
'วิษณุ'สอนเชิงทนาย'ปู'อุบไต๋ดีกว่าพูดรายวัน
15 ต.ค. 2558
'นรวิชญ์' ชี้ 'สรรเสริญ' ไม่รู้ระเบียบสอบสวน ไม่ควรพูดคดีจำนำข้าว ขณะที่ 'วิษณุ' สอนเชิงทนาย 'ปู' อุบไต๋ไว้เผยในศาล ดีกว่าพูดรายวัน แนะตรองให้รอบคอบก่อนฟ้องกลับ
15 ต.ค. 58 เมื่อเวลา 09.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คัดค้านการใช้คำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายคดีรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ และมีการให้ข่าวตอบโต้เป็นรายวัน ว่า ไม่เป็นไร เป็นสิทธิ์ของเขา เป็นเรื่องธรรมดา และทำให้รัฐบาลได้รู้จุดประสงค์ของเขาคืออะไร เขาทำอย่างนั้นก็ถูกต้องแล้ว เพราะเวลาที่เราจะถูกใครดำเนินคดีก็ต้องดิ้นรนเป็นธรรมดา และตนเห็นข่าวที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุไปถึงทนายของอดีตนายกฯ ว่า หากคิดว่าการดำเนินการของฝ่ายรัฐมีจุดบกพร่องแล้วเหตุใดจึงออกมาบอกก่อน ซึ่งตนก็มองว่าแปลกดี เพราะเมื่อเห็นอะไรบกพร่องแล้ว แล้วคิดว่าไม่เป็นธรรม แทนที่จะเก็บเงียบอุบไต๋เอาไว้สู้ในศาล เมื่อถึงเวลาจะดำเนินคดีจึงยกมาพูดในศาลตูมเดียวให้หงายหลังกันไป ส่วนเรื่องใดที่ต้องการให้สังคมรู้ก็บอกมาได้ในบางเรื่อง แต่กลับมาบอกเป็นรายวันว่าอะไรไม่ดี แนะนำให้รัฐไปฟ้องศาลนั้นศาลนี้ ซึ่งไม่รู้จะบอกทำไม วันนี้เปิดออกมาหมดจนอัยการ กระทรวงการคลัง เห็นหมดแล้ว ในขณะที่รัฐบาลเปิดไม่หมด ยังเก็บไว้อีกหลายเรื่อง
"เรื่องนี้รัฐบาลพยายามจะตอบคำถามต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจและให้รู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ โดยระวังไม่ตอบอะไรให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น การที่ฝ่ายหนึ่งร้องขอความเป็นธรรมในขณะที่อีกฝ่ายร้องมาว่าหากรัฐบาลไม่ทำอะไรก็จะผิด ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งถ้ารัฐปล่อยไปโดยที่คดีทางแพ่งมีอายุความภายใน 2 ปี หากปล่อยไปจะเป็นความรับผิดของรัฐบาล เรื่องนี้มี สนช.บางคนเคยตั้งกระทู้ถามมาแล้ว และตนไปตอบแทนนายกฯ เหมือนกันที่ให้สัมภาษณ์ว่าการดำเนินการเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดในทางละเมิด และอธิบายขั้นตอนทุกอย่างไม่มีอะไรแตกต่างจากที่พูดขณะนี้ และพูดด้วยซ้ำว่านายกฯ จะลงนามเกี่ยวข้องในส่วนแรกเท่านั้น ไม่ใช่เพิ่งมาแอบเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว"
รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่ทนายความอดีตนายกฯ ยก พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการในทางปกครองขึ้นมากล่าวอ้างว่า การดำเนินการเรื่องนี้ไม่ใช้กับ ครม.นั้น กฎหมายดังกล่าวเป็นอีกฉบับและมีเงื่อนไขในการนำมาใช้ และตอนนี้ไม่นำมาใช้กับ ครม.เพราะกำลังพูดถึงบางคนใน ครม. ซึ่งมีทั้งรับผิดเป็นส่วนตัวและรับผิดเป็นส่วนรวม ยกตัวอย่าง คดีหวย 2 ตัว 3 ตัว เขาฟ้องทั้ง ครม. แต่เมื่อถึงเวลาศาลแยกเป็นรายคนว่าใครผิด เมื่อถามว่า การที่นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องลงนามในขั้นที่สอง เมื่อส่งเรื่องถึงคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด เป็นการเลี่ยงให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องถูกฟ้องกลับหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถึงนายกฯ จะไม่เซ็น ก็ไม่ใช่ว่าจะหาทางฟ้องไม่ได้ หากทนายเขาเก่งก็มีช่องดำเนินการฟ้องได้ จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่เป็นเพราะกฎหมายระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้ และนายกฯ ระบุหากจำเป็นก็เซ็น และหากนายกฯ เซ็น