ข่าว

ว่าด้วยอำนาจตรวจสอบนโยบายประชานิยม

ว่าด้วยอำนาจตรวจสอบนโยบายประชานิยม

16 ต.ค. 2558

ว่าด้วยอำนาจตรวจสอบนโยบายประชานิยม : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

             ไอเดียบรรเจิดของ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ" (กรธ.) ที่จะผุดกลไกเพื่อควบคุมพรรคการเมืองใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

             โดยเน้นหนักให้พรรคการเมืองจัดทำสัญญาประชาคม (Social Contract) ให้เป็นไปตามกรอบวินัยทางการเงินและการคลังที่ดี และสร้างการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบต่อไปในอนาคต

             ดูเหมือนว่าล่าสุดนั้น มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 3 องค์กร ได้แก่ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)-คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ออกมาขานรับ และพร้อมเต็มที่ที่จะถูกรับมอบอำนาจใหม่ที่ “กรธ.” เตรียมออกแบบไว้ให้

             หากย้อนถึงเหตุผลและที่มาของไอเดียนี้ มีฐานข้อมูลที่ว่า เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ออกนโยบายที่เรียกว่านโยบายประชานิยม เพื่อมุ่งหวังผลคะแนนนิยมทางการเมืองในตัวบุคคลและพรรคการเมืองหนึ่งในระยะยาว โดยไม่คำนึงว่าผลตามมาของนโยบายที่มุ่งสร้างความนิยมนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลังของประเทศอย่างไร ดังนั้น กลไกที่จะเข้ามาตรวจสอบนโยบายของรัฐ ก่อนที่จะเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติอาจเป็นกลไกระงับ ยับยั้งความเสียหายเหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว

             ดังนั้น ความเป็นไปได้ของการออกแบบอำนาจใหม่ให้หน่วยงาน คือ การล้วงตับนโยบายของพรรคการเมือง ถึงจุดต้นคิด-แรงจูงใจ-ผลสัมฤทธิ์-ผลเสียหาย และการตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

             แต่จุดใหญ่คงไม่อยู่แค่การล้วงข้อมูลลับของพรรคการเมือง แต่คือมาตรฐานของการตรวจสอบว่าจะใช้อะไรเป็นจุดบ่งเหตุว่า นโยบายประชานิยมใด ควรทำ หรือไม่ควรทำ

             หากสร้างมาตรฐานเพียงว่า ห้ามทำนโยบายอะไรก็ตาม ที่เน้นการหาเสียงให้กับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่ากับว่านโยบายของพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถทำได้เลย เพราะหัวใจของการทำนโยบายพรรคการเมือง คือ การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียงให้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการหรือข้อเรียกร้องของประชาชน

             แต่หากกำหนดมาตรฐานว่า ห้ามทำนโยบายที่อนาคตทำไม่ได้จริง หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่เคยมีมา เช่น การเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานหัวละ 300 บาท, โดยสารรถประจำทางฟรีตลอดสาย, รับประกันราคาข้าว, โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่บทสรุปล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกลไกการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศทั้งนั้น แต่หากมองในมุมที่ประชาชนได้ประโยชน์ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ลดลง หรือการแข่งขันที่ถูกแบ่งส่วนการตลาดไป ย่อมเทียบกันไม่ได้

             ดังนั้น มุมมองต่อกลไกป้องกันการกระทำที่อาจให้เกิดผลเสียในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ หรือกลไกการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจจะมีกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ควรมองมุมการกำกับหรือบังคับเพียงอย่างเดียว

             เนื่องจากการบริหารประเทศ สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นเป็นสำคัญ คือ สิ่งที่ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะประชาชนฐานราก ที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมทางสังคม และถูกมองอย่างด้อยค่า ในความมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกับคนที่มีต้นทุนทางสังคม