
เรือแป๊ะลำใหม่พายออกจากฝั่ง
เรือแป๊ะลำใหม่พายออกจากฝั่ง : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุลรายงาน
เริ่มพายแล้ว สำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรืออีกลำของ “แป๊ะ” ที่มารับไม้พาย ถ่ายคนต่อจากเรือลำเดิมสภาปฏิิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสานต่องานปฏิรูปให้ถึงฝั่ง
บรรยากาศตั้งแต่เช้า ทั้งคนหน้าเดิม ที่แค่เปลี่ยนลำ จาก สปช.มาเป็น สปท. และสปท.คนหน้าใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่-ทหาร-ตำรวจ มาร่วมประชุมนัดแรกกันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้รัฐสภากลับมาคึกคักอีกครั้ง
วาระสำคัญ คือ การเลือกประธาน รองประธาน มี “ปู่ชัย” ชัย ชิดชอบ ที่อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานการประชุมไปก่อน มีประธานตัวจริง
โดย พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก มือประสานสิบทิศ ที่มีข่าวว่าล็อบบี้ สปช. จนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณมาแล้ว ได้เสนอชื่อ "ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ" เป็นประธาน สปท.
แต่ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เมื่อ วิทยา แก้วภราดััย ได้ลุกขึ้น เสนอขอให้เลื่อนวาระการเลือกประธานและรองประธานสปท.ออกไปก่อน
ทั้งนี้ ให้เหตุผลว่า ขอให้มีการจัดสัมมนาเพื่อให้สมาชิกทำความรู้จักกันก่อนจะได้ตัดสินใจเลือกใครนั่งประธาน หรือรองประธาน แม้ตัวจะมาในโควตาของ กปปส. แต่ขึ้นชื่อว่า ยี่ห้อประชาธิปัตย์ เขี้ยวลากดินอยู่แล้ว
ทำให้ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ลุกขึ้นเสนอให้มีการดำเนินการต่อ เพื่อให้การประชุมเดินหน้า แม้จะไม่เก๋าเกมเท่า แต่ก็นั่งอยู่ในสภามาตั้งแต่สมัยเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย จนเป็น สปช.มาถึง สปท.
ทันทีที่ฝ่ายหนุนให้เหตุผล ฝ่ายค้านก็ตามมาติดๆ ไม่ยอมน้อยหน้า ไม่ใช่ใครที่ไหน จากตัวแทนค่ายเดิม ยี่ห้อประชาธิปัตย์ แต่ความเก๋าไม่แพ้กัน กษิต ภิรมย์ ให้เหตุผลพยายามเพิ่มน้ำหนักว่าจะต้องอยู่ด้วยกันอีกนานอยู่อีก 10-20 เดือน น่าจะต้องทำความรู้จักกันก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ
ฝ่ายหนุนมาเพิ่มอีกคน พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิกพรรคชาติพัฒนา อดีต สปช. มือประสานอีกคน ยืนยันว่า ทุกคนคงได้ศึกษาข้อมูลมาก่อนแล้ว ว่าใครเป็นใคร จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในการเลือก จะได้รวดเร็ว
ตามมาด้วย จินดา วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย และอดีตผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา สมทบทันทีว่า ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ส.ส.หรือ ส.ว. ต่างก็ต้องมีการเลือกตั้งประธาน รองประธานก่อน
ปิดท้ายด้วยรุ่นใหญ่ สุชน ชาลีเครือ อดีตที่ปรึกษาน.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร และเพิ่งลาออกมาจากพรรคเพื่อไทย มาสดๆ ร้อนๆ ได้เสนอสุดท้าย แบบไว้ลายอดีตประธานวุฒิสภา ว่า ต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุม ส่วนเรื่องการจัดสัมมนานั้นก็ต้องทำเช่นกัน
แต่ก็ยังมิวาย มี สปท.หน้าใหม่ ถึงแม้จะใหม่ในสภา แต่ถ้าตามท้องถนนไม่ใหม่แน่นอน นั่นคือ ตัวแทนจากค่าย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ศิริชัย ไม้งาม ได้สนับสนุนความเห็นของวิทยาว่า อย่างไรก็ตามต้องมีการจัดสัมมนาด้วย อย่าทิ้งความเห็นของสมาชิกไป
หลังจากถกเถียงกันมากว่า 1 ชั่วโมง ท้ายที่สุด “ปู่ชัย” เรื่องความเก๋าไม่ต้องพูดถึง ได้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุม หากไม่มีผู้ใดเสนอชื่ออื่น ร.อ.ทินพันธุ์ ก็รับเลือกเป็นประธาน สปท.คนใหม่ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นการเปิดลำคอหน่อย เพื่อเป็นการให้รู้จักกันมากกว่านี้
ประธานคนใหม่ กล่าวต่อที่ประชุมว่า การปฏิรูปให้สำเร็จได้ จะต้องขอความร่วมมือจากทุกคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพร้อมทำงาน
“ไม่ต้องห่วงเรื่องอายุ ตอนนี้ทำงานหนักกว่าตอนหนุ่มๆ ยืนสอนได้วันละ 12 ชั่วโมง แถมยังว่ายน้ำ ไม่ต้องห่วง” พร้อมจะจัดสัมมนาให้ได้ทำความรู้จักกันแน่นอน ซึ่งเรียกรอยยิ้มให้แก่ที่ประชุม
