
กอล์ฟภัทท สหวัฒน์คาร์โฮเทล25 จีอาสาดูแลรถแทนคุณ
กอล์ฟภัทท สหวัฒน์คาร์โฮเทล 25 จี อาสาดูแลรถแทนคุณ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง-วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ภาพ-ทวีชัย จันทะวงศ์
จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจของหลายๆ คน มักจะได้แรงบันดาลใจจากความชอบส่วนตัว หรือสิ่งที่มีโอกาสได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ค่อยๆ เรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์แล้วต่อยอดเป็นธุรกิจสร้างรายได้จนมั่นคงและมีชื่อเสียงโด่งดังมาแล้วมากมาย เช่นเดียวกับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังวัย 44 กะรัต “กอล์ฟ” ภัทท สหวัฒน์ กรรมการบริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดหันมาจับธุรกิจรับฝากรถ หรือ คาร์โฮเทล ในชื่อ “25 จี” ร้านบริการรับฝากรถพร้อมอาสาดูแลด้วยทีมงานมืออาชีพ ภายใต้การบริการระดับลักชัวรี่
25 จี ตั้งอยู่ในย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ เพิ่งเปิดให้บริการได้ราวปีเศษ ภายใน 25 จี นอกจากจะให้บริการคาร์โฮเทลแล้ว ยังมีบริการคาร์แคร์ และกำลังจะเปิดบริการร้านอาหารเร็วๆ นี้ ในวันที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนถึงถิ่น ผู้บริหารหนุ่ม(ใหญ่) “กอล์ฟ” ภัทท ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมพาชมบริเวณโดยรอบอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะจับเข่าสนทนาเล่าถึงที่มาที่ไปของร้านว่า เกิดขึ้นจากความชอบซูเปอร์คาร์ของตัวเองเป็นอย่างแรก บวกกับมีเพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบรถเช่นเดียวกัน และรุ่นน้องอีกคนที่สนิทกันทำคาร์แคร์อยู่ในย่านนี้ก่อนแล้ว จึงชักชวนมาทำเป็นธุรกิจร่วม
“ตอนนี้ผมทำธุรกิจด้านไม้อยู่ที่ วนชัย กรุ๊ป ผลิตพวกพาร์ติเกิลบอร์ด เอ็มเอฟบอร์ด เป็นธุรกิจของครอบครัวที่ทำมานานแล้ว แต่คาร์โฮเทลนี่ ผมเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ประมาณปีกว่าเท่านั้น โดยเริ่มต้นจากที่ผมชอบรถอยู่แล้ว และมีคนรู้จักทำร้านล้างรถอยู่ด้วย พอผมมีเวลาว่างก็มักจะชักชวนเพื่อนๆ มาขับรถเล่นแถวนี้ แล้วไปล้างรถที่ร้านของเขา เลยลองคิดกันว่าพวกเราน่าจะมีร้านอาหารไว้นั่งแฮงก์เอาท์ นั่งเล่น นั่งคุยกันได้เฉพาะพวกกลุ่มที่รักรถสปอร์ตเหมือนกัน แทนที่จะไปจอดคุยกันข้างทางบ้าง ซึ่งบางทีเป็นสถานที่เปลี่ยวมันก็อันตราย ยิ่งเวลามากันกลุ่มใหญ่ไปจอดรวมกันหลายๆ คันก็กลัวคนจะหมั่นไส้ เพราะกลุ่มของเราเป็นรถสปอร์ตทุกคัน อีกอย่างหนึ่งตอนที่รุ่นน้องคนนั้นทำร้านล้างรถอยู่ ผมก็ไปเช่าที่เก็บรถเป็นห้องแอร์เล็กๆ ไว้เก็บรถของผมเองประมาณ 7-8 คัน เราจึงคุยกันว่า ทำไมไม่ทำให้สเกลใหญ่ขึ้นกว่านี้อีกหน่อย เพราะตอนนี้รถของพวกเราก็เริ่มเยอะขึ้นแล้ว แถมบางคนสะสมรถโบราณด้วย ก็เลยตัดสินใจว่าจะทำร้านนี้ร่วมกัน เพื่อเก็บรถของเพื่อนๆ ในกลุ่มที่สนิทสนมกันอยู่แล้ว แต่พอลงมือทำจริงจังขึ้นก็พบว่าโรงเก็บรถยังมีพื้นที่เหลือพอที่จะแบ่งให้เพื่อนๆ
