ข่าว

เมื่อ‘จำนำข้าว’ไล่ล่า‘ยิ่งลักษณ์’

เมื่อ‘จำนำข้าว’ไล่ล่า‘ยิ่งลักษณ์’

16 ต.ค. 2558

เมื่อ‘จำนำข้าว’ไล่ล่า‘ยิ่งลักษณ์’ : โอภาส บุญล้อมรายงาน

             การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ทนายความไปยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็ทำจดหมายเปิดผนึก คัดค้านกรณีที่รัฐบาลจะดำเนินการออกคำสั่งทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในโครงการรับจำนำข้าว... 

             มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากการหวังผลทางการเมืองมากกว่าให้รัฐบาลทบทวนยุติการดำเนินการโดยวิธีนี้จริงๆ โดยต้องการให้คนเชื่อว่าการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหาย เป็นการไม่ให้ความเป็นธรรม เป็นการรวบรัด เร่งรีบ และอาจเกิดการกลั่นแกล้งขึ้นได้

             เห็นได้จากเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาคัดค้านเรื่องนี้ ก็มี “องคาพยพ” เคลื่อนไหวตาม ไม่ว่าจะเป็น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ออกมาระบุว่า การใช้คำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การดำเนินการโดยปกติ สิ่งที่ควรจะเป็น คือ ต้องใช้กระบวนการทางศาล ขณะที่ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ก็ได้โพสต์วิดีโอในเฟซบุ๊กของ “ยิ่งลักษณ์” มีความยาวเกือบ 2 นาที ยืนยันว่า ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นในโครงการจำนำข้าว 

             การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าไปแล้วก็ได้ผลในระดับหนึ่ง เห็นได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกมาชี้แจงว่า การใช้คำสั่งทางปกครอง เป็นการดำเนินการตามปกติ ไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษอะไร แต่เป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยมีทั้ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งเมื่อมีกฎหมายบังคับใช้อยู่จะละเว้นก็ไม่ได้ และจะปล่อยให้ขาดอายุความ 2 ปีไม่ได้ แต่ถ้าเรียกไปแล้วไม่จ่าย ไม่ยอมรับ ก็ไปฟ้องศาลปกครองต่อได้อยู่แล้ว 

             ขณะที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี “มือกฎหมาย” ก็ได้ออกมายืนยันว่าจะเดินหน้าใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เรียกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ชดใช้ค่าเสียหาย

             นอกจากนี้ ยังได้ตอบโต้ข้อโต้แย้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อ้างว่า พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ใช้บังคับกับคนระดับ “นายกรัฐมนตรี” ไม่ได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในการบริหารราชการแผ่นดิน และ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ดำเนินโครงการตามนโยบายรับจำนำข้าวที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบในทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

             แต่ “วิษณุ” บอกว่า พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ครอบคลุมทั้งหมด เพราะว่า ในนิยามของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ระบุว่า พ.ร.บ.ใช้กับคำว่า “เจ้าหน้าที่” โดยเจ้าหน้าที่หมายถึง  “ข้าราชการ” ซึ่งรวมถึง “ข้าราชการการเมือง” ด้วย อีกทั้ง พ.ร.บ.ฉบับนี้และระเบียบที่ออกตามพ.ร.บ. ก็มีการระบุว่า ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นรัฐมนตรีหรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างไร

             ในประเด็นนี้สุดท้าย ศาลปกครองจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ใช้บังคับกับคนระดับนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ เพราะว่าเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับคำสั่งทางปกครองให้จ่ายค่าเสียหายก็คงไม่อยู่นิ่งเฉย และคงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองอย่างแน่นอน

             นอกจากนี้ “วิษณุ” ยังได้ทิ้งไม้เด็ดว่า ในการออกคำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าเสียหายในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องเป็นคนเซ็นคำสั่งเองก็ได้ โดยให้ รมว.คลัง เป็นคนเซ็น ซึ่งวิธีนี้เป็นการ “สกัด” ไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องกลับถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ได้

             สำหรับข้อโต้แย้งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกจากอ้างว่า พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ นำมาใช้บังคับกับตนไม่ได้แล้ว ยังมีการระบุว่า การใช้วิธีการดังกล่าวไม่ให้ความเป็นธรรม รวบรัด หากการสอบสวนพบว่าเกิดความเสียหายก็ควรยื่นฟ้องต่อศาล อีกทั้งน่าจะรอผลการพิจารณาคดีในคดีอาญาที่อัยการยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสียก่อน

             ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ให้เหตุผลในการเลือกใช้คำสั่งทางปกครองเรียกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหายว่ามีกฎหมายรองรับ ซึ่งใช้มานานร่วม 20 ปีแล้ว และมีกว่า 300 คดีที่ใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ จึงไม่ใช่การใช้กฎหมายพิเศษ แต่เป็นกฎหมายปกติ และเมื่อเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็จะปล่อยให้การชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ขาดลงไม่ได้ เพราะรัฐบาลจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง

             “เจษฎา อนุจารี” ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ในฐานะนักกฎหมายและทนายความ มองว่า การใช้อำนาจทางปกครองของฝ่ายบริหารแทนที่จะใช้วิธีฟ้องศาลตามปกติ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เห็นว่า อาจเกิดกรณีกลั่นแกล้ง รวบรัด ไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจฝ่ายบริหาร สามารถสั่งให้หน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหาร เช่น กระทรวงการคลัง ดำเนินการกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามที่นายกฯ ต้องการได้อยู่แล้ว สั่งให้จ่าย 5 แสนล้านบาทก็ได้  ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็มีสิทธิจะกลัวในเรื่องนี้ เพราะเงินจำนวน 5 แสนล้านบาทนั้นเป็นเงินจำนวนมากถึงกับทำให้หมดตัวได้ ซึ่งต่างจากการฟ้องศาล ที่นายกฯ ไม่สามารถไปสั่งศาลได้ ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จ่ายค่าเสียหายหรือไม่ หรืออาจไม่ต้องจ่ายถึง 5 แสนล้านบาทก็ได้

             “ผมยอมรับว่าการใช้วิธีฟ้องศาล มันสง่างามกว่า เนื่องจากกระบวนการของศาลนั้นเปิดเผย ขณะที่การใช้คำสั่งทางปกครองอาจมีข้อครหาว่ามีการมุบมิบ แต่ที่จริงแล้วการใช้คำสั่งทางปกครอง ก็เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ และสุดท้ายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการศาลเหมือนกัน เนื่องจากผู้ที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้จ่ายเงินสามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาคนที่ถูกคำสั่งทางปกครองในลักษณะนี้ ก็จะใช้สิทธินี้ โดยไปร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้จ่ายเงินค่าเสียหาย ไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย คุณยิ่งลักษณ์ก็คงเช่นกัน และที่ผ่านมา ผมในฐานะทนายความก็เห็นฝ่ายบริหารใช้คำสั่งทางปกครองโดยอาศัย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐจ่ายค่าเสียหายในลักษณะอย่างนี้หลายคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และก็ไม่เคยมีใครออกมาโวยวาย เพียงแต่ว่ากรณีคุณยิ่งลักษณ์ เผอิญมันเกี่ยวกับการเมือง จึงอาจมีประเด็นสงสัยว่ามีการกลั่นแกล้งหรือเปล่า เมื่อเลือกใช้วิธีคำสั่งทางปกครองแทนที่จะยื่นฟ้องศาลโดยตรง"

             อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำหนังสือคัดค้านต่อนายกฯ ในเรื่องนี้ คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสุดท้ายเรื่องก็จะต้องเดินไปตามกระบวนการและต้องไปสู้คดีกันในชั้นศาลอยู่ดี แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์คงหวังผลทางการเมือง ให้คนเข้าใจว่าการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครอง ไม่โปร่งใสและอาจเกิดการกลั่นแกล้งได้ 

             “เจษฎา” ยังเห็นว่า การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครองแทนการยื่นฟ้องศาลนั้น ลึกๆ รัฐบาลคงต้องการประหยัดค่าธรรมเนียมศาล ซึึ่งต้องจ่ายถึง 600 ล้านบาท หากยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลเนื่องจากทุนทรัพย์ในโครงการจำนำข้าวอาจสูงถึง 5 แสนล้านบาท อีกทั้งการใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครองได้ผลรวดเร็วกว่าการฟ้องศาล ซึ่งหากยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง คดีก็ต้องว่ากันถึง 3 ศาลจนถึงศาลฎีกาซึ่งต้องใช้เวลานาน

             “ส่วนที่ทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการให้รอคดีโครงการจำนำข้าวในคดีอาญานั้น ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกัน เนื่องจากความรับผิดทางละเมิดที่เกิดจากความเสียหายในโครงการจำนำข้าว เป็นเรื่องของการบริหารงานผิดพลาด ปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงไม่เกี่ยวกับคดีอาญาซึ่งเป็นเรื่องของการทุจริต”

             เขายังอธิบายถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า สุดท้ายหากเรื่องนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์แพ้ในชั้นศาลปกครอง คือศาลปกครองไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จ่ายเงินซึ่งคาดว่าอาจสูงถึง 5 แสนล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต้องถูกบังคับให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว หากไม่มีเงินพอจ่ายก็ต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดเท่าที่มี

             ในเวลานี้... “โครงการจำนำข้าว” ซึ่งเคยเป็นโครงการสำคัญของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” กำลังย้อนกลับมาไล่ล่า “เจ้าของ” ซึ่งก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้ถูก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนเพราะเรื่องนี้มาแล้ว ซึ่งอาจมีโทษ “แบน” ทางการเมืองถึง 5 ปี รวมทั้งยังถูกดำเนินคดีอาญาและกำลังถูกเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งด้วยจำนวนเงินมหาศาล