ก็ไม่ใช่ว่าจะฟ้องได้และคนที่จะฟ้องต้องคิดให้ดีว่าจะฟ้องตัวคนหรือฟ้องที่ตำแหน่ง เพราะเมื่อนายกฯ พ้นไปและมีคนใหม่เข้ามาทำงานต่อจะว่าอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลขยายเวลาให้เพื่อเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาพูดคุย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ครบกำหนดการให้เข้าชี้แจงเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่มีบางประเด็นที่ผู้บังคับบัญชาต้องการให้สอบถามเพิ่มเติม ซึ่งกรรมการยังให้คำตอบไม่ชัดเจน ให้ไปสอบถามอีกครั้ง จึงสามารถขยายเวลาออกไปได้อีก 30 วัน แล้วถามเขาไปใหม่ว่า ยินดีจะมาหรือไม่ ส่วนจะถามอะไรนั้นตนไม่รู้และตอบไม่ได้
เมื่อถามว่า การเรียกเก็บค่าเสียหายตามกระแสข่าวที่เป็นวงเงินสูงถึงแสนล้านนั้น เป็นวงเงินมากที่สุดตั้งแต่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ในกฎหมายดังกล่าวมีช่องทางที่สามารถผ่อนผันหรือลดลงมาได้ และตนไม่เข้าใจว่า ทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาชี้ถึงจุดอ่อนขั้นตอนการดำเนินการของรัฐบาลทำไม เหตุใดไม่ไปพูดในศาลทีเดียว
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยโต้กลับว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์กับชาวนา รองนายกฯ กล่าวว่า ย้ำว่าไม่เคยไปบอกนโยบายผิดอย่างที่มีการสังเกต และรัฐบาลระวังที่จะไม่พูด ซึ่งในสำนวนไม่ได้ระบุว่านโยบายผิดและอดีตนายกฯ ทุจริต แต่พูดว่ามีการปล่อยให้มีการทุจริต ซึ่งคนอื่นเป็นคนทุจริต และเมื่อมีการบอกว่าทุจริตมาแล้วกลับไม่มีการแก้ไข ไม่มีการตรวจสอบ และไม่ดำเนินการ จึงกลายเป็นความผิดของผู้บังคับบัญชา
ต่อข้อถามว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ว่าด้วยเสียงประชามติให้มีความชัดเจน นายวิษณุ กล่าวว่า เสนอมาได้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ควรไปตำหนิอะไร แต่คนที่มีอำนาจจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญมีอยู่คนเดียว คือ คสช. โดยที่คนพิจารณา คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รัฐบาลเองเสนอไม่ได้
ทนาย'ปู'ชี้'สรรเสริญ'ไม่รู้ระเบียบการสอบสวนไม่ควรพูดคดีจำนำข้าว
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เห็นข่าวที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการคัดค้านการดำเนินการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวด้วยการออกคำสั่งทางปกครองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น เกรงว่า พล.ต.สรรเสริญ จะไม่รู้ระเบียบกติกาการสอบสวน จึงไม่ควรพูดเรื่องคดี วันนี้ตนเห็น พล.ต.สรรเสริญ ออกมาแก้ตัวในลักษณะชี้แจงแทน พล.อ.ประยทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แทนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นฝ่ายตอบชี้แจงจดหมายเปิดผนึกและหนังสือขอความเป็นธรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในเรื่องที่ขอความเป็นธรรม ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ ไม่มีหน้าที่ไปตอบเรื่องการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ พล.ต.สรรเสริญ ออกมายอมรับเรื่องความมีส่วนได้เสียที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ตั้งกรรมการฯ ชุดนี้นั้นก็พอฟังได้ แต่ควรเป็นหน้าที่ที่คณะกรรมการฯ จะชี้แจงเอง เพราะ 1. พล.ต.