
จ่อเรียก24ดาราแจงโพสต์ภาพถือเบียร์
10 ต.ค. 2558
'พงศพัศ' เผย เตรียมเชิญ 24 ดารา โพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แจงเหตุจูงใจ ชี้ ความผิดมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสน
10 ต.ค. 58 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ชั้น 5 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุรา ผบก.ปอท. นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด สืบเนื่องจากกรณีเหล่าดารานักแสดงและคนดัง ได้โพสต์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เห็นฉลากอย่างชัดเจนบนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ
นายอำพล กล่าวว่า พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดให้มีบรรจุภัณฑ์ ฉลาก พร้อมทั้งข้อความคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตหรือนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่คณะกรรมการควบคุมประกาศโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการและประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้ง ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องไม่ใช้ข้อความที่มีการเชิญชวนให้ผู้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณประโยชน์หรือคุณภาพของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือทางอ้อม และข้อความหรือภาพที่มีดาราศิลปินนักร้องหรือนักแสดง
นายอำพล กล่าวอีกว่า มาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นโดยตรงหรือโดยอ้อม การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่ม หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเท่านั้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
"ตามบทลงโทษของการดำเนินความผิดนั้น ตามมาตรา 26 มีโทษจำคุก 1 ปี หรือ ปรับ 1 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 32 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดโฆษณาชวนเชื่อทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ผู้ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1 ปี หรือ ปรับ 5 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีดารานักแสดงคนดังลงรูปภาพซึ่งอ้างว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวและชวนให้ดื่มนั้น อาจเป็นการเข้าข่ายโฆษณาแฝงไปด้วย"
ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ภาพดารานักแสดงทั้ง 24 คน ที่ปรากฏในโซเซียลมีเดียนั้น ตามมาตรา 26 ถือว่ามีการกระทำความผิดแน่นอน และไม่ควรทำ เพราะทุกคนเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องตระหนักรู้ดี แม้ว่าจะอ้างไม่ทราบในตัวกฎหมาย หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเชิญดาราที่มีภาพมาเล่าถึงสาเหตุแรงจูงใจเกี่ยวกับการโพสต์ภาพดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการบังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้อง แต่ไม่ใช่จ้องจับผิดประการใด
"ส่วนประชาชนทั่วไปหากมีการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะจงใจ หรือไม่มีเจตนา หรือไม่ทราบกฎหมาย ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในภาพถ่ายนั้น เห็นภาพฉลากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากมีการใส่ข้อความเพื่อโฆษณาอีก จะถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ตามมาตรา 32 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
พบต้องสงสัย 3 คน ทำร้ายชิงทรัพย์ลูกสาวอดีต รมช.ศธ.
จากกรณีมีคนร้ายได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ ลูกสาวอดีต รมช.ศึกษาธิการ บริเวณทางเชื่อมระหว่างตึกย่านพระราม 4 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด พ.ต.อ.นคร ทองพานิช ผกก.สน.บางรัก เปิดเผยความคืบหน้าคดี ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก นำภาพของคนร้ายลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ในบริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางพลเมืองดีก็มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งในส่วนนี้จะต้องทำการพิสูจน์ทราบเสียก่อน
ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายรายนี้น่าจะเป็นคนไทยที่น่าจะอาศัยอยู่ในย่านพัฒน์พงษ์ ที่มาดูลาดเลากระทั่งเห็นเหยื่อจึงลงมือก่อเหตุ แต่เมื่อนำภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดไปให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ช่วยดู ก็ไม่ได้เบาะแสเพิ่มเติม จึงเชื่อได้ว่าคนร้ายรายนี้จะต้องมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ขณะนี้การสืบสวนจึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนต่างด้าวที่ทำงานในย่านประตูน้ำ โดยบุคคลเหล่านี้ไม่มีบัตรแสดงตน ล่าสุดได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.ว่า พบเบาะแสผู้ต้องสงสัย 3 คน โดยได้พูดคุยกับอดีตภรรยาของ 1 ใน 3 ผู้ต้องสงสัยแล้ว โดยเบื้องต้นได้ข้อมูลว่าทั้งสองแยกกันอยู่ ทั้งนี้ ยอมรับว่าอดีตภรรยาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พอจะรู้ตำแหน่งที่อาศัยของบุคคลดังกล่าวว่าอยู่พื้นที่ทางภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นเพียงข้อมูลไม่สามารถยืนยันว่าเป็นคนร้ายจริงหรือไม่จนกว่าจะมีการพิสูจน์ทราบ และจะมีการเพิ่มรางวัลนำจับให้กับผู้แจ้งเบาะแสเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นคดีที่สำคัญและประชาชนให้ความสนใจ ยืนยันว่า ต้องตามจับคนร้ายได้อย่างแน่นอน



