ข่าว

ธุรกิจโฆษณากับการทำสื่อเพื่อสังคม

ธุรกิจโฆษณากับการทำสื่อเพื่อสังคม

16 ต.ค. 2558

ธุรกิจโฆษณากับการทำสื่อเพื่อสังคม : คมคิดจิตอาสา โดยสินีพร มฤคพิทักษ์

              ระยะสองปีมานี้ เราคงคุ้นเคยกับคำว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” หรือเอสอี (SE : Social Enterprise) ซึ่งหมายถึงการทำธุรกิจที่เกื้อกูลต่อสังคม ให้ความสำคัญกับตัวเงินเป็นเรื่องรองลงมา

              แม้จะบอกว่า เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ทว่า ต้องมีโมเดลการจัดการ เพื่อให้อยู่ได้เช่นกัน

              แล้ว “ธุรกิจโฆษณา” ที่ผลิตสื่อเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ที่ต้องการขายสินค้าหรือบริการ จะตอบโจทย์นี้ได้หรือไม่?

              ศุภนิดา สกุลตั้งไพศาล หรือ “ยาย่า” เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท “ดิ อัลทรูอิส โปรดักชั่น” เมื่อสี่ปีก่อน โดยวางบทบาทของบริษัทว่า เป็นเอสอีที่รับเฉพาะงานซีเอสอาร์ งานเพื่อสังคม และสื่อสีขาว

              “เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ มีคู่แข่งเหมือนกัน บริษัทอื่นไม่ได้เป็นเอสอีเต็มตัว เขารับงานซีเอสอาร์และอื่นๆ ด้วย”

              นั่นเป็นความตั้งใจตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่ออาจารย์ถามว่าอยากเป็นอะไร เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า อยากทำโปรดักชั่นเฮ้าส์ เหตุผลคือชอบด้านสื่อ ชอบคิด และครีเอทีฟงานใหม่ๆ

              “คุณแม่ปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่า เราต้องให้อะไรแก่สังคม คิดว่าสื่อตอบโจทย์ได้ เพราะสื่อช่วยจุดประกายให้คนทำความดี สื่อออกไปในทางที่ดีได้ และบอกคนอื่นให้ทำพร้อมกับเราด้วย เป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก จึงวางแผนชีวิตมาทางนี้ตั้งแต่ต้นเลย"

              หลังเรียนจบปริญญาตรี ศุภนิดาเลือกเรียนต่อด้านปริญญาโทเกี่ยวกับสื่อด้านมานุษยวิทยา (Anthropology of Media) ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยคิดว่าหากจะทำสื่อเพื่อสังคมต้องเข้าใจสังคมก่อน หลักสูตรนี้เรียนเกี่ยวกับจิตวิทยา มานุษยวิทยา มีทฤษฎีที่สามารถนำมาใช้มองสื่อในสังคม เป็นสาขาที่บูรณาการเอาศาสตร์หนึ่งมาอธิบายอีกศาสตร์หนึ่ง

              ศุภนิดาอธิบายถึงการนำหลักมานุษยวิทยามาใช้ในการทำสื่อว่า ปกติผู้ผลิตสื่อจะคิดจากมุมของตน กล่าวคือ เน้นการตลาด เพื่อขายสินค้าหรือบริการ

              “หากคิดในแนวแอนโทรโพโลจี ต้องดูว่าตัวแมสเสจที่ออกไปมีผลกระทบอะไรบ้าง มองภาพรวมหลายแง่มุม ถ้าเป็นสื่อเพื่อสังคม ต้องดูว่าผลกระทบคืออะไร และลดผลกระทบด้านไม่ดีให้เหลือน้อยที่สุด...พอเรามาทำงานก็เข้าใจสังคมมากขึ้น เข้าใจว่าสังคมไทยเป็นอย่างไร จากที่ได้เรียนมาไทยเป็นสังคมที่เบสออนคำพูดหรือเสียง ขณะที่สังคมตะวันตกขึ้นกับภาพ จะเห็นว่าชาติตะวันตกชอบอ่าน แต่คนไทยชอบฟัง เมื่อเราเข้าใจว่าสังคมมีปัญหาอะไร ต้องการอะไร ก็ตอบโจทย์ให้สังคมได้ เพราะเราทำสื่อเพื่อให้สังคมรับรู้”