และคนรู้จักมาร่วมจอยด้วย” เจ้าของคาร์โฮเทล สามีสุดเลิฟของ “นีน่า” ณัฐนันท์ อคอสต้า ย้อนเล่าที่มาของการเริ่มต้นธุรกิจล่าสุด
หลังจากตั้งใจว่าจะลุยธุรกิจด้านนี้ จึงมองหาทำเลที่เหมาะสม และแล้วก็มาลงตัวตรงจุดนี้ พร้อมชักชวนรุ่นน้องคนเดิมที่เปิดร้านล้างรถย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน โดยเปิดเป็นบริการคาร์แคร์ด้านหน้า ถัดมาเป็นร้านอาหาร ส่วนด้านในสุดทำเป็นโรงเก็บรถขนาดไม่ใหญ่มากนัก ทำเป็นโครงเหล็กโดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ชั้น สามารถเก็บรถได้กว่า 40 คัน เจ้าตัวบอกว่า ไม่เคยโปรโมทหรือโฆษณาตามสื่อไหนเลยสักครั้ง แต่อาศัยว่าคนที่มาใช้บริการจะบอกต่อกันแบบปากต่อปากเท่านั้น ทว่าตอนนี้มีลูกค้าให้ความไว้วางใจส่งรถเข้ามาให้ดูแลเก็บรักษาเต็มพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดยทางร้านคิดราคารับฝากที่คันละ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่ว่าจะเป็นรถยี่ห้ออะไร เครื่องยนต์เท่าไหร่ ราคาเท่ากันทั้งหมด ส่วนรถจักรยานยนต์คิดราคา 1 หมื่นบาทต่อคันต่อเดือน
“ตอนเปิดหลายคนก็มีคำถามว่า ทำไมถึงต้องเอารถมาฝากให้เราดูแล ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า พวกที่มีรถสปอร์ตส่วนมากไม่ได้ใช้ขับในชีวิตประจำวัน ประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะเอาออกมาขับครั้งหนึ่งเท่านั้น กว่าจะเอามาขับแต่ละทีก็ฝุ่นเกาะ บางครั้งก็สตาร์ทไม่ติด เพราะจอดทิ้งไว้นานเกินไป หรือบางคนที่อยู่คอนโดแล้วไม่มีที่จอดบ้าง ถูกฝนบ้าง ตากแดดบ้าง นี่ล่ะเป็นเหตุผลหลักๆ ที่เขาจะส่งรถมาให้เราช่วยดูแลแทน ที่ร้านเราจะมีพนักงานที่ผ่านการอบรมเรื่องการดูแลรถอย่างดีกว่า 10 คน มาช่วยกันดูแลอย่างแข็งขัน แต่ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้เลือกรับเฉพาะรถหรูๆ แพงๆ นะครับ จะเป็นรถโบราณ รถมอเตอร์ไซค์ ก็มีมาฝากให้ดูแลเหมือนกัน คืออะไรก็ตามที่มีล้อ และต้องการฝากให้ดูแลรายเดือน ขอแค่ให้มีเงินมาชำระผมรับหมด” บิ๊กบอสธุรกิจรับฝากรถครบวงจรย้ำชัด
ก่อนจะเริ่มต้นเล่าถึงขั้นตอนการรับรถเข้ามาดูแลว่า ก่อนอื่นต้องจดบันทึกวันที่รับรถ จากนั้นนำไปเข้าคาร์แคร์เพื่อล้างทำความสะอาดและดูดฝุ่นทั้งด้านนอกและด้านใน พร้อมที่จะเข้าไปยังโรงเก็บรถ ซึ่งต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้มีอุณหภูมิคงที่ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นยังต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง หลักๆ เลยคือ การชาร์จแบตเตอรี่ รถจะต้องสตาร์ทติดและพร้อมใช้งานเสมอทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการ โดยจะมีพนักงานดูแลเรื่องการชาร์จแบตให้รถทุกคัน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมถึงดูแลเรื่องความสะอาดที่อาจเกิดจากละอองฝุ่นเล็กๆ ปลิวเข้ามาเกาะ รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับรถ เรียกได้ว่า ดูแลแทนลูกค้าทุกอย่าง และไม่ว่าลูกค้าจะมารับรถตอนไหนก็ตาม รถต้องพร้อมใช้งาน 100 เปอร์เซ็นต์ และพร้อมที่จะขับออกไปโฉบเฉี่ยวบนท้องถนนได้ทันที
“รถแต่ละยี่ห้อการดูแลรักษาก็จะมีดีเทลที่แตกต่างกันไป อย่างพวกรถโบราณที่เจ้าของเก็บสะสม ผมว่าปีหนึ่งเอาออกมาขับไม่น่าเกิน 2-3 ครั้งเท่านั้น ถ้าหากจอดที่บ้านก็ค่อนข้างเสี่ยงทีเดียว ถ้าโดนหนูกัดที ค่าสายไฟก็เท่าไหร่แล้ว เปลี่ยนทีหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ไหนจะฝุ่นเกาะอีก ความชื้นอีก ขอบยางเสีย ยังมีอีกสารพัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าจะบอกว่า 1.5 หมื่นบาทแพง แต่ถ้าต้องจ่ายค่าซ่อมอย่างที่บอกไปมันแพงกว่าเยอะและซ่อมครั้งเดียวไม่จบด้วย นับเป็นการลดความเสี่ยงอย่างหนึ่ง พอเขาส่งมาให้ดูแลเราก็จะไม่เน้นที่การล้าง เพราะการล้างบ่อยๆ อาจทำให้ตัวถังผุ แต่จะเน้นที่การขัดเคลือบให้รถคงสภาพมากที่สุด และที่ต้องเปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อนชื้น ผมเคยลองเปิดแค่ 8 ชั่วโมงแล้วปิด ภายในไม่เกิน 4 ชั่วโมง อากาศและความชื้นมันเปลี่ยนแปลงมาก จึงต้องเปิดตลอดเวลา แต่ไม่ได้เปิดให้เย็นมาก แค่ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะหากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ลูกยางสึกหรอได้” คุณพ่อลูก 4 ของ “กัน” ณัฐภัทร, “กาย” ณัฐพนธ์, “กัส” ภควัต และ “ไกด์” ภูรินท์ สหวัฒน์ เล่าอย่างออกรส
นอกจากบริการรับฝากรถแล้ว เจ้าของร้าน 25 จี ยังแนะนำบริการเสริมในการขนส่งรถไปยังทุกแห่งทั่วประเทศตามที่ลูกค้าต้องการ อาทิ ลูกค้าต้องการให้ส่งไปที่บ้าน ไปสนามบิน หรือส่งไปตามสนามแข่งต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทางร้านยินดีจัดการให้ โดยคิดราคาค่าบริการเท่ากับบริการขนส่งรถทั่วไป
พร้อมกันนี้เจ้าของโรงแรมรถยังบอกด้วยว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพพนักงานและการบริการเป็นหลัก โดยยึดถือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ทั้งยังตั้งราคาให้สมเหตุสมผล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังคงมีปัญหาต่างๆ เข้ามาจุกจิกกวนใจให้ต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา อย่างพนักงานถอยรถเฉี่ยวบ้าง ชนบ้าง หรือใช้น้ำยาผิดประเภทจนเกิดความเสียหายกับตัวรถบ้าง ซึ่งตรงนี้ทางร้านต้องรับผิดชอบค่าเสียหายอย่างเต็มที่
