
รบ.แจงปมสสส.-ข่าวขัดแย้งในกองทัพ
โฆษกรบ.แจงสารจากนายกฯฉบับที่ 2 ทางทีวีพูล กรณี'นายกฯสั่งสอบกองทุนสสส. และข่าวความขัดแย้งในกองทัพ' สสส.ชูวัตถุประสงค์11ประการแจงคตร.
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 12 ต.ค.2558 สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้เผยแพร่สารจากนายกรัฐมตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉบับที่ 2 นายกรัฐมนตรี โดยพลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอนำสารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 2 มาเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ซึ่งสาระสำคัญของสารฉบับนี้นั้น 2 ประเด็น คือ เรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองและการปรองดองกับเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นประเด็นที่ได้เคยนำเรียนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบไปแล้ว วันนี้จะขออนุญาตสรุปเพื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของทางรัฐบาลว่า มีความตั้งใจจริงที่จะพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ส่วน 2 ประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา คือ การดำเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือที่ท่านทั้งหลายรู้จักกันในนามกองทุน สสส. และเรื่องสุดท้ายคือ เรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนบางส่วนที่ออกไปในทิศทางที่เสนอเรื่องความขัดแย้งภายในกองทัพ โดยในประเด็นแรกเรื่องของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
"ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปตรวจสอบไม่ได้หมายความว่า ณ ขณะนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว หากแต่เป็นเพียงการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพนั้น มีกรอบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างรัดกุม มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรการในการที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและดำเนินการอย่างต่อเนื่องในนโยบาย เพื่อที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
ในประเด็นที่ 2 เรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง จากการที่มีตัวแทนของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนบางแขนงที่ออกมาเสนอความคิดเห็นทางสื่อ รัฐบาลต้องขอขอบพระคุณทุกท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นที่เหมือนกันหรือความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็ตาม รัฐบาลก็พร้อมที่จะรับข้อมูลไว้ทั้งหมด เพื่อจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ตามกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง "พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีความจำเป็นที่จะต้องรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หลายเรื่องต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งยุทธศาสตร์และแผนงานระยะยาวของหน่วยงานต่าง ๆ จึงขอเรียนว่า การดำเนินการทุกอย่างนั้นเป็นการวางแผนและเป็นการเตรียมการสำหรับอนาคตในวันข้างหน้า เพื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะได้ใช้อำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบมาจากประชาชนอย่างถูกต้องเป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
"ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือจากนักการเมืองทุกท่านกับนักวิชาการ สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่มีความรักในประเทศชาติ มีความรักในประชาธิปไตย ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ยอมรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วหันมาร่วมมือกันแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อให้ประเทศชาติของเรานั้นก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป
สำหรับเรื่องการปรองดองนั้นจะต้องมีการพิจารณาศึกษาในรายละเอียดต่างๆ อย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดกระบวนการที่เหมาะสมได้รับการยอมรับจากทุกส่วน ทุกฝ่าย ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ ชัดเจน และเป็นไปตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีคาดหวังว่า จะได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกฝ่ายที่จะหาจุดประสานความร่วมมือเห็นชอบร่วมกัน โดยจะไม่นำความเห็นต่างที่มีคดีความที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตนั้นมาเป็นกรณีขัดแย้ง แต่จะดำเนินโดยหลักนิติรัฐ และนิติธรรมเป็นสำคัญ " พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 เรื่องการเสนอข้อมูลที่ออกไปในทางกองทัพมีความขัดแย้งกันนั้น มีความพยายามจากบางส่วนที่จะนำเสนอข่าวในเรื่องนี้ ถ้าเกิดมีความขัดแย้งให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์ในกองทัพนั้นเป็นปกติ กำลังพลทุกนายในกองทัพตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชา จนกระทั่งถึงกำลังพลคนสุดท้ายนั้น มีความรักความสามัคคีต่อกันดี การบริหารราชการภายในก็คงเป็นไปตามบทบาทภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของแต่ละท่าน แม้ว่าบางท่านอาจจะมีแนวความคิดที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือการเคารพต่อการตัดสินใจ การให้เกียรติซึ่งกันและกันตามหน้าที่ภาระของแต่ละคน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี คาดหมายว่าจะได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชนที่จะยุติการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จะออกไปในทางความขัดแย้งอย่างที่ผ่านมา เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่เป็นข้อเท็จจริงและไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย
ประเด็นที่ 4 เรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีขอให้คำนึงถึงปัญหาของประเทศชาติที่ผ่านมาเป็นสำคัญว่าแต่ละภาคส่วนจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้อย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์ที่สุด และขอให้ทุกคนให้เกียรติและเปิดโอกาสให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้ตั้งขึ้นมาใหม่ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว รวมทั้งมีบางส่วนที่อาจจะมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมคือคณะของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และสภาปฏิรูปแห่งชาติเดิมเข้ามามีส่วนสนับสนุนในการดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายนั้นได้ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อจะนำพาประเทศชาติกลับมาสู่ความผาสุกโดยเร็วที่สุด ในระยะต่อไปการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเป็นจะต้องได้รับการรับรู้ ได้รับความร่วมมือ ได้รับความเห็นชอบทั้งจากสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในด้านต่างๆ ทั้งรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูป โดยการดำเนินการทุกอย่างนั้นจะต้องเป็นไปอย่างควบคู่กัน นำสิ่งที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ดำเนินการไปแล้วตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาไปพิจารณาเพื่อที่จะวางแนวทางการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนในระยะต่อไป หลังจากเดือนกรกฎาคมปี 2560 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งมีคณะรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา
พล.ต.สรรเสริญ ยังกล่าวต่อว่า สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หรือมอบหมายกระผมเป็นผู้ชี้แจงแถลงข่าวในแต่ละห้วงเวลานั้น ก็เป็นไปเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับพี่น้องประชาชน สร้างความเข้าใจกับส่วนราชการ นักการเมือง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นภายในประเทศ เพราะว่าประเทศของเราจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารราชการ การค้า การลงทุน และการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนนั้น เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก สุดท้ายท่านนายกรัฐมนตรีได้ฝากพี่น้องประชาชนชาวไทยให้ตระหนักถึงเรื่องสำคัญ 4 ประการด้วยกัน ประการที่ 1 คือ เรื่องความปลอดภัย นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนคงจะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่อง หากเห็นอะไรที่ผิดสังเกต ผิดปกติก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ร่วมกันตรวจตราให้เกิดความปลอดภัยกับสังคมอย่างแท้จริง
ประเด็นที่ 2 คือ เรื่องความยั่งยืน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น ถ้าแก้ไขกันแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมาก็จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เมื่อแก้แล้วก็จะส่งผลต่อปัญหาใหม่เกิดขึ้นในระยะต่อ ๆ ไป ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นกำเนิดของปัญหาจริง ๆ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ประเด็นที่ 3 คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ละส่วนแต่ละฝ่ายต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน นำมาซึ่งความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินการร่วมกัน และส่วนสุดท้ายก็คือ ความสำนึกรู้ในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ทั้งในส่วนของตัวเองและทั้งในส่วนที่ตัวเองจะต้องมีต่อบุคคลผู้อื่นด้วย แสวงหาความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ลดความขัดแย้ง และปฏิบัติตามกฎหมาย มีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ขอให้ร่วมมือกันเดินหน้าเพื่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน
สสส.ชูวัตถุประสงค์11ประการแจงคตร.
ด้านทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดแถลงข่าวชี้แจงการดำเนินงานหลังจากนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมาดำเนินการตามวัตถุประสงค์ทุกประการ สสส.ไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องเหล้าและบุหรี่เท่านั้น แต่รวมทุกพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ซึ่งสสส.ไม่ได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ดำเนินการตามกรอบขององค์การอนามัยโลกด้วย
โดยวัตถุประสงค์ขององค์กรมี 6 ประการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมและสนับสนุนสุขภาพของประชาชน ทุกกลุ่มทุกวัย2. สร้างความตระหนักเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง ให้แก่ประชาชน 3.รณรงค์สุรา บุหรี่ 4.ดำเนินการศึกษาวิจัย การอบรม และประชุมด้านสุขภาพ 5.พัฒนาความสามารถชุมชน เอกชน รัฐวิสาหกิจ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ 6.รณรงค์สุขภาพด้วยกิจกรรมต่างๆ กีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อให้ประชนชนได้ตระหนักถึงสุขภาพมากขึ้น
ส่วนกรอบองค์การอนามัยโลกมี 5 ประการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมนโยบายการดูแลควบคุมโฆษณา 2. การจัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมทั้งด้านกายภาพและสังคม เช่น การสร้างสถานที่ออกกำลังกาย 3.พัฒนาศักยภาพชุมชน4. พัฒนาศักยภาพบุคคล 5. ปรับปรุงระบบสุขภาพให้เอื้ออำนวยต่อประชาชนมากขึ้น
ทพ.กฤษดา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังดูแลสังคมเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อด้านสุขภาพด้วย สำหรับกระแสข่าวที่ออกไปว่า สสส.ใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์นั้น โดยแต่ละฝ่ายอาจตีความไม่ตรงกัน ซึ่งทาง คตร.อาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เช่น โครงการสวดมนต์ข้ามปี เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อดึงดูดให้คนหันมาสวดมนต์ แทนที่จะไปดื่มสุรา หรือโครงการส่งผู้เชี่ยวชาญไปดูงานที่ต่างประเทศเพื่อนำกลับมาปรับใช้โดยทั้ง 2โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ สสส.ยึดถือตามวัตถุประสงค์ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ยึดถือเพียงเรื่องปัจจัยเสี่ยงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงปัจจัยรอบด้านด้วย อย่างไรก็ตามพร้อมยินดีให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส
ขณะที่ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวว่า ได้สรุปผลการตวจสอบการใช้จ่ายงบของ สสส.ในโครงการต่างๆให้กับนายกฯไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากพันกว่าโครงการพบว่ามีนับร้อยโครงการที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุน สสส. ที่ต้องการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายประชาชนให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย และควรจะต้องลงไปสนับสนุนให้ระดับชุมชนและลงถึงประชาชนระดับล่างและผู้มีรายได้น้อยด้วย อย่างไรก็ตามเป็นแค่การให้ไปทบทวนยังไม่ได้ยกเลิกโครงการ แต่โครงการไหนที่มีความผิดปกติ ไม่ตรงวัตถุประสงค์ นายกฯได้มอบให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตามขั้นตอน
"ผมไม่ได้อยากสร้างศัตรู เพราะรู้ว่างบประมาณของ สสส.มีมวลชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่นโยบายของนายกฯคือต้องการทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ก่อนแล้วค่อยเดินหน้าต่อไป ต้องเข้าใจรัฐบาลและ คตร.ด้วย" พล.อ.ชาตอุดม กล่าวพร้อมยอมรับว่า มีการให้ทบทวนตรวจสอบของ สสส.ที่ให้งบสนับสนุนสื่อว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือไม่อย่างไร รวมถึงโครงการทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย



