
บทสรุปเอ็มเอช17ที่ยังมีปริศนา
บทสรุปเอ็มเอช17ที่ยังมีปริศนา
ที่สุดหลังจากใช้เวลาสอบสวนหาความจริงในกรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 17 สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ถูกยิงตกในเขตตะวันออกของยูเครนมานานถึง 15 เดือน คณะกรรมการความปลอดภัยแห่งเนเธอร์แลนด์ (ดีเอสบี) ผู้รับผิดชอบการสอบสวนกรณีนี้อย่างเป็นทางการ ก็เปิดเผยข้อสรุปถึงการตกของเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ ลำนี้ว่า มาจากการโจมตีด้วยจรวดต่อสู้อากาศยาน “บุค” ที่ถูกยิงขึ้นมาจากเขตยูเครนตะวันออก พร้อมกับรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย เว้นแต่เพียงคำตอบของคำถามที่ว่า “ใครเป็นคนยิงจรวดบุค” เท่านั้น
ดีเอสบีเปิดแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ที่สนามบินทหารกิลเซ-รีเยน ในเนเธอร์แลนด์ ถึงสาเหตุการตกของเครื่องบินโดยสารที่ได้ชื่อว่ามีประวัติความปลอดภัยดีที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง พร้อมกับชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 298 ราย ทีมสอบสวนระบุว่า เครื่องบินลำนี้ถูกโจมตีด้วยจรวดบุคที่ติดหัวรบแตกอากาศรุ่น 9เอ็น314เอ็ม ที่พุ่งขึ้นจากภาคตะวันออกของยูเครนในรัศมี 320 ตารางกิโลเมตรจากเครื่องบิน เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2557 ตามเวลามาตรฐานโลก
จรวดบุคนำพาหัวรบแตกอากาศขึ้นมาที่ความสูง 3.3 หมื่นฟุต (11 กิโลเมตร) ก่อนที่จะเกิดการระเบิดเหนือห้องนักบินด้านซ้าย สาดสะเก็ดหัวรบหลายร้อยชิ้นเข้าใส่ห้องนักบินและห้องโดยสารส่วนหน้า ทำให้นักบินทั้งสามในห้องนักบินเสียชีวิตทันที ขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนในชั้นธุรกิจก็เสียชีิวิตเพราะสะเก็ดระเบิดความเร็วสูงที่พุ่งทะลุลำตัวอะลูมิเนียมของเครื่องบินเข้าสู่ร่าง
ลำตัวเครื่องบินในส่วนชั้นธุรกิจหลุดออกมาจากตัวเครื่องในทันทีหลังเกิดการระเบิด ส่วนหลักของเครื่องบิินที่เหลือก็ยังคงอยู่ในอากาศและพุ่งลงมาจากความสูง 11 กิโลเมตร ก่อนกระแทกพื้นห่างจากชิ้นส่วนห้องโดยสารชั้นธุรกิจราว 8.5 กิโลเมตร ทำให้ซากเครื่องบินกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่รัศมีกว้างถึง 50 ตารางกิโลเมตร
90 วินาทีชีวิต
หลังจากสะเก็ดระเบิดจากหัวรบจรวดต่อสู้อากาศยานพุ่งเข้าใส่เครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ลำนี้ พร้อมชาวดัตช์ 193 ราย มาเลเซีย 43 ราย ออสเตรเลีย 27 ราย อินโดนีเซีย 12 ราย สหราชอาณาจักร 10 ราย เยอรมัน 4 ราย เบลเยียม 4 ราย ฟิลิปปินส์ 3 ราย แคนาดาและนิวซีแลนด์ ประเทศละ 1 ราย ผู้โดยสารและลูกเรือบางส่วนเสียชีวิตในทันทีกลางอากาศ
แต่ยังมีผู้โดยสารและลูกเรืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งในรายงานไม่สามารถระบุได้ว่ามีอยู่อีกจำนวนเท่าใด ยังคงมีชีวิตอยู่หลังการระเบิดของจรวดต่อสู้อากาศยาน ซึ่งผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่เหล่านี้ต้องเผชิญกับช่วง 90 วินาทีสุดท้ายของช่วงชีวิตหลังเครื่องบินถูกโจมตีก่อนที่เครื่องบินจะกระแทกกับพื้นจากความสูง 11 กิโลเมตร