สรรเสริญ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ เป็นทหารมาตลอด ก่อนแถลงอาจไม่ได้ศึกษาระเบียบว่าด้วยการสอบสวนว่าเขามีกติกาและวิธีการอย่างไร จึงออกมาพูดโดยไม่รู้เรื่อง และมีท่วงทำนองดูหมิ่นดูแคลนในลักษณะดูถูกบุคคลที่เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือว่าเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาว่าท่านอธิบายความแล้วคนฟังไม่เข้าใจเลยเขียนตอบเป็นเอกสาร อยากจะอธิบายให้ท่านโฆษกเข้าใจและรู้ความจริงในเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการสอบสวนจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ตั้งแต่ตัวประธาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้คัดค้านว่าเป็นผู้แทนของหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าว ย่อมจะสอบสวนให้หน่วยงานตนพ้นความรับผิดแบบปัดสวะ บุคคลเหล่านั้นทางกฎหมายเขาถือว่ามีส่วนได้เสีย น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงคัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวกรรมการถึง พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งได้คัดค้านไปหลายครั้งแล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ตอบ ไม่สนใจ ไม่นำพาเรื่องอย่างนี้ พล.ต.สรรเสริญ รู้หรือไม่ หรือแกล้งไม่รู้เพื่อปกป้องใคร จนบัดนี้หนังสือที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คัดค้าน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่ตอบ ทั้งๆ ที่ควรตอบว่าทำไมไม่เปลี่ยน แต่ดูท่าทีจากฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลดูจะเร่งรีบจนเกินไป
นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า 2. การตอบเป็นหนังสือและการถามเป็นหนังสือถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายและระเบียบที่ให้กระทำได้ ในขณะที่คัดค้านกรรมการอยู่ แล้วกรรมการจะสอบในฐานะอะไร เมื่อกรรมการตอบมาว่าจะสอบอดีตนายกฯ ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง ฝ่ายกฎหมายเห็นว่าในขณะที่ยังคัดค้านตัวกรรมการอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่พิจารณา จึงเห็นควรทำการตอบตามประเด็นต่างๆ เป็นหนังสือตามที่คณะกรรมการอยากรู้ และส่งคำให้การที่ได้ให้การไว้ในคดีอาญาพร้อมแนวทางการสอบสวนพยานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในแต่ละประเด็นว่าพยานบุคคลท่านใดจะพูดอะไร คณะกรรมการมีความเข้าใจ คงไม่ใช่อย่างที่ท่านโฆษกมาตอบแทนคณะกรรมการโดยไม่สมควร และจะทำให้เสียความเป็นธรรมต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้
"ทั้งนี้ อยากเรียนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีหนังสือขอความเป็นธรรมถึงนายกฯ หลายฉบับ แต่ถูกกรมบัญชีกลางเก็บเรื่องไว้หมดจนวันนี้ยังไม่ตอบแม้ฉบับเดียว ไหนคุยนักคุยหนาว่ารัฐบาลนี้มีกฎหมายอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ปัจจุบัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประชาชนคนหนึ่ง ได้ทำหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรมต่อนายกฯ แต่ไม่เคยตอบว่าได้ดำเนินการอย่างไรถึงไหนเมื่อไหร่เสร็จ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ท่านโฆษกต้องระวังว่า นอกจากนายกฯ จะไม่ตอบและไม่ชี้แจงเรื่องที่อดีตนายกฯ ทำหนังสือคัดค้านแล้ว นายกฯ ยังไปพูดและให้สัมภาษณ์เรื่องการสอบสวนคดีนี้ไว้ที่ไหนอย่างไรบ้าง ทีมทนายเก็บหลักฐานไว้แล้ว วันหนึ่งในเวลาที่เหมาะสมอาจจะเอาออกมาแสดงให้คนทั้งประเทศได้ดู วันนั้นท่านโฆษกคงตอบแทนไม่ได้"
