ข่าว

อุกอาจ!ยิงถล่มอดีตนายกอบต.เกาะนางคำดับ

อุกอาจ!ยิงถล่มอดีตนายกอบต.เกาะนางคำดับ

10 ต.ค. 2558

อุกอาจ! คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มอดีตกำนันและนายกอบต.เกาะนางคำ จนพรุนทั้งร่าง 31 นัด ขณะเดินทางมาทำธุระที่อ.หาดใหญ่ ตร.ตั้งปมขัดแย้งการเมือง-เรื่องส่วนตัว

        เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. คืนวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงถล่มกันด้วยอาวุธปืนสงครามภายในซอย 27 ถนนกาญจนวนิช เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผู้เสียชีวิต 1 ราย หลังจาก พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.สงขลา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ตรีวิทย์ ศรีประภารองผบก.ภ.จ.สงขลา พ.ต.อ.ศักดา เจริญกลุ ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และกำลังตำรวจ สภ.คอหงส์ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตภาพสามัคคี

        ที่เกิดเหตุพบศพ นายละใบ เส็นยีหีม อายุ 49 ปี หรือกำนันใบ อดีตกำนันตำบลเกาะนางคำ และอดีตนายก อบต.เกาะนางคำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามทั้งอาก้าและเอ็ม 16 จนพรุนทั้งร่างรวม 31 นัด นอนเสียชีวิตอยู่ในพงหญ้าริมทาง และในบริเวณจุดเกิดเหตุ เต็มไปด้วยปลอกกระสุนปืน ทั้งปืนอ้าก้า จำนวน 15 และเอ็ม16 จำนวน 16 นัด ในระยะห่างจากศพประมาณ 3 เมตรและบริเวณจุดที่นอนตาย ซึ่งเป็นลักษณะการไล่ยิงและตามมายิงซ้ำ ส่วนคนร้าย คาดว่า น่าจะมีอย่างน้อย 3 คน และใช้รถยนต์เป็นพาหนะแต่ขณะเกิดเหตุ ไม่มีใคร เห็นว่า เป็นรถชนิดใด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาเบาะแส ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไล่ตรวจกล้องวงจรปิด เพื่อหาเบาะแสของคนร้าย
 
        จากการสอบสวน ทราบว่า ขณะเกิดเหตุ กำนันใบ ได้เดินทางมาทำธุระที่บ้านญาติภายในซอยดังกล่าว ระหว่างที่จอดรถและเดินเข้าไปในซอย ได้มีกลุ่มคนร้ายขับรถตามหลังมาและลงมายิง แต่กำนันใบ น่าจะรู้ตัว และพยายามวิ่งหลบหนี แต่ไม่รอดถูกคนร้ายไล่ยิงถล่มทั้งอาก้าและเอ็ม16 จนเสียชีวิตคาที่
 
        ส่วนสาเหตุเบื้องต้นนั้น ตำรวจทั้งไว้ 2 ประเด็นคือ ความขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่นในอดีต รวมทั้งความขัดแย้งส่วนตัว โดยกำนันใบเป็นหนึ่งในผู้กว้างขวางในพื้นที่ จ.พัทลุง และเคยเป็นทั้งอดีตกำนัน ต.เกาะนางคำและอดีตนายก อบต.เกาะนางคำ แต่ระยะหลังได้วางมือทางการเมือง ซึ่งสาเหตุที่ถูกยิงในครั้งนี้ น่าจะเชื่อมโยงทั้งการเมืองท้องถิ่นใน ต.เกาะหมาก ที่มีการยิงอดีตนายกฯตายไปแล้วถึง 3 รายรวมถึงพ่อของ กำนันใบด้วย รวมทั้งในพื้นที่ ต.เกาะนางคำ ที่กำนันใบเคยเป็นกำนันและอดีตนายกมาก่อน
 