ก่อนหน้านี้ดีเอสบีบอกกับญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 298 รายในเหตุการณ์นี้ว่าผู้คนบนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมดก่อนที่เครื่องบินจะกระแทกพื้นดิน แต่ในบทสรุปที่เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) นั้น กลับมีการชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม
ในรายงานของดีเอสบีระบุว่า แม้ผู้โดยสารบางส่วนจะยังคงมีชีวิตอยู่ แต่เหตุการณ์โจมตีเครื่องบินพาณิชย์นั้น เป็นเรื่องที่เกินความคาดคิด ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือที่ยังคงมีชีวิตอยู่นั้นไม่มีสติมากพอที่จะคิดถึงสิ่งอื่นใด ซึ่งในรายงานระบุด้วยว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้โดยสารในส่วนใดเสียชีิวิตในเวลาใดบ้าง แต่ทั้งหมดเสียชีิวิตเมื่อเครื่องบินกระแทกพื้น
ชิ้นส่วนเครื่องบินด้านท้ายน่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ตกถึงพื้นก่อนชิ้นส่วนลำตัวตรงกลางที่เป็นส่วนติดตั้งเครื่องยนต์และปีก ที่ดีเอสบีระบุว่า ชิ้นส่วนนี้ตกกระแทกพื้นและพลิกหงายท้องก่อนที่จะเกิดการระเบิด เนื่องจากเชื้อเพลิงที่อยู่ภายในถังน้ำมันบริเวณปีกติดไฟ
วิพากษ์ยูเครนไม่ปิดน่านฟ้า
ทีมสืบสวนของดีเอสบียังพบด้วยว่า ในช่วงวันที่เกิดโศกนาฏกรรมเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ถูกจรวดต่อสู้อากาศยานยิงตกนั้น มีเครื่องบินพาณิชย์มากถึง 160 ลำ บินผ่านน่านฟ้าด้านตะวันออกของยูเครน ที่เป็นเขต “ฮอต โซน” หรือเขตการปะทะโดยใช้กำลังอาวุธระหว่างกองทัพยูเครนกับกองกำลังกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนไครเมียฝักใฝ่รัสเซีย
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วันเครื่องบินรบของกองทัพยูเครนถูกอาวุธจากภาคพื้นยิงตกจากความสูง 6,200 เมตร และ 6,500 เมตร ในเขตพื้นที่เดียวกันกับที่เกิดเหตุเอ็มเอช 17 ถูกยิงตก
ดังนั้นทีมสืบสวนจึงตั้งข้อวิพากษ์ตำหนิรัฐบาลยูเครนไว้ในรายงานการสอบสวนครั้งนี้ว่า “ยูเครนประเมินความเสี่ยงของเครื่องบินพาณิชย์ต่ำเกินไป” และกฎการบินพลเรือนพื้นฐานนั้น ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อปกป้องเครื่องบินพาณิชย์ในภาวะความขัดแย้งเช่นนี้ได้ และในช่วงเวลาเกิดเหตุไม่มีเครื่องบินของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏบินอยู่เหนือน่านฟ้าทางตะวันออกของยูเครนอีกด้วย
บทสรุปของดีเอสบียังมีคำแนะนำในการปรับปรุงยกระดับความปลอดภัยของการบินพาณิชย์อีก 11 ข้อ เพื่อช่วยให้การบินของสายการบินพาณิชย์มีความปลอดภัยมากขึ้น
อย่างไรก็ตามบทสรุปอย่างเป็นทางการของดีเอสบีที่ร่วมกับทีมสอบสวนนานาชาติต่อกรณีโศกนาฏกรรมเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกนั้น ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามที่ว่า “ใครเป็นผู้ยิงจรวดบุค” และปล่อยให้เป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดยืนยันต่อไป
.............................
(หมายเหตุ : ที่มาของภาพ AFP)