นายนรวิชญ์ กล่าวว่า 3. ประการสุดท้าย ตนขอตั้งข้อสังเกตและแสดงความหนักใจกับวิธีการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คัดค้าน คือ ไม่ดูความเหมาะสมของวันเวลาที่สอบสวน ในลักษณะทำงานตามอำเภอใจ คือ อยากจะกำหนดวันนัดวันไหนก็นัดไม่ปรึกษาหารือวันนัดหมาย และนัดก็มีลักษณะเชิงบังคับ ซึ่งพยานแต่ละคนมีเหตุจำเป็นก็ไม่ฟังเหตุฟังผล ตัดพยานทันที เช่น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ติดกิจธุระก็ไม่ยอม ถ้าไม่ทำหนังสือให้ทบทวนก็ไม่ยอมให้เข้าพูด ทั้งนี้ ตนตกใจมากว่าในวันเดียวกันกับที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นจดหมายเปิดผนึก ตกเย็นเลขาคณะกรรมการสอบสวนโทรมานัดหมายจะขอสอบพยานบุคคลรวม 7 ปากในวันเดียวกัน การกระทำอย่างนี้กรรมการตั้งใจหาความจริง หรือทำแบบขอไปทีว่ากรรมการก็ได้ให้โอกาสชี้แจงแล้วแต่ไม่มาเอง การนัดหมายไม่หารือหรือปรึกษาว่าพยานแต่ละท่านจะว่างหรือติดกิจธุระอะไรหรือไม่ อีกหน่อย พล.ต.สรรเสริญ ก็จะออกมาพูดอีกว่า เห็นไหมเลื่อนอีกแล้ว ถ่วงเวลาอีกแล้ว ตนขอยืนยันในฐานะทนายความว่า ทำกันตรงไปตรงมาเราไม่เคยกลัวและคิดจะถ่วงเวลาอะไร ยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในคดีนี้ที่ผ่านมา เร่งรีบ พอมาถึงศาล ต้องเป็นภาระให้อัยการมาเพิ่มพยานบุคคลร่วม 10 ปาก พยานเอกสารอีก 6 หมื่นกว่าฉบับ จนทำให้เป็นปัญหาจนถึงวันนี้
"เวลาที่สมควรและเหมาะสมตามเนื้อหาแห่งคดีต้องนำมาพิจารณาด้วย ขอตั้งข้อสังเกตว่า การรีบเร่งครั้งนี้มีนัยสำคัญในทางเป็นประโยชน์ต่อคดีอาญา ต้องการเร่งรีบเอาผลสอบสวนคดีแพ่งไปเติมให้คดีอาญาหรือไม่ เพราะขณะนี้ทางอัยการได้ยื่นบัญชีระบุพยานเกี่ยวกับผลการสอบสวนคดีแพ่งไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งที่ผลสอบยังไม่รู้ผล จึงจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมรับรู้ในข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งด้วยว่า ที่ผ่านมาประเด็นความเสียหาย ป.ป.ช.ได้แต่แถลง แต่ในสำนวนไม่มีประเด็นความเสียหาย จึงจะเอาผลทางคดีแพ่งไปเติม นี่คือความจริงที่ต้องพูดกัน และเป็นเรื่องที่ท่านโฆษกรัฐบาลอาจไม่รู้ แต่ไม่ควรมาพูดชี้แจงแทนคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งไม่ถูกกาลเทศะ และไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง ที่สำคัญคือ คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล โฆษกรัฐบาลมายืนยันได้อย่างไรว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำผิด ดูจะไม่ถูกต้อง ต้องระมัดระวังคำพูดด้วย แต่พอเข้าใจได้ว่าท่านทำหน้าที่โฆษกที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย"
'วิษณุ'ยันเดินหน้า 12 คดีพร้อมกัน ยอมรับบางโครงการมีปัญหา
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการกับ 12 คดีที่รัฐบาลเป็นโจทก์ 6 คดี และเป็นจำเลย 6 คดี ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ว่า ทั้ง 12 โครงการต้องดำเนินการพร้อมกัน เพราะแต่ละโครงการจะมีผู้ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ตนเป็นเพียงแค่เซ็นเตอร์ของศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ซึ่งก็จะเรียกคนที่รับผิดชอบแต่ละโครงการมาพูดคุย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลหลักฐานแต่ละโครงการยังอยู่ครบหรือไม่ เพราะผ่านมานานมากแล้ว นายวิษณุ กล่าวว่า ยอมรับว่าบางเรื่องก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน แต่คงบอกไม่ได้ว่าเรื่องอะไรบ้าง เพราะจะเป็นการเผยจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นเปล่าๆ