              หากเทียบกับช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ ถือว่ายาก แต่ 2-3 ปีให้หลังเทรนด์ดังกล่าวเริ่มมีมากขึ้น จะเห็นว่าสื่อที่ออกมาไม่ได้โฆษณาสินค้าโดยตรง แต่นำเสนอภาพลักษณ์และให้ประโยชน์ต่อสังคม เป็นซีเอสอาร์ ซีเอสวี (Creating Shared Value : CSV หรือการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม หรือซีเอสวี) ทำให้ทำงานได้มากขึ้น

              “บริษัทองค์กรต่างๆ สนใจด้านนี้ เราก็เลยมีงานมากขึ้น ทำสื่อสำหรับพนักงานในองค์กรและสื่อสารกับคนภายนอกองค์กร ทำให้งานมีมากขึ้น”

              ถามถึงจุดเด่นของบริษัท ศุภนิดาตอบว่า ทีมครีเอทีฟทั้งหมดเป็นคน “คิดบวก” ที่มองเห็นแง่มุมดีๆ จากสิ่งที่ได้พบเจอ พูดคุยทำความรู้จัก แล้วนำเสนอให้คนทั่วไปรับรู้สิ่งๆ นั้น

              "เราไม่ได้สร้างสรรค์งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือการตลาด แต่ทำสื่ออย่างเข้าใจผู้บริโภค ซึ่งความรู้ตรงนี้ทำให้เราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ดี เคารพสิทธิผู้บริโภค และทำให้แตกต่างจากสื่ออื่นๆ ด้วย"

              “เมื่อคิดถึงบริษัททำสื่อเพื่อสังคม อยากให้คนคิดถึงเรา เราผลิตสื่ออย่างจริงใจและตั้งใจ มีอุดมการณ์ว่าจะช่วยเหลือสังคม และอยากเป็นคนจุดประกายให้”

              ครีเอทีฟสาวกล่าวถึงโฆษณาชิ้นแรกที่ทำให้แก่ ททท. เผยแพร่ทางยูทูบและเคเบิลท้องถิ่น ซึ่งเธอตั้งใจทำให้บ้านเกิดคือ จ.หนองคาย เป็นภาพยนตร์สั้น ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง โดยเล่าเรื่องราวว่าทำไมควรไปเที่ยวหนองคาย สิ่งดีๆ ที่เราได้จากการท่องเที่ยว สิ่งที่เราควรให้สถานที่แห่งนั้น เราไม่ได้โฆษณาว่าน่าไปเที่ยว แต่เราไปปรับตัว เป็นแนวให้คนคิด

              เพราะคาแรกเตอร์หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่แห่งหนึ่งของโลก ธรรมชาติและวิถีชีวิตยังเรียบง่าย จึงใช้เด็กเป็นสื่อแทนความไร้เดียงสา คนไปที่นี่รู้สึกสบายใจ ได้กลับเป็นเด็กอีกครั้ง เราใช้คนหนองคายทั้งหมดเลย ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ที่ภูมิใจมากกว่าฟีดแบ็กคือ ทุกคนมาช่วยกัน ผู้ปกครองมาเต็มที่ เด็กๆ ก็ตั้งใจทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการแสดง แต่เขาก็ใสๆ

              ตัวอย่างหนังสั้นสำหรับองค์กร 2-3 นาที เช่น สื่อเพื่อสร้างค่านิยมในองค์กร ให้พนักงานตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง รวมทั้งให้คนทั่วไปรับทราบว่าองค์กรก็ใส่ใจในพวกเขา และคืนกำไรให้สังคมด้วย

