
มีชัยเสนอเน้นสร้างอัตลักษณ์รธน.ใหม่
มีชัยเสนอเน้นสร้างอัตลักษณ์รธน.ใหม่ มากกว่าลอกรธน.ฉบับอื่นๆมาเขียน วอนสื่อของรัฐช่วยประชาสัมพันธ์ให้ปชช.ส่งความเห็น อุเทนหนุนกรธ.สังคายนาการบังคับใช้ก.ม.
12ต.ค.2558 เมื่อเวลา 15.00 น. นายอมร วานิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.มีประเด็นที่หารือกับที่ประชุมกรธ. ต่อแนวทางการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คัดลอกรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาๆ หรือเป็นการเขียนขึ้นใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแนวโน้มในที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นการเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะฐานะที่กรธ.เป็นผู้ร่างเนื้อหา ทั้งนี้นายประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. กล่าวสนับสนุนในประเด็นดังกล่าวด้วยว่า กรณีที่จะนำเนื้อหาหรือข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาๆ มาเขียนอาจทำให้ใช้เวลาพิจารณามาก และไม่ง่าย ดังนั้นควรพิจารณาเนื้อหาใหม่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยตรงจะเหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงนิยามการทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความเป็นสากล กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าประเด็นใดที่ประเทศไทยมีและต่างประเทศมีด้วย จากนั้นจึงนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศมาพิจารณา โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าควรนำรัฐธรรมนูญของประเทศจีนมาพิจารณาด้วย แม้ประเทศจีนจะปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ในเนื้อหานั้นสร้างความรักชาติให้กับประชาชน
นายอมร กล่าวด้วยว่า ขณะที่การทำบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา นายอัชพร จารุจินดา กรธ. เสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดถือว่าต้องทำรัฐธรรมนูญเป็นสากล ดังนั้นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรสั้นและกระชับ เบื้องต้นอาจเขียนเฉพาะบทบัญญัติที่ห้ามกระทำและเขียนบทลงโทษไว้ เช่น กรณีสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประเด็นที่เป็นกติกาโดยธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงแม้ไม่เขียนประชาชนก็รับทราบได้ อาทิ ประชาชนไม่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่นจนถึงขั้นบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ซึ่งตามกฎหมายทั่วไปมีบทบัญญัติไว้แล้ว เป็นต้น โดยหากทำได้เชื่อว่าบทบัญญัติแต่ละมาตราจะมีความยาวเพียง 1-2 บรรทัดเท่านั้น
“อาจารย์มีชัยได้ฝากประเด็นการประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อของรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์, สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หรือ ช่อง9 ด้วยว่า อยากให้ขึ้นข้อความเป็นตัววิ่งเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนส่งความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็ได้ เพื่อให้ประชาชนได้ส่งความเห็นมายังกรธ. นอกจากนั้นยังฝากยืนยันต่อประเด็นข่าวที่ถูกนำเสนอไปก่อนหน้านั้นว่าจะมีการตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบโยบายประชานิยม ว่าไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องการตั้งองค์กรใดๆ แต่อย่างใด” นายอมร กล่าว
นายอมร ในฐานะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างการบริหาร เปิดเผยด้วยว่าวันนี้ (12 ต.ค.) ที่ประชุมได้หารือในกรอบการทำงาน โดยหลักการใหญ่ที่จะคงไว้ คือ การบริหารที่แบ่งเป็นรูปแบบของการบริหารส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีบังคับใช้มาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่จะเขียนอย่างไร ต้องหารือกันอีกครั้ง
‘มีชัย’ชี้รัฐธรรมนูญใหม่ สั้น-กระชับ
นายมีชัย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมกรธ. ว่า ตนจะถามที่ประชุมว่า จะเขียนร่างรัฐธรรมนูญแบบมีรายละเอียด หรือจะเขียนให้สั้นกะทัดรัด และครอบคลุม หรือจะออกแบบใหม่ทั้งหมด หรือจะนำฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาปรับปรุงตัดต่อ ซึ่งหากวันนี้ได้ข้อสรุปจากที่ประชุมก็จะเริ่มต้นลงมือทำงานได้ ซึ่งเมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ได้เริ่มต้นร่างแล้ว ส่วนโครงสร้างคงไม่มีการแบ่งเป็น4หมวดเหมือนเดิม แต่เนื้อหาคงไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ส่วนตัวอยากให้รัฐธรรมนูญสั้นกระทัดรัด แต่ก็ยังไม่รู้ว่าที่ประชุมคิดแบบเดียวกับตนหรือไม่ ซึ่งหากรัฐธรรมนูญสั้นก็จะมีการเขียนกรอบเพื่อเป็นประกันไว้ในร่างเพื่อไม่ให้เกิดการตีกินกันในภายหลัง
นายมีชัย กล่าวต่อว่า การเขียนให้สั้นเพื่อต้องการให้มีหลักประกันแก่ประชาชน ซึ่งบางส่วนเมื่อมีหลักแล้วก็ต้องไปออกกฎเกณฑ์กฎหมายลูกตามมา เพื่อไม่ให้หลักมันเลื่อนลอย ซึ่งเรื่องนี้กรธ.ก็ได้หารือเบื้องต้นแล้วเห็นว่า จะต้องมีมาตรการกดดันในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลที่เข้ามาผลักดันให้มีกฎหมายลูก เช่น กำหนดให้ การกู้เงินต้องสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลัง หากยังไม่มีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ก็กำหนดให้กู้ได้แค่ร้อยละ1รัฐบาลที่เข้ามาอยากจะดึงการออกกฎหมายลูกไว้แค่ไหนก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการตีกิน การเขียนกฎหมายบังคับขู่ว่าจะลงโทษ ไม่เอาแล้ว ไม่ได้เรื่อง
ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนนตรี ได้ส่งสารชี้แจงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น นายมีชัย กล่าวว่า เท่าที่ประชุมกันก็เป็นไปตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสนออยู่แล้ว ส่วนเรื่องปรองดองตนยังนึกไม่ออก ก็ให้กรธ.ไปคิดกัน โดยได้ตั้งคณะทำงานศึกษาด้านการสร้างความปรองดองขึ้นมาศึกษา หาเหตุผลว่าทำไมต้องปรองดอง แล้วถ้าจะปรองดองแล้วจะปรองดองกันอย่างไร โดยจะนำเนื้อหาที่กมธ.ยกร่างชุดที่แล้วทำการศึกษาไว้มาดูและต่อยอดเพื่อทุ่นเวลาการทำงาน
อย่างไรก็ตามก่อนเริ่มต้นประชุมกรธ.ตนมีความเป็นห่วงเรื่องเวลา แต่เมื่อประชุมไปแล้ว1สัปดาห์ ตนก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะกรธ.ทุกคน แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ก็ได้แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์มาก มีประเด็นที่แตกต่างแต่ก็ไม่ถึงกับขัดแย้งกัน ซึ่งตนก็ต้องขอบคุณกรธ.ทุกคน
‘อุเทน’หนุนกรธ.สังคายนาการบังคับใช้ก.ม.