เมื่อถามว่า แต่ละโครงการที่มีปัญหาในอดีตที่ผ่านมา เป็นเพราะข้าราชการไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า คิดว่าวันหนึ่งก็คงต้องพูดประเด็นนี้กัน แต่ตอนนี้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานในการที่จะพูดถึง 12 คดี ถ้าเราพูดไป ตำหนิเขาไป เขาก็อาจจะไม่ทำงาน แต่บางทีก็ต้องเห็นใจคนที่มารับผิดชอบ 12 คดีในวันนี้ไม่ได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ มีการย้ายไป ย้ายมา ก็ต้องมารับผิดชอบ ซึ่งในที่ประชุม ครม.ตนก็ได้ชี้แจงให้ฟังหมดว่าโครงการไหน เกิดในรัฐบาลไหน แต่ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลนั้นผิด เพราะบางเรื่องก็มีแววว่ารัฐบาลจะชนะ และใครเป็นรัฐบาลวันนั้นก็ต้องตัดสินใจแบบนั้น แต่วันนี้เพราะรัฐบาลตัดสินใจแบบนั้นเลยเป็นคดีอยู่
เห็นด้วยปฏิรูปสื่อฯ เผย เตรียมประชุมแม่น้ำ 5 สาย
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาพูดว่า ต่อจากนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ต้องทำงานควบคู่กันไป เพราะเป็นการวางโครงสร้างไม่ใช่การชี้นำ ว่า ก็นับว่าถูกต้อง
เมื่อถามว่า ส่วนกรณีการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นมีการกำหนดแนวทางหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบในเรื่องดังกล่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และอยากเห็น สปท.จัดขึ้นมาก่อน เพราะเรื่องนี้ถ้าเป็นองค์กรภาครัฐจับขึ้นมา มันจะถูกมองว่าไม่ดีทั้งนั้น เพราะจะถูกหาว่าไปตั้งธง ชี้นำ ให้ทางนั้นคิดและเสนอมา ให้ฟังจากสื่อมวลชนบ้าง ประชาชนบ้าง ในฐานะผู้บริโภค แล้วค่อยเสนอมาที่รัฐบาล ถ้าหากจะให้รัฐบาลทำอะไร แต่ถ้าอยากดำเนินการเองก็ไม่เป็นไร เขาจะร่างกฎหมายขึ้นมาเองก็ยังได้
เมื่อถามว่า องค์กรสื่อเองก็ควรมีข้อเสนอด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ คราวที่แล้วยังมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายมานิต สุขสมจิต ก็ว่าจะทำตรงนี้แต่ต้องไปเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เลยไม่มีเวลาทำ แต่ไม่อยู่ตำแหน่งแล้วก็ยังเสนอข้อคิดเห็นได้
เมื่อถามถึงการที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. กล่าวว่า สปท.ต้องมาเข้าพบนายกรัฐมนตรีด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้พบ อาจจะมาเยี่ยมคารวะ แต่ตนมองว่าความจำเป็นนั้นไม่มีมากเท่าไหร่ เพราะนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะไปกล่าวในที่ประชุมร่วมแม่น้ำ 5 สายอยู่แล้ว ซึ่งตนได้ประสานกับทางประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ส่วนวันที่เท่าไหร่นั้นก็กำลังรอนายกรัฐมนตรีกำหนด ด้านสถานที่นั้นหากคนมาเป็นจำนวนมากก็คงทำการประชุมที่รัฐสภาเนื่องจากจะมาทั้ง สนช. และ สปท. กรธ. ทุกคนเป็นจำนวนกว่า 400 คน เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา การประชุมที่สโมสร ทบ.วิภาวดี จะได้เพียงแค่ประธานไม่กี่คน บางทีจะไปเล่าต่อก็เล่าไม่ถูก และบางทีอยากจะถามอะไรก็ไม่มีโอกาสถาม ที่มันจำกัดคับแคบ จึงใช้ที่รัฐสภา มีการถ่ายทอดการประชุมไปทั่วประเทศด้วยยิ่งดี ส่วนใครจะมาหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่เชิญหมดทุกคน
เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้นั่งบัลลังก์ประธานที่ประชุม นายวิษณุ กล่าวว่า “คิดเล่นๆ นะ ว่าคงต้องเป็นเจ้าของสถานที่ ทางที่ดีคือ ขึ้นมานั่งคู่กัน แต่เดี๋ยวจะเบียดกันตกบัลลังก์ ประธาน สนช. กับประธาน สปท. น่าจะเหมาะที่สุด ส่วนหัวหน้า คสช.จะเป็นคนพูดในฐานะหัวหน้า คสช. อาจจะตรงที่นั่งเลขาฯ ส่วนประธานก็มีหน้าที่ชี้ว่าใครพูด”
