ข่าว

ปรองดองในมือ 'ประยุทธ์'

ปรองดองในมือ 'ประยุทธ์'

11 ต.ค. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปรองดองในมือ 'ประยุทธ์' : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

 
                      เห็นหน้าค่าตากันแล้วกับสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่จะมาทำหน้าที่สานต่องานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่สิ้นสุดลงไปพร้อมๆ กับการลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นหลายคนมองสภาแห่งนี้ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าสภาตอบแทน เพราะภารกิจในการศึกษาต่างๆ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทำเสร็จสิ้นลงไปแล้ว
 
                      แต่เมื่อเห็นรายชื่อต่างๆ ที่ตั้งเข้ามานั้น ระดับชื่อชั้นถือว่าไม่ธรรมดา และเชื่อได้ว่า ภารกิจที่ได้รับมานั้นจะไม่ใช่อยู่เพียงแค่สภาต่างตอบแทนแน่ๆ รวมถึงหลายคนมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้กุมอำนาจรัฐในขณะนี้ และอีกหลายคนเป็นที่ยอมรับนับถือของคนจำนวนมาก
 
                      สปท.จะเริ่มทำงานในวันที่ 13 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยวาระแรกจะเป็นการเลือกประธาน แค่ชื่อคนที่ออกมาก็ถือว่าไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะลำพังชื่อแรกที่ออกมานั้นก็เป็นถึงประธาน ป.ป.ช. อย่าง “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ซึ่งเขาเองก็พร้อมยอมรับตำแหน่งประธาน สปท. โดยให้สัมภาษณ์ระบุว่า
 
                      “ส่วนตัวแล้วถ้าได้รับตำแหน่งดังกล่าวก็มีความยินดีและเป็นเกียรติ เมื่อได้รับเกียรตินี้แล้วก็มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามเป้าหมาย”
 
                      เมื่อดูประวัติแล้ว เขาก็มีความเพียบพร้อมเพียงพอ เพราะหากไม่นับตำแหน่ง “ประธาน ป.ป.ช.” ที่มีผลงานเข้าตาผู้มีอำนาจมากมาย เขาก็เคยเป็น “ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ส่วนความสัมพันธ์กับผู้ถืออำนาจรัฐขณะนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
 
                      แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเขายังอยู่ในตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. การนั่งควบสองเก้าอี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมนัก
 
                      ตามจริงแล้ว “ปานเทพ” ต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศต่ออายุให้เขา เพื่อที่จะพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมๆ กับกรรมการ ป.ป.ช.อีก 5 คน และเริ่มกระบวนการสรรหาไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม และเมื่อนั้นเขาจึงจะพ้นจากตำแหน่งจริงๆ
 
                      ต่อมาจึงปรากฏชื่อของ “ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ” โดยคนที่ออกมาเสนอและสนับสนุนนั้นก็ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เพราะมีทั้ง “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ซึ่งทั้งสองถือเป็นแกนหลักตั้งแต่สมัยเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว
 
                      หลายคนสงสัยว่า “ร.อ.ทินพันธุ์” เป็นใคร เพราะไม่คุ้นชื่อ แต่หากเป็นคนที่ติดตามการเมืองการปกครองและการทหารตั้งแต่ครั้งอดีตแล้วจะคุ้นชื่อนี้่เป็นอย่างยิ่ง  
 
                      ร.อ.ทินพันธุ์ เรียน “จปร.5” รุ่นเดียวกับ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” “พล.อ.เกษตร โรจนนิล” แต่ได้โอนย้ายจากทหารมาเป็นอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาตร์ (นิด้า) ทำให้เขามีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมัยก่อน ที่ทหารจำนวนมากไปเรียนต่อที่นิด้า และเขาได้เป็นถึงคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์
 
                      “ร.อ.ทินพันธุ์” เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในวงการทหารว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเมืองการปกครองและมักจะให้คำปรึกษาแก่ผู้มีอำนาจในหลายๆ ครั้ง อีกทั้งยังเคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญในปี 2516 ปี 2528 (ฉบับแก้ไขจากฉบับปี 2521) และปี 2534 และตำแหน่งทางการเมืองสุดท้ายคือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัย พล.อ.สุจินดา และจากนั้นมาชื่อก็เลือนหายไป แต่ว่ากันว่ายังคงมีนายทหารลูกศิษย์ลูกหาแวะไปขอคำแนะนำอยู่เนืองๆ 
 
                      และครั้งนี้ก็คาดว่าได้รับเทียบเชิญเพื่อให้มาดำรงตำแหน่ง แต่ติดที่ว่ามีอายุถึง 81 ปีแล้ว จึงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า การขอร้องครั้งนี้เพื่อให้เขาเป็นประธานเพื่อรอให้ “ปานเทพ” พ้นจากตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.เสียก่อน เพื่อมารับตำแหน่งประธาน สปท.สืบต่อไป
 
                      แต่เสียงลือนี้จะเป็นจริงหรือไม่ กาลเวลาจะเป็นผู้ตอบด้วยตัวเอง
 
                      หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า ภารกิจหลักของ สปท.คืออะไร เพราะเมื่อพลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวดูก็พบสั้นๆ เพียงว่า “ดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปสืบต่อจาก สปช.” 
 
