
วิษณุแจงเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยิ่งลักษณ์
วิษณุแจงเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยิ่งลักษณ์ ด้วยพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด เหตุ ป.ป.ช.ชี้มูล เลินเล่อร้ายแรง
เมื่อวันที่12ต.ค.58เวลา13.45น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหลังจากที่รัฐบาลจะดำเนินการตามพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539เพื่อเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งทางปกครองว่า ยังไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีจดหมายดังกล่าวออกมา เพียงแต่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะให้มีมายื่นหนังสือถึงนายกฯในวันที่13ตุลาคมนี้และจะได้รู้ว่ามีการร้องเรียนอย่างไรบ้าง ทั้งนี้รัฐบาลจะดำเนินการตามขั้นตอน
ทั้งหมดไม่มีอะไรลับลวงพลาง เพราะเรื่องดังกล่าวได้อธิบายให้ทราบมาเป็นระยะๆ ว่าการดำเนินคดีโดยทั่วไป ซึ่งเรามักนึกว่าการที่รัฐเป็นโจทก์ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหลักนี้ถูกต้องแต่มีกระบวนการพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคู่กันมาตั้งแต่ปี2539ตามพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งบัญญัติในกฎหมายไว้เป็นพิเศษว่า1.เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิด แต่ไม่ใช่การทำผิดอาญา2.การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่จงใจ ไม่ประมาท เลินเล่อ กรณีอย่างนี้ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำความผิด หรือ ประมาทเลินเล่อ แต่การกระทำนั้นไม่ได้จงใจกระทำความผิด หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้อยแรง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่ได้ฟ้องร้องแต่ต้องการจะช่วยเจ้าหน้าที่ จึงให้ฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้นๆ ซึ่งหน่วยราชการต้องจ่ายค่าเสียหายแทน แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต้องฟ้องเจ้าหน้าที่คนนั้นๆ อย่างไรก็ตามในมาตรา10ของกฎหมายนี้ ให้มีการออกคำสั่งทางปกครองภายในอายุความ2ปี หากผู้ถูกฟ้องไม่พอใจก็สามารถฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งได้
นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายปกติ ซึ่งใช้มาแล้ว20ปี ดำเนินคดีมามากกว่า300เรื่อง และในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็อาจเคยใช้มาแล้วเช่นกัน แต่ปัญหาอยู่เพียงว่าในกรณีนี้เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานว่าเข้าข่ายเพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ไปกระทำความผิดส่วนตัวแต่เป็นการกระทำความผิดขณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยการประมาท เป็นการกระทำที่จงใจเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องมาให้รัฐบาล จึงเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ และต้องนำไปสู่กระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติกรรมตามปกติ
เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการให้คดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสิ้นสุดลงก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะอายุความในคดีเรียกค่าเสียหายนี้มีเพียง2ปี จะหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์2560จะทิ้งไว้ให้อายุความขาดไม่ได้ เพราะรัฐจะกลายเป็นจำเลย รัฐจึงรอไม่ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐสั่งฟ้องจำเลย ก็ไปฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอดคำสั่ง ส่วนคดีจะอยู่ในศาล10หรือ20ปี ก็ไม่เป็นไร
เมื่อถามว่าหากศาลฎีกาฯตัดสินมาอีกรูปแบบหนึ่ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะศาลฎีกาฯไม่ได้รีบชิงตัดสินอยู่แล้ว แต่รัฐบาลต้องรีบออกคำสั่งเพราะอายุความสั้น