        ทั้งนี้ หากย้อนหลังไปดูประวัติเส้นทางทางการเมืองของกำนันใบนั้น พบว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 24 มีนาคม 2549 นายยะฝาด เส็นยีหีม นายก อบต. เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง 2 สมัย ซึ่งเป็นพ่อของของกำนันใบ ถูกคนร้ายยิงเสียขีวิตกลางวันแสกๆ ขณะกำลังนั่งดื่มกาแฟ และต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 กำนันใบ ซึ่งขณะนั้นอายุ 39 ปี และเป็นกำนันตำบลเกาะนางคำ ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อกับ ต.เกาะหมาก ถูกคนร้ายยิงถล่มด้วยอาวุธปืนเอ็ม 79 อาก้า และเอ็ม 16 จนบ้านพรุน แต่ก็รอดมาได้ จากนั้นกำนันใบ จึงผันตัวเองมาลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบต.เกาะนางคำ ในช่วงปี 53 แต่เป็นได้เพียงสมัยเดียว ก็วางมือทางการเมืองไม่ลงสมัครเลือกตั้งอีก จนกระทั่งมาถูกยิงถล่มเสียชีวิตในที่สุด
 
        สำหรับพื้นที่ จ.พัทลุงนั้น เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้อิทธิพลหลายกลุ่ม และล่าสุดเมื่อสองวันที่ผ่านมา ทางกองปราบได้เปิดปฏิบัติการ ยุทธการประจัญบานคนพาล กวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่นครศรี-พัทลุง มาแล้วครั้งหนึ่ง
 
 
สระแก้ว - รถพ่วงบรรทุกข้าวเบรคแตก พุงชนเขาช่องตะโก เจ็บ 5
 
 
        เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 10 ต.ค.58 พ.ต.ต. มานพ เกรียววานิช พงส.ผนพ.ทำหน้าที่ร้อยเวร สภ.ตาพระยา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถชนกันกลางเขาช่องตะโก 4 คันรวด และขอให้ปิดช่องทางขึ้นลงเขาช่องตะโกด้วย จึงแจ้งให้ พ.ต.อ.สมศักดิ์ บุญประเสริฐนนท์ ผกก.สภ.ตาพระยาทราบ จากนั้นนำ ร.ต.ต.เด่นพงศ์ เฉวียงหงส์ หัวหน้าจรจร สภ.ตาพระยาและหน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญูได้รุดไปที่เกิดเหตุบริเวณกลางเขาช่องตะโก ที่ กม.78-77 หมู่ 5 บ้านใหม่ไทยถาวร ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
 
        ที่เกิดเหตุ พบรถพ่วงบรรทุกข้าวสารยี่ห้ออีชูชุ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 80 – 9667 อุบลราชธานี ส่วนลูกพ่วงหมายเลขทะเบียน 83 –2318 อุบลราชธานี มีนายสมาน สีลาพา อายุ 52 ปีอยู่บ้านเลขที่166 หมู่ 6 ต.โนนกระเรน อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี เป็นคนขับรถบรรทุกข้าวสาร ชนกับรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด สีบรอนเทา และทะเบียน นฉ-539 มุกดาหาร สภาพด้านข้างรถด้านซ้ายพังยับเยินถูกอัดติดเขาช่องตะโก มีนายถนอมชัย หน่อแก้ว อายุ 52 ปี รองหัวหน้านิคมการเกษตรหน่วยทหารผ่านศึกทรายขาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เป็นคนขับรถ ซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่วนผู้อาศัยมาด้วยได้รับบาดเล็กน้อย รวมแล้วจำนวน 5 คัน
 
        นอกจากนี้ ลูกรถพ่วงได้เบียดกับกระบะยี่ห้ออีชูชุแค็บ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ผธ-5593 ชลบุรี กระจกตรงบริเวณแค็บแตกและกระจกประตูทั้ง 2 ข้างแตก สำหรับรถกระบะยี่ห้ออีชูชุอีกคันหนึ่งเสียหายเล็กน้อยได้เดินทางทางกลับไป
 
        บริเวณที่เกิดเหตุพบรถพ่วง 18 ล้อชนอัดอยู่กับเขาช่องตะโกบริเวณโค้งพังกำไล ซึ่งเป็นโค้งทางลงเขาจุดที่มักเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ โดยลูกพ่วงได้สะบัดไปเบียดรถกระบะยี่ฟอร์ดติดอยู่กับพังยับ ส่วนหัวรถพ่วงชนกับเขาช่องตาโกแหลกเสียหาย ทำให้ข้าวสารที่บรรทุกมาตกกระจัดกระจายไปทั่ว หน่วยกู้ภัยกับ จนท.ตร.ช่วยกันงัดรถพ่วงที่ถูกอัดติดอยู่ออกเพื่อเปิดช่องทางการจราจรได้เฉพาะรถเล็ก 4 ล้อลงได้เมื่อเวลา 08.00 น.ทั้งขาขึ้นและขาลงข้างละ 15 นาที คาดว่าประมาณ 13.00 น.คงเคลื่อนย้ายรถพวงที่เกิดอุบัติเหตุออกจากช่องเขาได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ปรากกว่าไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด
 
        จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รถต่างๆ ไม่สามารถผ่านเส้นทางช่องตะโกได้ ส่งผลให้ปริมาณรถสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสี่แยกโคคลาน พ.ต.อ.สมศักดิ์ บุญประเสริฐนนท์ ผกก.สภ.ตาพระยา จึงประสานงานไปยังหน่วยทหารเพื่อขอใช้เส้นทางฉุกเฉินถนนศรีเพ็ญเลียบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หรือช่องตากิ่ว โดยได้พยายามเคลียร์เส้นทางให้รถเล็ก สามารถผ่านได้ทั้งขาขึ้นและขาลงสลับกัน 15 นาที ส่วนรถใหญ่ให้ไปใช้เส้นทาง ตาพระยา-บ้านโคกเพร็ก-บ้านทัพไทย-บ.ทัพทิมสยาม03-ขึ้นช่องตะกิ่ว-เขาเขตจังหวัดบุรีรัมย์ คาดว่า จะเคลียร์เส้นทางให้รถวิ่งปกติได้ประมาณช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้
 
        นายถนอมชัย หน่อแก้ว คนขับรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด กล่าวว่า ตนได้ขับรถเดินทางมาจากมุกดาหาร พอมาถึงที่เกิดเป็นลาดชันลงมาตนได้รถตามหลังกระบะอีกคันหนึ่ง ในขณะเห็นรถพวงคนดังกล่าว เสียหลักลงมาด้วยความเร็วทำให้ลูกพ่วงสะบัดใส่เข้ากับรถของตนเองติดกับเขาช่องตะโก ทำให้รถของตนเองพังยับเยิน พร้อมกับได้โชว์พระหลวงพ่อทอดให้ผู้สื่อข่าวดูว่ารอดเพราะพระองค์นี้
 
        นายสมาน สีลาพา อายุ 52 ปี คนขับรถบรรทุกข้าวสาร กล่าวว่า ตนได้ขับรถบรรทุกข้าวมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปส่งที่กรุงเทพฯ พอมาถึงเกิดเหตุรถเบรกไม่อยู่สงสัยลมเบรคหมด ทำให้รถพวงบรรทุกข้าวสารเสียหลักในขณะขับลงเขาช่องตะโกหัวรถพวงชนกับเขา ส่วนลูกพ่วงได้สะบัดไปเบียดกับรถกระบะอัดก็อบปี้ติดกับเขาแต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนใหญ่มีเพียงแต่บาดจับเล็กน้อยเท่านั้น
 
        อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเขาช่องตะโกได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ และยิ่งใกล้ถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทำให้หลายฝ่ายต่างวิตกว่าประชาชนที่อยู่ กทม. ภาคตะวันออก และภาคอีสานตอนล่าง ต้องใช้เส้นทางผ่านเขาช่องตะโกแห่งนี้จำนวนมาก จึงเกรงกันว่ารถจะติดและอาจเกิดอุบัติเหตุ จึงจะต้องหามาตรการมารองรับให้ดี ในขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มออกมารณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้มากหนักเนื่องจากติดมรดกโลกก็ต้องวอนผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย
 
 
ปทุมธานี - วัยรุ่นยกพวกปาระเบิดเพลิง-ยิงปืน
 
 
        เมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2558 ร.ต.ท.พีรพงษ์ บุ ญพัวพันธ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.คูคต ได้รับแจ้งมีวัยรุ่นปาระเบิดเพลิงและยิงปืนใส่บ้านภายในซอยทหารบก 4 ม.3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจและชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง
 
        ที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านยืนอยู่หน้าเลขที่ 6/23 ม.3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นจำนวนมาก และพูดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบภายในบ้าน พบรูกระสุนปืนเข้ากันชนหน้ารถเก๋งยี่ห้อนิสันไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียนจำนวน 7 รู และที่แฮนด์รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า มีโอ หมายเลขทะเบียน ลฉท 635 กรุงเทพมหานคร 1 รู และพบหัวกระสุนปืนตกอยู่พักเท้าของรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 หัว กะละมังพลาสติก 4 รู และกระจกชั้น 2 รู
 