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ส่วนตัวหวังที่จะเห็นการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมผ่านการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในครั้งนี้ โดยทางพรรคคนไทยได้มีกรอบแนวคิดในด้านสังคม เกี่ยวกับการปฏิรูประบบกฎหมาย หรือรีเซ็ตประเทศไทยด้วยกฎหมาย รีเซ็ตกฎหมายเพื่อคนไทย ที่ต้องการให้มีการบังคับใช้ที่ชอบธรรม และเท่าเทียม โดยต้องมีบทบัญญัติครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการไป ทั้งตำรวจ อัยการ และตุลาการศาลต่างๆ ไม่ให้เกิดการบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งถือเป็นช่องโหว่และการคอร์รัปชั่นประเทศทางหนึ่ง ตรงนี้เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ตำรวจทำไม่ได้ เว้นแต่ไม่ได้ทำ สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเรื่องดุลยพินิจมากกว่าความชอบธรรม
นอกจากนี้ในส่วนของปลายน้ำ หรือประชาชน ก็ต้องทำให้เกิดความเคารพยำเกรงกฎหมาย ไม่ให้มีต่อรองกฎหมายอย่างที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมาคนไทยทุกสาขาอาชีพ มักใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตน ทำให้เกิดสังคมที่ไร้ซึ่งระเบียบ และไม่เกรงกลัวกฎหมาย คนมีฐานะหรือผู้มีอิทธิพลต้องอยู่ภายใต้บรรทัดฐานเดียวกัน ต้องไม่มีวาทกรรมเรื่องสองมาตรฐานให้ได้ยินอีก ซึ่งตนอยากเห็นประเด็นเหล่านี้เข้าไปอยู่ในกระบวนการของ กรธ. มากกว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ไม่มีอำนาจให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วได้
“ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.สามารถวางกรอบแนวทางการแก้ไขประมวลกฎหมายต่างๆให้เกิดความชัดเจน รวมทั้งกำหนดกรอบการแก้ไขกฎหมายแต่ละประเภทไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อใช้รัฐธรรมนูญ ในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปการยังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน กล่าวอีกว่า อยากให้ กรธ.คำนึงถึงประเด็นอื่นๆที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้อนาคตของประเทศ โดยต้องแฝงเรื่องการอดออมลดรายจ่ายของประเทศและครัวเรือนเข้าไปในรัฐธรรมนูญ วางกรอบการจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ควรที่จะทบทวนบทบัญญัติในส่วนของการเมืองเสียใหม่ ไม่ควรตั้งธงไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องที่มาของนักการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในส่วนของ ส.ส.นั้น ส่วนตัวก็ได้เคยเสนอกำหนดวาระของสภาผู้แทนราษฎรไว้เพียง 2 ปี อย่างน้อยสัก4-5สมัย จึงค่อยเปลี่ยนเป็น4ปี เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันทำงานและทำความดี โดยมาวัดผลงานของแต่ละคนในการเลือกตั้งที่จะจัดถี่ขึ้น
อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในเรื่องการรัฐประหาร และการสร้างสถานการณ์ทางการเมือง ที่นักการเมืองส่วนใหญ่และประชาชนบางส่วนอดทนรอไม่ได้ พอมีรัฐบาลไหนอยู่นานหน่อย ก็จะมีการปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายอีก สำหรับงบประมาณในการจัดเลือกตั้งก็ไม่ได้มากขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วสภาฯก็ไม่เคยอยู่ครบวาระ มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอยู่แล้ว ที่สำคัญในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้นก็ควรทบทวนของที่มาเพื่อให้เกิดการยึดโยงกับประชาชนมากกว่าคนไม่กี่คนผ่านกระบวนการสรรหา ตรงนี้ผู้มีอำนาจควรคำนึงถึงการปล่อยวางอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่ดึงดันที่จะให้มีการสรรหา ทั้งที่มีกระแสต่อต้านในวงกว้าง เพื่อผลักดันคนของตนเข้าไปมีตำแหน่งในอนาคต หรือหากเป็นไปได้อยากให้ทบทวนความจำเป็นของ ส.ว. เพราะสำหรับประเทศไทยน่าจะเหมาะกับระบบสภาเดียวมากกว่า เนื่องจาก ส.ว.นอกจากไม่ได้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว หลายๆครั้งก็ยังเป็นต้นตอแห่งปัญหาความขัดแย้งด้วย



