
เรียกร้องเยียวยา42ปี14ตุลา16
เรียกร้องเยียวยา42ปี14ตุลา16 ปนัดดาเผยนายกฯสั่งเร่งดำเนินการ เอนกแนะร่วมสร้างปชต.แบบตะวันออก ขณะที่นักวิชาการมธ.ร่างรธน.ใหม่เป็นจุดเริ่มต้นแก้ขัดแย้ง
เมื่อเวลา 09.00 วันที่ 14 ต.ค.2558 ที่อนุสรณ์ 14 ตุลา 16 แยกคอกวัว ได้จัดกิจกรรมรำลึก 42 ปี 14 ตุลา 16 โดยม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นตัวแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ร่วมวางพวงมาลา พร้อมกล่าวสดุดีวีรชนว่า 14 ต.ค.16 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ ของประชาชน และนักศึกษา ที่ห่วงแหนประชาธิปไตย โดยอุดมการณ์ และความที่เสียสละต่อนักศึกษา และคนรุ่นหลัง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรักษาไว้ ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ลูกหลานเยาวชนจะต้องช่วยกันดำรงรักษา โดยมุ่งมั่นจะให้เกิดนิยามด้านประชาธิปไตย 4 ประการ ได้แก่ 1.ความสามัคคี 2.ความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ 3.การไม่โกหกให้ร้ายผู้อื่น และ 4.ไม่ประพฤติทุจริตคดโกง จากนั้นกลุ่มญาติวีรชนและผู้ได้รับผลกระทบได้สอบถามหม่อมหลวงปนัดดามาสอบถามถึงมาตรการเยียวยาที่ค้างมานานหลายสมัย โดยม.ล.ปนัดดา ให้คำมั่น พร้อมยืนยันที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานสภานิติบัญัติแห่งชาติคนที่ 1 (สนช.) ในฐานะตัวแทน สนช. กล่าวว่า จะสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนให้เป็นประชาธิปไตย ให้มั่นคงและยั่งยืน
นางละเมียด บุญมาก นายกสมาคมญาติและวีรชน 14 ต.ค. กล่าวว่า 42 ปีที่ผ่านมา เจตนารมณ์ของวีรชนยังไม่บรรลุผล เพราะมีนักการเมืองได้เอาผลพวงจากเหตุการณ์ในวันนั้น หาผลประโยชน์ แก่งแย่งชิงดี ไม่เคยคิดปรองดองหรือเปลี่ยนผ่านอำนาจ แบ่งฝ่ายเป็นสีต่างๆ มีความรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่สมกับเป็นผู้แทน วันดีคืนดี ก็มีนักการเมืองจำนวนหนึ่งโบกมือให้ทหารออกมารัฐประหาร ซึ่งทหารคงไม่อยากทำอีก ทั้งผ่านไปหลายปีพวกตนยังคงไม่ได้รับการเยียวยา ขอให้สื่อและประชาชน ช่วยกันติดตามว่าผู้มีอำนาจจะดำเนิการเยียวยาพวกตนหรือไม่ หากไม่ทำเช่นนั้น แล้วจะมาบอกว่าสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา สุดท้ายนี้ตนเริ่มมีความหวังเพราะ ม.ล.ปนัดดา สัญญาแล้ววว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
‘ปนัดดา’เผยนายกฯสั่งเร่งเยียวยาวีรชน
ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า วันนี้มาป็นผู้เเทนนายกฯ ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาที่คั่งค้างมานานสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเมื่อ 42 ปีที่เเล้วนั้น ถือเป็นเรื่องที่ค้างมานานในหลายยุคหลายเวลา ที่ผ่านมาในช่วงหลายการบริหารประเทศ ซึ่งทางนายกฯก็ได้ฝากมาให้ช่วยเหลือโดยเร็ว ป
“เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาพูดจากัน พยายามหาบทสรุปให้ได้ คณะทำงานจะต้องดำเนินการจริง พูดกันในเรื่องจริงว่าติดขัดหรือลำบากอย่างไร ผมมองว่ารัฐคงเมินเฉยไม่ได้” ม.ล.ปนัดดากล่าว
‘เอนก’แนะร่วมสร้างปชต.แบบตะวันออก
ต่อมานายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2558 หัวข้อ “ไทยในยุคบูรพาภิวัฒน์ : โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 14 ตุลาคม 2558” ตอนหนึ่งว่า ตนเรียกโลกปัจจุบันนี้ว่า ยุคบูรพาภิวัฒน์ เพราะโลกไม่อยู่ในยุคที่ตะวันตกแข็มแข็งแต่เพียงผู้เดียวอีกแล้ว จีนและสหรัฐเป็นผู้ขับเคี่ยวแห่งศตวรรษนี้ ซึ่งในทัศนะของผม ไทยควรจะทำต้องปรับระยะใกล้ไกลระหว่าง 2 ประเทศนี้ใหม่
นายเอนก กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นหัวใจที่สุดของยุคนี้ คือความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง ไทยจะต้องใช้อาเซียนเป็นส่วนขยายในทางการทูตให้มากขึ้น เราจะต้องเชื่อมโยงกับทุกประเทศในอาเซียนให้มากขึ้น ต้องใช้ความเจริญจากภูมิภาคและชายแดนให้เป็นประโยชน์
"ขณะเดียวกันเรื่องประชาธิปไตย ก็ต้องร่วมสร้าง แม้ว่าจะเป็นแนวคิดจากตะวันตกก็ตาม ซึ่งเราจะต้องไม่หลีกหนีจากระบอบประชาธิปไตยไป และต้องไม่ใช่แค่การคัดลอกแบบของตะวันตกมา แต่เราต้องเริ่มผลประชาธิปไตยแบบตะวันออกให้มากขึ้น ต้องทำให้คำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่เป็นเพียงแค่คำพูดสุภาพที่ใช้เรียกแทนระบอบเผด็จการ ผมคิดว่าเราควรใช้สติปัญญาที่สุกงอมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งผมได้แต่หวังว่า ชาว 14 ตุลา จะช่วยกันคิดให้ไทยเปลี่ยนไป เดินไปสู่ความสว่าง สุกงอกและมีวุฒิภาวะที่เกิดจากภายในเองได้ โดยเราต้องหยุดเป็นประเทศลูกไล่ประเทศมหาอำนาจ เราต้องคิดถึงโลกทัศน์ใหม่ เป็นชาติอำนาจระดับกลาง เหมือนที่อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล คิดแล้วทำ” นายเอนก กล่าวทิ้งท้าย
นักวิชาการมธ.ร่างรธน.ใหม่เป็นจุดเริ่มต้นแก้ขัดแย้ง
ขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ และอุดมคติ” โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวที นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจาย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนมองว่าเจตนารมณ์หรือเจตจำนงของรัฐธรรมนูญถือเป็นส่วนสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ และต้องตอบโจทย์หลักการสำคัญใน 3 ประเด็นได้ คือ 1.คุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมถึงต้องคำนึงถึงความมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกับของประชาชนทุกคน 2.คุณค่ากับพันธะสัญญา ที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจของผู้ปกครองที่ต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนก่อนดำเนินการ และ 3. คุณค่าในทางสาธารณะ หมายถึงการใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของประชาชน
“3 คุณค่านั้น ผมถือเป็นจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นหลักการพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ขณะเดียวกันกระบวนการยกร่างที่เป็นประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และเนื้อหาที่สอดคล้องระบอบประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกรับรองและบังคับใช้ได้จริง การตรวจสอบต้องดำเนินการกับทุกองค์กรได้” นายพรสันต์ กล่าว
ด้านนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ฐานะอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านเห็นของของอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขัดแย้งที่ไม่ยุติ ทำให้การเขียนรัฐธรรมนูญยังไม่เกิดการยอมรับ แม้จะมีการเจรจาต่อรองแล้วมาเขียนรัฐธรรมนูญก็ตาม
ด้านนายภูริ ฟูวงศ์เจริญ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่เรื่องของอุดมคติทั้งหมด เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญให้ได้ตามอุดมคติอาจก่อให้เกิดปัญหา
“การออกแบบรัฐธรรมนูญบางทีเอาประชาธิปไตยอย่างเดียวอาจเปลี่ยนผ่านไม่พ้น หรือเป็นประชาธิปไตยในระยะเวลาสั้นแล้วถูกล้มกระดานได้” นายภูริ กล่าว
ขณะที่นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ประชาชนสามารถร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนได้เอง ผ่านการเรียกร้องไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ( กรธ.) ว่า อย่าให้คนคิดว่าเป็นกติกาของผู้ชนะและกีดกันบางฝ่าย ทั้งนี้หากผู้ร่างรัฐธรรมนูญตอบโจทย์หลักการประชาธิปไตย นิติธรรมไม่ได้ อนาคตจะเกิดความขัดแย้ง
กรธ.วาง9โครงสร้างร่างรธน.พร้อมตัดม.7เดิม