จากนั้น พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ได้เสนอชื่อ อลงกรณ์ พลบุตร เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 และเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สปท.ได้เสนอชื่อ น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ เป็นรองประธาน สปท.คนที่ 2 โดยไม่มีผู้อื่นเสนอชื่อคู่แข่ง
แต่ก็มีข่าวแว่วๆ ออกมาว่า ที่มีการเสนอให้เลื่อนการเลือกประธานออกไปก่อนนั้น ไม่ใช่เพราะตัวประธาน สปท. แต่มีบางกลุ่มต้องการที่จะเปลี่ยนตัวรองประธานมากกว่าเพื่อจะได้มีการล็อบบี้กันใหม่
เพียงแค่เริ่มพายออกจากฝั่ง “เรือแป๊ะลำนี้” ดูมีสีสัน ยิ่งนัก กว่าจะไปถึงฝั่งฝัน คือการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จคงต้องมีอุปสรรครออยู่อีกเยอะ
สมาชิกบนเรือทั้ง 200 คน ต่างคนต่างที่มา ต่างคนต่างความคิด แต่แตกต่างได้แต่อย่าให้แตกแยก เพราะอนาคตของประเทศฝากไว้บนเรือแป๊ะลำนี้ อย่าให้ล้มไม่เป็นท่าเหมือนเรือลำที่ผ่านมา
ปิดปูมประวัติ ประธาน-รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.
เกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2477 จ.พระนครศรีอยุธยา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.5) ระดับปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก ทางด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์
ต่อมาโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในปีที่มีการจัดตั้งสถาบัน และได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์สองสมัย ซึ่งมีลูกศิษย์เป็นนายทหารที่ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่นิด้าเป็นจำนวนมาก
ด้านการเมือง เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2516, 2518 และ 2534 เคยเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ในปี พ.ศ.2523 เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2531-2534 และเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี
อลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคนที่ 1
เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2499 ที่ จ.เพชรบุรี การศึกษาจบ ม.ศ.5 จากโรงเรียนอรุณประดิษฐ จ.เพชรบุรี ระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายอลงกรณ์เคยทำงานเป็นสื่อมวลชนที่ หนังสือพิมพ์เสียงปวงชน บ้านเมือง และแนวหน้า โดยทำหน้าที่หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ และ บก.ข่าวในประเทศ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งบริษัทเทเลเพรส เพื่อผลิตรายการข่าวโทรทัศน์ให้แก่ช่อง 5 และยังเป็นรองผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด อีกด้วย
ต่อมานายอลงกรณ์ได้ลงเล่นการเมือง โดยได้เป็น ส.ส.ครั้งแรกในปี 2535 และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งปี พ.ศ.2538 แต่มาสอบตกในปี 2539 และได้เป็น ส.ส. อีกครั้งในปี 2544, 2548 และ 2550 ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ในสมัยที่มีการชุมนุม กปปส. นายอลงกรณ์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์บ่อยขึ้นและเสนอให้ปฏิรูปพรรค แต่สุดท้ายข้อเสนอก็ตกไป และสุดท้ายเขาก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2557
ทั้งนี้ หลังการรัฐประหารนายอลงกรณ์ได้มารับตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และล่าสุดได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และได้รับตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 ในที่สุด
วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานคนที่ 2
เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2493 การศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Post-Graduated Diploma (Development Studies), มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, สหราชอาณาจักร Master of Art (Development Studies : Public Policy and Administration), Institute of Social Studies, The Hague, ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
น.ส.วลัยรัตน์ เริ่มต้นรับราชการ ในสำนักงบประมานเรื่อยมา จนได้รับตำแหน่ง ผอ.สำนักงบประมาณในปี 2552 นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และล่าสุดก็ได้รับตำแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและได้รับเลือกเป็น รองประธานคนที่ 2