“ปัญหาที่เคยเกิดก็เป็นเรื่องไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีอยู่ตลอด เคสที่จำได้คือ เจ้าของรถเขาขับรถมาจอดให้เรา แต่ตอนมารับรถกลับ มีรอยเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้เราต้องรับผิดชอบทั้งหมด เพราะพนักงานของเราเองที่ดูไม่ละเอียดตอนรับรถเข้ามา หรือบางทีเป็นคนรู้จักกันก็ไม่ได้ตรวจดูอะไรมาก พอเกิดปัญหาบ่อยครั้งเข้า ตอนนี้จึงพยายามรอบคอบ และละเอียดถี่ถ้วนให้มากขึ้น เรื่องรถมันมีดีเทลเยอะ อย่างบางครั้งลูกค้าบอกว่าลืมของทิ้งไว้ในรถแล้วของหาย เราก็ต้องซื้อใจลูกค้าด้วยการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นให้เขาพอใจ” ผู้บริหารหนุ่ม ย้ำหลักการทำงาน
ที่ผ่านมาปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ “กอล์ฟ” ภัทท พยายามรับมือและแก้ไขแต่ละเคสอย่างเหมาะสม จนลูกค้าให้ความไว้วางใจส่งรถมาให้ดูแลมากขึ้นเป็นลำดับ
“เท่าที่ผมมองตอนนี้ ในบ้านเรายังไม่เคยเห็นใครทำธุรกิจนี้มาก่อน พอเราเปิดธุรกิิจนี้มันเลยตรงจุดกับหลายๆ คนพอดี จากที่เปิดร้านมาถึงตอนนี้ก็ปีกว่า ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก มีรถส่งเข้ามาให้เราดูแลให้ตลอด มีบางคนมาขอดูสถานที่ก่อน 3-4 เดือน ถึงยอมส่งรถมาเก็บรักษากับเรา บางคนมีรถหลายคัน แต่เริ่มต้นส่งมาแค่คันเดียวก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 2 คัน 3 คัน 4 คัน สูงสุดก็ 5 คัน ตรงนี้ผมรู้สึกดีนะ เพราะมันแสดงให้เราเห็นว่าลูกค้าเขาไว้ใจให้เราดูแลของมีค่าแทนเขา” เจ้าของคาร์โฮเทลบอกอย่างนัั้น
มองในแง่การทำงานถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง หากแต่มองในเรื่องของการลงทุนที่ควักกระเป๋าจ่ายไปกว่า 20 ล้านบาท กับรายได้ต่อเดือนนั้น คุ้มค่าการลงทุนหรือยัง ซึ่งตรงนี้นักธุรกิจมากความสามารถบอกเลยว่า ยังไม่ได้มองถึงกำไรมากนัก เพราะไม่ได้เป็นธุรกิจที่จริงจัง หากแต่เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ต่อยอดมาจากความชอบส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งรายได้ ณ ตอนนี้ ไม่มากเท่าไหร่ แค่อยากทำให้ทุกอย่างดูดีและอยู่ได้ก่อน แต่ก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าพอใจทีเดียว
“แต่ถ้าจะทำเป็นธุรกิจจริงๆ สเกลมันยังไม่ได้ มันต้องใหญ่กว่านี้สามารถเก็บรถได้สัก 300 คัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของอนาคต ที่จริงมีหลายคนถามมาเหมือนกันว่าจะขยายอีกหรือไม่ ผมว่าตอนนี้ยังก่อน เพราะมันต้องดูอย่างอื่นประกอบอีกเยอะแยะมากมาย แค่เรื่องประกัน ทั้งประกันอัคคีภัย ประกันรถถูกขโมย ปีหนึ่งก็สูงมาก แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอน ต้องดูกันอีกที” นักธุรกิจผู้ชื่นชอบความเร็วกล่าวทิ้งท้าย