              “ซัพพลายเชน เช่น คนขับรถทั่วไปอาจไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำอยู่ เราทำให้ดูว่า ทุกๆ ฟันเฟืองมีคุณค่า ให้เขารู้สึกภูมิใจ มันเป็นเทรนด์ใหม่ที่บริษัทเริ่มหันมาสนใจด้านนี้ เห็นประโยชน์ คุณค่าและเติบโตร่วมกัน”

              ผลงานที่ผ่านมา อาทิ โฆษณา มินิซีรีส์: “ความหมายของการเดินทาง” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, รายการโทรทัศน์ : “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ช่วงสานพลัง สร้างสุขภาวะ ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, โฆษณา : ส่งเสริมความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว “ครอบครัวอุดร” ผลิตให้เทศบาลนครอุดรธานี, ภาพยนตร์สั้น : “บขส.ขนส่งความสุขทุกเส้นทาง” ของ บริษัท ขนส่ง จำกัด, อินโฟกราฟฟิก : สุขภาวะคนไทยของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

              ล่าสุดได้รับงานจากสถานทูตแห่งหนึ่ง ทำแคมเปญเกี่ยวกับการแนะแนวศึกษา ผลิตสื่อหลายประเภทเป็นแนวไวรัล มีเดีย และรับจ้างผลิตรายการเด็กให้แก่ทีวีดิจิทัลช่องหนึ่ง โดยมีโจทย์คือ นำเสนอเกี่ยวกับค่านิยมและวัฒนธรรมไทย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

              การวางตัวบริษัทว่าเป็นเอสอี เชี่ยวชาญงานด้านซีเอสอาร์ ซีเอสวี เมื่อต้องผลิตสื่อโฆษณาให้ลูกค้า จะแตกต่างจากเอเยนซีทั่วไปอย่างไร?

              ยาย่า ตอบว่า ในการผลิตสื่อโฆษณาไม่ได้มองว่าลูกค้าเป็นลูกค้าอย่างเดียว แต่จะหาจุดร่วมกันเพื่อผลิตสื่อนั้น ให้เกิดความสร้างสรรค์ต่อสังคมด้วย

              “เราฟังโจทย์ลูกค้าก่อน ตอบโจทย์ให้มากสุด และดูว่าจะให้อะไรแก่สังคม ลดผลกระทบกับสังคม สิ่งที่จะสร้างค่านิยมไม่ดีต่อสังคม ทุกคำที่สื่อออกไป เราพยายามให้มีน้อยสุด...”

              กล่าวได้ว่า หน่วยงานในปัจจุบันมีความตื่นตัวกับการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดต่อสังคมมากขึ้น เพราะดิ อัลทรูอิส โปรดักชั่น มีงานเข้ามาเรื่อยๆ และทำไม่ไหว เมื่อเทียบกับสามปีก่อนที่เธอบอกว่ามีไอเดียดีๆ เยอะ แต่ไม่รู้จะไปเสนอใคร

              ผู้บริหารสาวบอกว่า กำลังคิดผันตัวไปเป็นครีเอทีฟเอเยนซี เน้นงานแพลนนิ่ง ลดงานผลิตลง

              พูดง่ายๆ คือบริษัทรับงานและคิดคอนเซ็ปต์ คิดบท สตอรี่บอร์ด ส่วนขั้นตอนการผลิตให้รายอื่นรับไปทำต่อ จึงอยากได้ฟรีแลนซ์ คนรุ่นใหม่ มาช่วยกันมาทำด้านโปรดักชั่น โดยส่งประวัติและผลงานมาที่ [email protected]

              “กำไรไม่ได้เยอะ เราต้องการทำเพื่อคืนกำไรให้สังคม นั่นเป็นกำไรชีวิตของเราแล้ว” ศุภนิดา ทิ้งท้าย