เมื่อถามว่าการที่รัฐดำเนินการด้วยวิธีการนี้ เป็นการหลีกเลี่ยงวิธีการฟ้องต่อศาลแพ่งที่รัฐต้องมีเงินวางศาลจำนวนมากจนเป็นข้อกังวลหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้หลีกเลี่ยง เพียงแต่รัฐไม่สามารถใช้กระบวนการอื่นดำเนินการ กฎหมายได้สร้างกระบวนการนี้เพื่อให้ใช้ตั้งแต่ปี2539เป็นไปตามหลักกฎหมายไม่ใช่รัฐมีทางเลือก2ทางแล้วเลือกทางนี้ เพราะไม่มีกฎหมายอื่นให้เลือก
“ถ้าหากจะฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายเหมือนตอนแรกที่คิดไว้ อย่างนั้นเราต้องลดราวาศอก ตั้งข้อหาลงมาว่าประมาทจิ๊บจ๊อย มันถึงจะไปฟ้องธรรมดา แต่เมื่อ ป.ป.ช.ส่งรายงานเอกสารยืนยันว่า เป็นเรื่องประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ต้องมาใช้ขั้นตอนนี้ มันจึงถูกบังคับโดยกระบวนการของมัน ไม่ใช่เลือกได้ตามใจชอบ”นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่าในจดหมายเปิดผนึกระบุว่านายกฯซึ่งจะเป็นผู้ลงนามทางปกครองถือเป็นผู้ส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เป็นกลางที่จะออกคำสั่ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจริงๆแล้ว นายกฯมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรบ้าง แต่ขั้นตอนที่จะดำเนินการนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถฟ้องร้องเพิกถอนคำสั่งหรืออุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่มีคำสั่งทางปกครองที่นายกฯได้ลงนามออกมา
เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าการที่รัฐบาลใช้วิธีการนี้ทางจำเลยถือว่าได้รับการเป็นธรรม นายวิษณุ กล่าวว่า ถูกต้องตามความเป็นธรรมตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวใช้มาแล้วหลายกรณี รัฐแพ้บ้างชนะบ้าง เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เพราะอาจเข้าใจผิดบางประเด็นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่วิจารณ์ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจเข้าใจถูก“แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ ไหนๆจะพูดแล้วชี้ช่องให้เลยก็ได้ คือที่ผมบอกว่า มันมี2กระบวนการสำหรับดำเนินคดี แต่ไม่ใช่เลือกเอาอันใดอันหนึ่ง ถ้าเข้าล็อกอย่างนี้ก็ต้องใช้กระบวนการ ก.แต่ถ้าเข้าล็อกอย่างโน้นก็ต้องใช้กระบวนการ ข.ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะใช้ ก.ก็ได้ ข.ก็ได้ จึงต้องมาเถียงกันว่า จงใจหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรงหรือไม่ และถ้าไม่พอใจคำสั่งทางปกครองแล้วไปฟ้องศาลก็มีสิทธิ์ยกคำอ้างว่าเรื่องนี้ไม่ควรใช้กระบวนการรับผิดทางละเมิด เพราะไม่ได้ละเมิดอย่างร้ายแรงก็ต้องพิสูจน์กัน นั่นแปลว่าคุณต้องเถียงกับ ป.ป.ช.ไม่ใช่เถียงกับรัฐบาล”
เมื่อถามว่าขณะนี้ได้รับรายงานข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความรับผิดทางแพ่ง กรณีจำนำข้าวที่เหลืออีก1คณะ แล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ได้ส่งมา ส่วนรายงานข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการฯชุดแรก ตนยังไม่ได้ส่งให้กับนายกฯ เพื่อพิจารณา และตัวเลขความเสียหายในรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้มีการระบุไว้ แต่ระบุเพียงสูตรวิธีคิด ซึ่งตัวเลขจะไม่คงที่ในแต่ละวัน โดยตัวเลขความเสียหายจะต้องระบุให้ชัดเจนในขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครอง ว่าให้ใครรับผิด อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถนำตัวเลขความเสียหายจากรายงานข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ ทั้ง2ชุด ที่มีกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบมารวมกันได้ เพราะเป็นคนละข้อหา เพราะกระทรวงการคลังสรุปข้อมูลในเรื่องของจำนำข้าว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สรุปข้อมูลการขายข้าวแบบจีทูจี
“บิ๊กป้อม”ย้ำทุกอย่างทำตามขั้นตอน
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่าเราทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะใช้กฎหมายพิเศษดำเนินการหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ทำตามกฎหมายทุกอย่าง