                      แต่หากต่อจิ๊กซอว์จากหลายสิ่งจะเห็นว่า ดีไม่ดีภารกิจหลักอาจจะไม่ใช่การปฏิรูป หากแต่เป็นเรื่องการปรองดองและนิรโทษกรรม โดยเริ่มจากสมาชิกที่พยายามทำให้เกิดความหลากหลาย โดยเฉพาะมีกลุ่มการเมืองจากหลายขั้ว
หากไม่นับบุคคลที่เคยมาร่วมตั้งแต่ สปช. แล้วอย่าง พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีอีกหลายคนที่ถือเป็นเครือข่ายการเมือง
 
                      อาทิ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ คนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ สระกวี อดีต ส.ว.สงขลา และเป็นหนึ่งในแกนนำ นปช. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯ รมว.มหาดไทย และรมว.ยุติธรรม นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา 
 
                      นอกจากนี้ยังมี นายคำนูณ สิทธิสมาน นายวันชัย สอนศิริ จากกลุ่ม 40 ส.ว. และเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส. นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. เช่นเดียวกับ นายกษิต ภิรมย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ และเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส.
 
                      นายชัย ชิดชอบ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา และนายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นสอง 
 
                      ดังนั้นการแต่งตั้งคนจากหลายกลุ่มเช่นนี้ อาจเพื่อให้เข้ามาหาทางเดินหน้าปรองดองและนิรโทษกรรม โดยเมื่อเข้ารับหน้าที่ หลายๆ คนก็ไม่ปิดบังเจตนา อย่าง “สุชน ชาลีเครือ” ก็พูดชัดว่า "ที่อยากเร่งดำเนินการคือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และทุกคนต้องช่วยกัน เพราะไม่เช่นนั้นการปฏิรูปจะเดินหน้าไม่ได้ ส่วนการนิรโทษกรรมก็น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสานงานต่อจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ"
หรือ “สมพงษ์ สระกวี” ก็บอกว่า “จะมาเดินหน้าผลักดันเรื่องการนิรโทษกรรมให้สำเร็จ เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เกิดความปรองดอง จะให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนไม่เกี่ยวกับแกนนำและคดีทุจริต”
 
                      อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเชื่อว่า ภารกิจหลักของ สปท.คือการทำเรื่องปรองดอง แต่ทั้งหมดก็ยังขึ้นกับอยู่ที่ผู้มีอำนาจว่า ต้องการให้การปรองดองและนิรโทษกรรมมีขอบเขตถึงขนาดไหน ซึ่งสัญญาณจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ก็เตรียมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้ผู้ถูกข้อหาทุจริตกลับเข้าสู่การเมือง 
 
                      สำทับด้วยคำพูดของผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ใครที่ยังหลบหนียังไม่เข้ากระบวนการยุติธรรมก็ปรองดองไม่ได้อยู่แล้ว” ซึ่งเป็นการขีดเส้นชัดว่า ใครที่เข้าข่ายจะได้รับการนิรโทษบ้าง ซึ่งหากตีความตามตัวบุคคลก็ย่อมคิดถึง “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ขณะนี้หนีคดีอยู่ที่ต่างประเทศ
 
                      และตามด้วยเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา “พล.อ.ประยุทธ์” ส่งสารถึงประชาชนเรื่องการปรองดอง ซึ่งระบุถึงหลายกลุ่มว่าทำผิดกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการ
 
                      จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า การปรองดอง การนิรโทษ ตามความหมายของ “พล.อ.ประยุทธ์” นั้น จะเป็นการกันระดับนำออกไปจากวงปรองดองในลักษณะลอยแพ ขณะที่ใครที่เข้าสู่กระบวนการก็มีลุ้นเรื่องนิรโทษกรรมหรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการเซตซีโร่ที่ไม่มีใครบางคนร่วมอยู่ด้วย
 
                      ต้องจับตาดู ก่อนเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 น่าจะเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้
 
 
 
 
-------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปรองดองในมือ 'ประยุทธ์' : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)