก็ให้ใบสั่ง แต่บางทีก็บอกว่าเราผิดอย่างโน่นอย่างนี้ก็ให้ไปไม่ไปที่โรงพักเพราะมันเสียเวลา” ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้ข้อมูล
ส่วนแบ่งเงินรางวัลนำจับกลายเป็นจำเลยที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้ตำรวจขยันตั้งด่าน รวมถึงการสุ่มจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรเพื่อทำยอดการออกใบสั่ง ซึ่งสัดส่วนเงินรางวัลนำจับที่ตำรวจพึงได้จะมีอยู่ 3 ประเภทคือความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกปี 2522 แบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ 50 เข้ารัฐผ่านกระทรวงการคลังร้อยละ 5 ผู้จับกุมร้อยละ 27 และอีกร้อยละ 18 แบ่งให้ผู้สนับสนุนการจับกุม ความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ปี 2522 ผู้จับกุมได้ร้อยละ 95 ส่วนอีกร้อยละ 5 เข้ารัฐผ่านกระทรวงการคลัง ความผิดตามพระราชบัญญัติขนส่งทางบกปี 2535 ผู้จับกุมร้อยละ 40 เข้ารัฐผ่านกระทรวงการคลังร้อยละ 45 ที่เหลืออีกร้อยละเข้ารัฐผ่านกระทรวงการคลังแต่ตำรวจสามารถเบิกจ่ายเป็นค่าอำนวยความสะดวกการทำงานในภายหลัง
เรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็นที่มาให้นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม พร้อมคณะนำรายชื่อผู้สนับสนุนราว 35,000 รายชื่อ เข้ายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. โดยผ่าน พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา (สบ10) ซึ่งรับผิดชอบงานด้านจราจร เพื่อให้พิจารณายกเลิกด่านลอยและเงินรางวัลนำจับจราจร จนสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเรียกประชุมตำรวจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนี้ประชุมอย่างเร่งด่วน และตามมาด้วยคำสั่งห้ามไม่ให้ตำรวจตั้งด่านลอย หรือด่านจ๊ะเอ๋อย่างเด็ดขาด
“สั่งการแล้วห้ามมีการตั้งด่านลอยหรือด่านจ๊ะเอ๋อีก การจัดตั้งด่าน จุดตรวจ และจุดสกัดต้องมีตำรวจมากกว่า 5 นายปฏิบัติงาน มีป้ายหยุดตรวจให้เห็นได้ในระยะไกล กลางคืนต้องมีแสงสว่างให้เห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร มีตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปเป็นผู้ควบคุมด่าน และต้องมีป้ายบอกชื่อหัวหน้าด่านชัดเจน การตั้งด่านต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยต้องเป็นไปตามแผนของหัวหน้าสถานี ผู้บังคับการต้องรู้ อย่างน้อยด้วยการแจ้งทางวาจาผ่านวิทยุสื่อสาร และหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้วต้องแจ้งยกเลิกด่านตรวจทันที ส่วนเงินส่วนแบ่งรางวัลนำจับคงไม่ยกเลิกเพราะเป็นกำลังใจให้คนทำงานซึ่งปกติก็นำไปหารกันอยู่แล้วได้ไม่เกินคนละหมื่นต่อเดือน” พล.ต.อ.ประวุฒิ ว่า
แต่หลังคำสั่งห้ามไม่ให้มีการตั้งด่านลอยหรือด่านจ๊ะเอ๋ไม่นาน ก็มีคลิปพฤติการณ์ตรงข้ามคำสั่งของตำรวจนครบาลพญาไทเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ ซึ่งภาพถูกนำไปเผยแพร่เป็นเหตุการณ์ขณะตำรวจจราจร 3 นายสุ่มจับผู้ขับขี่บนทางเท้า แม้ทั้ง 3 คนอ้างว่าเป็นการจับกุมผู้ทำผิดซึ่งหน้าแต่ก็ถูกลงโทษโดยการย้ายไปปฏิบัติงานที่ไม่เกี่ยวกับจราจร
อย่างไรก็ตามการยกเลิกด่านลอยหรือด่านจ๊ะเอ๋ ไม่ได้หมายความว่า ต่อไปนี้จะไม่มีโอกาสได้เห็นด่านตรวจของตำรวจตามท้องถนนหรือบริเวณอื่นใดอีก เพราะด่านปกติยังคงมีอยู่เพื่อป้องกันอาชญากรรมในทุกรูปแบบ เพียงแต่นับจากนี้ด่านตรวจต่างๆ จะต้องยึดถือตามกฎระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
โดยด่านตรวจที่จัดตั้งโดยตำรวจจะมี 3 ประเภทคือ 1. จุดสกัด อยู่ในอำนาจของสถานีตำรวจท้องที่ใช้ตรวจค้นจับกุมกรณีฉุกเฉิน ตั้งชั่วคราวและยกเลิกทันทีที่เสร็จภารกิจ 2. ด่านตรวจตั้งถาวรตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และ 3. จุดตรวจที่สถานีตำรวจขอความเห็นชอบจากกองบังคับการ มีแผนจัดตั้งแน่นอน มีผู้ควบคุม และยุบทันทีเมื่อเสร็จภารกิจ โดยด่านเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจเข้มด้านความมั่นคง ตรวจแอลกอฮอล์ กวดขันวินัยจราจร และ ยาเสพติด
ที่สำคัญคือผู้ใช้รถใช้ถนนอย่าได้กระหยิ่มใจ เพราะหากมีการกระทำความผิดกฎจราจร ตำรวจสามารถจับกุมได้เหมือนเดิม เพราะถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า เพราะฉะนั้นพฤติการณ์การขับขี่ใดๆ ที่เป็นการทำผิดกฎหมาย เช่น ขับรถบนทางเท้า ย้อนศร กลับรถในที่ห้าม ฝ่าไฟแดง ขับรถในทางที่ห้าม การแข่งรถในทาง ฯลฯ จะถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดิม จะมีเพียงการตั้งด่านเท่านั้นที่จะเข้มงวดมากขึ้น โดยตำรวจจะยึดตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดคือ การตั้งด่านต้องมีตำรวจมากกว่า 5 นายปฏิบัติงาน มีป้ายหยุดตรวจให้เห็นได้ในระยะไกล กลางคืนต้องมีแสงสว่างให้เห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร มีตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปเป็นผู้ควบคุมด่าน และต้องมีป้ายบอกชื่อหัวหน้าด่านชัดเจน การตั้งด่านต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยต้องเป็นไปตามแผนของหัวหน้าสถานี ผู้บังคับการต้องรู้ อย่างน้อยด้วยการแจ้งทางวาจาผ่านวิทยุสื่อสาร และหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้วต้องแจ้งยกเลิกด่านตรวจทันที
--------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : หยุด...ด่านลอยกู้ศรัทธาตำรวจ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