        นอกจากนี้ ยังมีเศษขวดแก้ว ที่ทำเป็นระเบิดเพลิง ถูกขว้างมาที่หน้าบ้านเลขที่ 6/24 ม.3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นบ้านอยู่ติดกันเป็นรอยไหม้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดูกล้องวงจรปิด พบว่า กลุ่มคนร้ายเป็นวัยรุ่น 6 คน ขับรถจักยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น มาจอดใกล้กับบ้าน หลังจากนั้นก็พลัดกันใช้อาวุธปืน ที่เตรียมมา ยิงใส่บ้านหลังดังกล่าวแบบไม่ยั้ง พร้อมกับขว้างระเบิดมาที่หน้าบ้านด้วย
 
        สอบถาม นายเจษฎา เชียงเงิน อายุ 34 ปีเจ้าของบ้าน ที่ถูกยิง บอกว่า ตนทำงานเป็นช่างซ่อมบำรุง อยู่ที่บริษัทโตโยต้า ขณะที่ตนเองหลับอยู่กับภรรยาและลูก ก็ได้ยินเสียงปืนที่ยิงเข้ามาใส่บ้านตน จำนวนหลายนัด ตนก็ไม่กล้าออกไปดู เพราะกลัวว่า จะโดนยิง จากนั้นก็ได้ยินเสียงคล้ายระเบิด หลังจากก่อเหตุเสร็จ กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดก็พากันกลับไปทางหน้าปากซอย
 
        ด้าน นางสาว วรีภร หอมรื่น อายุ 36 ปี บอกว่า ที่บ้านตนเคยโดนกลุ่มวัยรุ่นยิงใส่มาแล้วครั้งหนึ่ง และมาวันนี้ก็โดนยิงใส่อีก จึงอยากฝากบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวให้ได้ เพราะเกรงว่าคนร้ายจะมาก่อเหตุ และกลัวว่าจะถูกลูกของตนเองด้วย
 
 
ชลบุรี - ปส.รวบเอเย่นต์สาวพร้อมของกลางยาไอซ์ 279 กรัม
 
 
        เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2558 พ.ต.ท.วัชรินทร์ ป้านสุวรรณ รอง ผกก. 1บก.ปส.2 น.ท.สุชาติ แก้วผลึก  หัวหน้าชุด ศปพส. ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำกำลังเข้าทำการจับกุมตัว น.ส.ขันเงิน หรือกิ๊ก จรงรส อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143ซ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. พร้อมของกลางยาไอซ์รวม 297 กรัม
    
        ทั้งนี้ กำลังเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย จึงได้ทำการสอบสวนขยายผลจนทราบว่า น.ส. ขันเงิน หรือกิ๊ก จรงรส อายุ 37 ปี เป็นผู้ค้ารายใหญ่ในเขตเมืองพัทยา โดยจะเช่าบ้านไม่มีเลขที่ ภายในซอยส้มป่อย ย่านพัทยากลาง เป็นที่จำหน่ายให้กับลูกค้าในพื้นที่เมืองพัทยาและใกล้เคียง
   
        จากนั้นจึงได้วางแผนเข้าติดต่อล่อซื้อยาไอซ์ จำนวน 2 กรัม และได้นัดส่งมอบกันที่บ้านหลังดังกล่าวกำลังเจ้าหน้าที่จึงได้ดักซุ่มในบริเวณใกล้เคียง เมื่อถึงเวลานัด น.ส.ขันเงิน ได้นำยาไอซ์ออกมาจากเสื้อยกทรง และส่งให้กับสาย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าทำการจับกุมทันที ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้น อพาร์ทเม้นแห่งหนึ่ง พื้นที่ ม.5 ต.หนองปรือ พบของกลางยาไอซ์อีกจำนวน 295 กรัม บรรจุในกล่องโทรศัพท์ซุกซ่อนภายในตู้เสื้อผ้า
   
        สอบสวน น.ส.ขันเงิน ให้การอ้างว่า ยาไอซ์จะมีคนมาส่งให้อีกทีโดยจะวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ และให้เธอไปรับมาเอาไปเก็บไว้ที่อพาร์ทเม้นดังกล่าว แล้วจะมาเอายาไปภายหลัง ส่วนค่าจ้างเธอจะได้แบ่งเป็นยาไอซ์มาจำหน่ายให้กับลูกค้าอีกที
  
        ภายหลังจากการสอบสวนในเบื้องต้นแล้วเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื้อในคำให้การ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต คุมตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 
 