เมื่อถามว่า จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เร็วช้าอยู่ที่ว่าแม่น้ำทั้ง 5 สายพร้อมทั้งหมด ส่วนความจำเป็นที่ต้องประชุมในครั้งนี้ คือ ไม่เคยพบกันเลยใน กรธ.และ สปท.ทั้งหมด และเรากำลังจะให้ สปท.นั้นรับไม้ต่อ ทั้งหมดนั้นพูดกันผ่านสื่อทั้งนั้น ไม่เคยพูดกันตรงๆ และไม่เคยถาม จึงจำเป็นต้องพบและการประชุมแม่น้ำ 5 สายนั้นมีเดือนละครั้งอยู่แล้ว แต่จะมาเป็นประเภทตัวแทนของแต่ละสาย แต่ถ้าจะถามว่าเร็วไหมนั้น ต้องเร็วแน่
เมื่อถามว่า จุดประสงค์ของการประชุมครั้งนี้คืออะไร นายวิษณุ กล่าวว่า จุดประสงค์ใหญ่ คือ นายกรัฐมนตรีต้องการส่งสารอะไรบางอย่างในฐานะหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นต้นตอของแม่น้ำ 5 สาย เพื่อบอกความประสงค์ว่าที่เข้ามาขับเคลื่อนนั้น เป็นอะไร อย่างไร ตนคงไปเดาเนื้อหาก่อนคงไม่เหมาะ
"สมาชิกสภาบางคน ท่านก็ไม่เคยดูโทรทัศน์ รายการวันศุกร์ สารอะไรก็ไม่เคยอ่าน ก็มานั่งฟังหน่อย"
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีจะมีการสั่งการให้ทำอะไรหรือไม่ในการประชุมนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า ทุกวันนี้ก็ไม่เคยสั่งอะไร นายกรัฐมนตรีจะไปสั่ง สนช.ได้อย่างไร คงเป็นการชี้แจงความประสงค์ว่าอย่าลืมว่าตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ท่านเป็นผู้ตั้ง สปท. กรธ. ขึ้นมา เพราะฉะนั้น ในภาพรวมต่อไปนี้จะเดินกันไปอย่างไร ในช่วง 6 - 4 - 6 - 4 แต่ในส่วนเนื้อหานั้นตนไม่รู้ และหลังจากการประชุมนี้ไปคงกลับไปเป็นอย่างเดิม คือ มากันบางคนเท่านั้น ในสถานที่อันจำกัด
เมื่อถามว่า จะมีการเปิดโอกาสให้ซักถามนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จากที่เตรียมการนั้น มีความเป็นไปได้ แต่ถ้าจะลุกขึ้นถามกันอุตลุดวุ่นวายเหมือนประชุมสภา ก็คงใช้เวลากันหลายวัน
ป.ป.ช.ได้หลักฐานคดีจำนำข้าวรอบใหม่
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช.กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนกรณีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)รอบใหม่ กับ4บริษัทเอกชนจากจีน โดยมิชอบ ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่า จากการไต่สวนเบื้องต้นทำให้เห็นข้อพิรุธ เนื่องจาก 4 บริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ตัวแทนจากรัฐบาลจีนจริง เป็นการแอบอ้างซึ่งพฤติการณ์คล้ายกับกรณีระบายข้าวแบบจีทูจีที่ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดไปแล้ว จึงได้ขอเอกสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อ.ต.ก.) ในส่วนของการทำสัญญาซื้อขายข้าวของกรมการค้าต่างประเทศซึ่ง ป.ป.ช. ได้รับมาและมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการอนุมัติการเจรจา สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว พบเอกสารที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ซึ่งไม่ได้มีการขายข้าวออกไปต่างประเทศจริงแต่กลับซื้อขายข้าวภายในประเทศไทย โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค 1,822 ใบ วงเงินกว่า 96,390 ล้านบาท ทำให้ต้องดำเนินการสอบพยานบุคคลผู้แทนปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้เชี่ยวชาญทั้งในอดีตและปัจจุบัน
“ที่ยากคือเราจะคัดแยกอย่างไร แคชเชียร์เช็ค 1,822 ใบที่ได้มาที่ผู้ประกอบอาชีพค้าข้าวได้ออกเช็คไว้ในนามของกรมการค้าต่างประเทศ เราจะแยกธนาคาร สาขา เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ให้ได้รู้ว่าใครเกี่ยวโยงกับแคชเชียร์เช็คอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งต้องติดต่อธนาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งความเกี่ยวข้องกับบริษัทจีนทั้ง 4 แห่ง ว่ามีการโยงใยกับกรณีระบายข้าวล็อตแรกหรือไม่อย่างไรแต่เราทราบพอสมควรว่า มันมีความโยงใยกันพอสมควรตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทราบได้ว่าเป็นขบวนการเดียวกันทั้งหมดจริงหรือไม่” นายประสาท กล่าว
