ข่าว

‘ผบ.ตร.’ยันเอาผิดคนก่อจลาจลหน้าสภ.ถลาง

‘ผบ.ตร.’ยันเอาผิดคนก่อจลาจลหน้าสภ.ถลาง

12 ต.ค. 2558

ผบ.ตร.ยันดำเนินคดีผู้ก่อเหตุจลาจลหน้าสภ.ถลาง ระบุตร.ปฏิบัติตามยุทธวิธี พร้อมเยียวยา‘ร.ต.ท.ก้องหล้า’ถูกหนุ่มคลั่งฟันเสียชีวิต ยกย่องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

 
       จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ขับรถกระบะ ไล่ล่าวัยรุ่นผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด จนเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนทำให้ผู้ต้อสงสัยทั้ง 2 รายเสียชีวิต ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มญาติและชาวบ้านโดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิต จึงมีการรวมตัวกันปิดล้อม สภ.ถลาง จนเกิดการจลาจลมีการปิดถนน และเผารถเจ้าหน้าที่ตำรวจและทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย เหตุเกิดเมื่อค่ำวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา
 
       ความคืบหน้าล่าสุด ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 12 ต.ค.2558 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยืนยันว่าจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุจลาจลที่หน้า สภ.ถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งขณะนี้ทราบข้อมูลของแกนนำและกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วทุกคน แต่จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหรือไม่ ยังไม่สามารรถระบุได้ โดยเจ้าหน้าที่จะยึดกรอบกฎหมายเป็นหลัก และจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ซึ่งมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ รวมไปถึง มาตรา44 รองรับอยู่แล้ว โดยอยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์
 
       “ตลอดช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ที่คุมสถานการณ์มีเพียงโล่ไว้ป้องกันตัวเท่านั้น เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับประชาชน ซึ่งพบว่าประชาชนในพื้นที่บางคนมีอารมณ์ บางส่วนดื่มเครื่องดื่มมึนเมา และบางส่วนใช้สารเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีหลักฐานทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวชัดเจน ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว
 
       พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ได้ดูคลิปวิดิโอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต สกัดจับ 2 วัยรุ่นที่ขับขี่รถจักรยานยนต์แหกด่านจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดนขอยืนยันว่า เป็นการปฎิบัติตามยุทธวิธี หลังจากผู้เสียชีวิตแหกด่าน โดยพบยาบ้าจำนวน 50 เม็ด และใบกระท่อมในกระเป๋า ซึ่งตั้งข้อสังเกตุว่าผู้ที่ไม่มีความผิดก็จะไม่ขับหลบหนีเจ้าหน้าที่ แต่จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่ปกครองของจังหวัดภูเก็ต ตำรวจ และทหาร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
 
       ผบ.ตร. กล่าวต่ออีกว่า คดีดังกล่าวแยกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้เสียชีวิต และการทำลายทรัพย์สินของราชการ โดยจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะแกนนำที่ปลุกระดม ซึ่งมีข้อมูลและรู้ชื่อทุกคน แต่ไม่กี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น ซึ่งจะถูกดำเนินคดี ทั้งข้อหา ผิด พรบ.ชุมนุมในที่สาธารณะฯ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของอารมณ์ร่วมของญาติและประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น จึงขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาธรณ์ ส่วนความเสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน
 
       ส่วนตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 4 นาย ได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายตรวจสอบ ประกอบตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองของทางจังหวัด ยืนยันว่าการตั้งด่านตรวจค้นยาเสพติดและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเกิดเหตุเป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปตามยุทธวิธี
 
       ซึ่งตนพยายามกู้ศรัทธาและภาพลักษณ์ของตำรวจอยู่แล้ว ได้สั่งการลงไปแล้ว เพื่อความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย
 
 
สตช.เยียวยา ‘ร.ต.ท.ก้องหล้า’ เข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งจนถูกฟันเสียชีวิต
 
 
       พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.วินัย ทองสอง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าสามารถจับกุมตัวชายก่อเหตุใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ร.ต.ท.ก้องหล้า แสงฤทธิ์ อายุ 59 ปี หัวหน้าหน่วยบริการประชาชน ต.ดินทอง สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้แล้ว พบว่าป็นชายสติไม่สมประกอบ ให้การรับสารภาพ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เสียชีวิตมีความคุ้นเคยกับผู้ต้องหาและประชาชนในพื้นที่ จึงเดินทางไประงับเหตุทั้งที่ตนเองนั้นใส่ขาเทียม จึงไม่ทันระมัดระวังตัวจนถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
 
       พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เตรียมพิจารณาปูนบำเหน็จ 7 ขั้น 5 ชั้นยศ ได้รับยศเป็น "พล.ต.ต." และได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจำนวน 1.5 ล้านบาท พร้อมระบุอยากให้สื่อฯยกย่องตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละแม้จะพิการขาขาด แต่ด้วยจิตสำนึกรีบไปปฎิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต พร้อมฝากประชาชนให้ชื่นชมตำรวจที่ทำความดีจนต้องเสียชีวิตด้วย
 
 
‘ผบ.ตร.’ เตรียมสรุปสำนวนคดีระเบิดส่งฟ้องต่อศาลปลายสัปดาห์นี้
 
 
       พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุวางระเบิดแยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวนายอ๊อด พยุงวงศ์ หรือ นายยงยุทธ พบแก้ว และนางสาววรรณา สวนสัน รวมทั้งผู้ต้องหารายอื่นที่ยังหลบหนีอยู่ในขณะนี้
 
       ส่วนเรื่องการเปลี่ยนตัว หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการเตรียมทำหนังสือแต่งตั้ง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รักษาราชการแทน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน แทนตนเอง พร้อมกับจะมีการตั้ง พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขึ้นมาแทนตำแหน่งของพลตำรวจโทศรีวราห์ เชื่อมั่นว่าคดีนี้จะมีการสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการประชุมเตรียมสรุปสำนวนคดี คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้
 
       อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินในคดีนี้นั้น  พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษาสบ10 กล่าวว่า  ยังไม่ได้รับรายละเอียดการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ดังนั้น จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า เงินสนับสนุนในการก่อเหตุระเบิดนั้น จะมาจากต่างประเทศโอนเข้าไทย หรือต่างประเทศกับต่างประเทศ  ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ชัด