หวิดดับ! หนุ่มซิ่งเบนซ์ย้อนศรขึ้นด่วนชนดะโชคดีเจ็บเล็กน้อย
 
 
        เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม ร.ต.ท.ฉัฎเมศร์ จารุเรืองพงศ์ พนักงานสอบสวน สถานีงานส่วนควบคุมจราจร ด่วน1 กก.2บก.จร. รับแจ้งอุบัติเหตุบนทางด่วนฉลองรัช กม.13 ฝั่งขาออก ช่วงห้างเอสบีเฟอร์นิเจอร์ ก่อนทางลงด่วนเกษตรนวมินทร์ แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย เจ้าหน้าตำรวจ สถานีงานส่วนควบคุมจราจร ด่วน1 กก.2 บก.จร. และเจ้าหน้าที่กู้ภัยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย           
        
        ที่เกิดเหตุบนพื้นผิวถนนพบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฌป 6463 กรุงเทพมหานคร เสียหลักจอดขวางทางได้รับความเสียหาย บริเวณกระโปรงหน้าด้านซ้ายยุบ มีนางอชิดา ชะบางาม อายุ 40 ปี เป็นผู้ขับขี่ เมื่อตรวจสอบด้านหลังพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ท สีบรอนทอง หมายเลขทะเบียน วอ 6463 กรุงเทพมหานคร มีนายสันชัย ชะบางาม อายุ 40 ปี สามีนางอชิดาเป็นผู้ขับ สภาพรถได้รับความเสียหายที่ไฟหน้าแตก และกันชนหน้าด้านซ้ายยุบตัว เนื่องจากการชนท้ายรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ส
 
        จากนั้นทางตำรวจได้วิทยุสกัดจับรถยนต์คู่กรณี กระทั่งได้รับแจ้งว่าห่างออกไป 10 กิโลเมตร ที่หน้าศูนย์ควบคุมทางด่วนฉลองรัช พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อ เบนซ์ รุ่น อี 200 สีขาว หมายเลขทะเบียน ขห 5566 กรุงเทพมหานคร สภาพรถได้รับความเสียหายที่กันชน ไฟหน้า และล้อแม็กซ์ ด้านซ้ายแตก ถูกเจ้าหน้าที่กู้ภัยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สามารถสกัดจับไว้ได้ เมื่อตรวจสอบภายในรถพบนายอนุวัฒน์ อรุโณทัย อายุ 39 ปี อาชีพนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้ขับขี่ มีอาการคล้ายคนเมานั่งอยู่ที่คนขับ เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่ง รพ.ตำรวจ พร้อมทั้งรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนเร่งเคลื่อนย้ายรถที่ประสบอุบัติเหตุออกจากจุดเกิดเหตุเป็นการเร่งด่วน เพื่อเปิดใช้การจราจรตามปกติ
 
        จากการสอบสวน นายสันชัย ให้การว่า ตนกับภรรยาขับรถคนละคัน มาจากทางด่วนพระราม 9 เพื่อที่จะกลับบ้านพักย่านสุขาภิบาล 5 ระหว่างทางใช้ช่องทางเลนกลาง ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุได้มีรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ขับสวนมาในเลนซ้ายในลักษณะคล่อมเลน ก่อนจะพุ่งชนรถแจ๊ส จนทำให้ต้องหักหลบ และรถยนต์แอคคอร์ดที่ตามมาก็ชนท้ายรถแจ๊สก่อนจะหยุดนิ่งที่เลนกลางทางด่วน ซึ่งทางภรรยาตนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ ก่อนจะมีพลเมืองดีนำตัวส่งรพ.สินแพทย์ เบื้องต้นอาการปลอดภัย และภายหลังจากเกิดเหตุตนยังไม่ได้พูดคุยกับคู่กรณีแต่อย่างใด
 
        เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานสาเหตุครั้งนี้ไว้สองประเด็น ผู้ก่อเหตุอาจหลงทางเข้าใจผิดจึงขับรถขึ้นไปตามเส้นทางดังกล่าว และอาจมีอาการมึนเมาแล้วขับขึ้นไปบนทางด่วนแห่งนี้ อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด พร้อมทั้งรอสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อเท็จจริงในการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ รวมทั้งรอผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ของผู้ก่อเหตุอีกครั้ง ก่อนจะตั้งข้อหาแก่ผู้กระทำผิดต่อไป