นายประสาท กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานมาว่ามีเงินค่าชำระข้าวในกรณีนี้อยู่ประมาณ 1,500 ล้านบาท จะต้องทำอย่างไรกับเงินในส่วนนี้ เพราะมีการร้องขอมาว่า ให้คืนเงินกับบริษัทเอกชนไป หรือไม่ก็ต้องขายข้าวเขาไปตรงนี้ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่เรากำลังตรวจสอบว่าแคชเชียร์เช็คกับเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท เกี่ยวข้องหรือไม่กับบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งนี่คือที่สืบข้อมูลมาได้ระดับหนึ่ง ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องจะได้ทำการยึดหรืออายัดแคชเชียร์เช็คดังกล่าวต่อไป
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช.กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนกรณีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)รอบใหม่ กับ4บริษัทเอกชนจากจีน โดยมิชอบ ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่า จากการไต่สวนเบื้องต้นทำให้เห็นข้อพิรุธ เนื่องจาก 4 บริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ตัวแทนจากรัฐบาลจีนจริง เป็นการแอบอ้างซึ่งพฤติการณ์คล้ายกับกรณีระบายข้าวแบบจีทูจีที่ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดไปแล้ว จึงได้ขอเอกสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อ.ต.ก.) ในส่วนของการทำสัญญาซื้อขายข้าวของกรมการค้าต่างประเทศซึ่ง ป.ป.ช. ได้รับมาและมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการอนุมัติการเจรจา สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว พบเอกสารที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ซึ่งไม่ได้มีการขายข้าวออกไปต่างประเทศจริงแต่กลับซื้อขายข้าวภายในประเทศไทย โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค 1,822 ใบ วงเงินกว่า 96,390 ล้านบาท ทำให้ต้องดำเนินการสอบพยานบุคคลผู้แทนปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้เชี่ยวชาญทั้งในอดีตและปัจจุบัน
“ที่ยากคือเราจะคัดแยกอย่างไร แคชเชียร์เช็ค 1,822 ใบที่ได้มาที่ผู้ประกอบอาชีพค้าข้าวได้ออกเช็คไว้ในนามของกรมการค้าต่างประเทศ เราจะแยกธนาคาร สาขา เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ให้ได้รู้ว่าใครเกี่ยวโยงกับแคชเชียร์เช็คอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งต้องติดต่อธนาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งความเกี่ยวข้องกับบริษัทจีนทั้ง 4 แห่ง ว่ามีการโยงใยกับกรณีระบายข้าวล็อตแรกหรือไม่อย่างไรแต่เราทราบพอสมควรว่า มันมีความโยงใยกันพอสมควรตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทราบได้ว่าเป็นขบวนการเดียวกันทั้งหมดจริงหรือไม่” นายประสาท กล่าว
นายประสาท กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานมาว่ามีเงินค่าชำระข้าวในกรณีนี้อยู่ประมาณ 1,500 ล้านบาท จะต้องทำอย่างไรกับเงินในส่วนนี้ เพราะมีการร้องขอมาว่า ให้คืนเงินกับบริษัทเอกชนไป หรือไม่ก็ต้องขายข้าวเขาไปตรงนี้ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่เรากำลังตรวจสอบว่าแคชเชียร์เช็คกับเงินจำนวน 1,500 ล้านบาท เกี่ยวข้องหรือไม่กับบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งนี่คือที่สืบข้อมูลมาได้ระดับหนึ่ง ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องจะได้ทำการยึดหรืออายัดแคชเชียร์เช็คดังกล่าวต่อไป