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) แถลงความคืบหน้าการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของการร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราคณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้พิจารณาไปแล้วนั้น ขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาใดๆจนกว่าจะแล้วเสร็จ ทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เห็นว่า หากไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาออกมาบ้างจะทำให้การทำงานของกรธ.เจอศึกหนักได้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติว่าเรื่องใดที่ไม่ใช่เรื่องละเอียดอ่อนก็จะสามารถนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
นายอมร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการลงรายละเอียดรายมาตรา ล่าสุดที่ประชุมพิจารณาเสร็จแล้ว 2 หมวด ได้แก่ หมวด 1 บททั่วไป 6 มาตรา หมวด 2 พระมหากษัตริย์ 19 มาตรา รวมทั้งสิ้น 25 มาตรา โดยในหมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ไม่มีการแก้ไข โดยให้คงไว้ตามเดิม ส่วนในหมวดที่ 1 บททั่วไป มีการตัดมาตรา 6 พร้อมกับให้นำเนื้อหามาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา นำมาไว้ในมาตรา 6 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวินิจฉัยช่องว่างทางปกครองที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ ให้ใช้ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่ได้เกิดปัญหาการตีความไปกระทบต่อพระราชอำนาจเพื่อให้ตัดสินปัญหาในช่องว่างดังกล่าวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
ทั้งนี้ในเบื้องต้น กรธ.เห็นว่า “กรณีที่รัฐธรรมนูญมีการบัญญัติไปไม่ถึง รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจมีการบัญญัติเพื่อเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้หลักการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายเหมือนดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 4 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย” ซึ่งที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติจึงให้มีการแขวนมาตราดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากยังมีการถกเถียงกันว่าอาจจะไม่มีการบัญญัติเอาไว้เลย หรืออาจบัญญัติไว้แต่เอาไปอยู่ในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญแทน
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงสร้างการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ 9 เรื่อง คือ1.รูปแบบของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน3.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 4.องคาพยพทางการเมือง (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ) 5.ความสัมพันธ์ขององคาพยพทางการเมือง 6.องค์กรอิสระ 7.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 8.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ9.บทเฉพาะกาล
นายอมร กล่าวอีกว่า สำหรับการเข้าชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เสนอว่า ป.ป.ช.ควรจะมีเครื่องมือในการป้องกันการเกิดการทุจริต เพราะขณะนี้ ป.ป.ช. เหมือนกับยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีอำนาจไปดำเนินการ จึงต้องการให้ยักษ์มีกระบอง เพราะไม่อยากให้เกิดการทุจริตแล้วจึงมีการแก้ปัญหา ซึ่งกรธ.ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองแบบที่ผ่านมา เพราะการถ่ายเททรัพย์สินในเครือญาติเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้
อย่างไรก็ตามกรธ. ได้เสนอให้ใช้มาตรการทางภาษี โดยการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 5 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.อาจจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องภาษีโดยเฉพาะ โดยที่ ป.ป.ช.อาจจะต้องเป็นพันธมิตรกับกรมสรรพากร และกรธ.ยังเสนอประเด็นที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เคยตั้งเอาไว้ เช่น ศาลตรวจสอบคดีทุจริต การควบรวม ป.ป.ช. และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ(ปปท.) แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป



