ข่าว

เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้

เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้

11 ต.ค. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      “ความผิดไม่ได้อยู่ที่ปืน อยู่ที่ผู้ถือปืนต่างหาก”
 
 
                      อีกครั้งหนึ่งที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ออกอาการสุดแสนจะเซ็งเมื่อต้องพูดซ้ำซากเหมือนกับฉายเทปซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยมีผลคืบหน้าแต่ประการใดว่า ถึงเวลาแล้วที่มะกันชนต้องออกมาแสดงพลังกดดันให้รัฐสภาออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ซ้ำซาก 
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม มือปืนคลั่งบุกกราดยิงนักศึกษาและอาจารย์วิทยาลัยชุมชนอุมพ์ควา เมืองโรสเบิร์ก ในรัฐโอเรกอน มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ก่อนที่มือปืนวัย 26 ปีจะฆ่าตัวตาย
 
                      นับเป็นเหตุรุนแรงครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโอเรกอนและของแดนอินทรีอเมริกาในช่วงปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วถึง 293 ครั้ง เทียบกับปี 2555 ที่เกิดเหตุสังหารหมู่อย่างน้อย 16 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 88 คน 
 
                      เฉพาะในรัฐบาลของโอบามา ได้เกิดเหตุสังหารหมู่ไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง หรือเฉลี่ยแล้วเกิดขึ้นทุกๆ 2-3 เดือน จนปลุกกระแสเรียกร้องกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดเสรีในเรื่องการซื้อขายอาวุธปืนจนสร้างสถิติเป็นประเทศมีผู้ครอบครองอาวุธปืนมากที่สุดในโลก เฉลี่ยแล้วใน 100 คนจะมีปืน 89 กระบอก หรือคิดคร่าวๆ ก็คือ 1 คนต่อปืน 1 กระบอก 
 
                      ขณะเดียวกัน จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยพิวและข้อมูลของสหประชาชาติพบว่า มีมะกันชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากปืนมากที่สุดในโลกเช่นกัน เฉลี่ยแล้วมากกว่าแคนาดา 6 เท่า มากกว่าสวีเดน 7 เท่า และมากกว่าเยอรมนีถึงเกือบ 16 เท่า
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      ผลการวิจัยพบว่า ระหว่างปี 2554 และ 2556 มีมะกันชนเสียชีวิตจากอาวุธปืนมากกว่าคนที่เสียชีวิตจากเอดส์ หรือการใช้ยาเสพติดเกินขนาดหรือการก่อการร้ายรวมกันเสียอีก และจากผลการสำรวจของเว็บไซต์ Motherjones.com ชี้ว่า การสังหารหมู่ครั้งใหญ่ๆ 61 ครั้ง ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2525-2555 มีถึง 49 ครั้ง ที่ฆาตกรซื้ออาวุธมาอย่างถูกกฎหมาย มีเพียง 11 ครั้ง ที่เป็นปืนเถื่อนอาวุธ และมีแค่ 1 ครั้ง ที่ไม่ทราบที่มาของอาวุธ
 
                      สถิติเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ไปในทางเดียวกันถึงความเกี่ยวข้องอย่างแทบแยกไม่ออกระหว่างการครอบครองปืนกับความรุนแรงจากปืน ถึงขนาดที่นักการเมืองชื่อดังบางคนยังต้องออกปากว่า "ยิ่งมีปืนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีคนตายมากขึ้นเท่านั้น” 
 
                      กระนั้น การรณรงค์ให้คุมเข้มการครอบครองปืนก็เป็นไปด้วยอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันด้วยความยากลำบากแสนเข็ญยิ่งกว่าฝ่าด่าน 18 อรหันต์ทองคำเสียอีก ในเมื่อมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ระบุชัดถึงสิทธิของประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความผิดปกติทางจิต ไม่มีประวัติอาชญากรรม มีอายุไม่น้อยกว่า 18 หรือ 21 ปี ให้สามารถเป็นเจ้าของปืนได้เพียงแค่ผ่านการตรวจสอบประวัติ และลงทะเบียนปืนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐว่าจะเปิดเสรีหรือเข้มงวดกวดขันมากน้อยเพียงใดในการซื้อขายอาวุธปืน
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2556 ประธานาธิบดีโอบามา พยายามผลักดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายการควบคุมอาวุธปืน แต่ก็ไม่สามารถฝ่าด่าน 18 อรหันต์ทองคำได้ โดยเฉพาะด่านของสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ (เอ็นอาร์เอ) ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ทรงอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในรัฐสภา ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่รายหนึ่งของพรรคตราช้างรีพับลิกัน เพื่อให้เป็นปราการด่านหน้าในการปกป้องผลประโยชน์มหาศาลของอุตสาหกรรมค้าอาวุธปืนที่สูงว่า 3 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2554
 
                      เอ็นอาร์เอและสมาคมต่างๆ ที่สนับสนุนการครอบครองปืนยืนกรานเสียงแข็งมาตลอดว่า “ความผิดไม่ได้อยู่ที่ปืน อยู่ที่ผู้ถือปืนต่างหาก“ ดัดแปลงมาจากสำนวนจีนที่ว่า ”ความผิดไม่ได้อยู่ที่หยก อยู่ที่ผู้ครอบครองหยก” พร้อมกับย้ำว่า “วิธีเดียวที่จะหยุดคนเลวหรือคนบ้าโรคจิตที่มีปืนได้ ก็คือต้องให้คนดีมีปืนไว้ป้องกันตัว” นอกเหนือจากยกระดับระบบความปลอดภัยในโรงเรียนหรือสถานที่ทำงาน
 
                      โดยการประลองกำลังครั้งล่าสุดมีขึ้นหลังเกิดเหตุสังหารหมู่ 26 ศพที่โรงเรียนประถมแซนดีฮุค เมืองนิวตัน รัฐคอนเนคติกัตเมื่อปลายปี 2555 ช่วงนั้นพรรคตราลาเดโมแครตยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ส.ว.ของ 2 พรรคได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเมื่อเดือนเมษายน 2556 ระบุให้ต้องตรวจสอบประวัติของคนซื้อปืนทุกคนก่อน รวมไปถึงผู้ที่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต แต่ปรากฏว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กลับไม่ผ่านการลงมติของวุฒิสภา ขาดเสียงสนับสนุนเพียง 5 เสียงเท่านั้น โดยส.ว.รีพับลิกัน 4 คนออกเสียงสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่ส.ว.ของเดโมแครต 4 คนกลับออกเสียงให้คว่ำร่างกฎหมาย
 
                      หลังจากนั้น การจะผลักดันร่างกฎหมายก็ยิ่งยากมากขึ้น เนื่องจากพรรคตราช้างได้หวนกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาและส.ว.ชุดใหม่นี้ล้วนแต่มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการควบคุมอาวุธปืนให้เข้มงวดมากขึ้น แม้กระทั่งมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาก็มีจุดยืนแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ผ่านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเด็ดขาด
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      เว็บไซต์ www.vox.com และฮัฟฟิงตัน โพสต์ได้ช่วยกันวิเคราะห์ถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้การผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืนแทบไม่มีความคืบหน้าว่า มาจากการวางยาของรัฐสภาที่ได้ลงมติเมื่อปี 2539 ห้ามศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ทำวิจัยเกี่ยวกับประเภทของความรุนแรงจากอาวุธปืน ซึ่งซีดีซีได้ตีความว่ากฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมถึงงานวิจัยเกือบทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนทุกประเภท แถมคำสั่งห้ามนี้ยังขยายความไปถึงสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นไอเอช) ที่ห้ามทำวิจัยถึงผลกระทบจากอาวุธปืนที่มีต่อสุขภาพของประชาชน
 
                      จอห์น เบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนซึ่งเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ถึงกับบอกว่าปืนไม่ใช่เชื้อโรค ดังนั้นซีดีซีซึ่งรับผิดชอบด้านการดูแลและควบคุมโรคก็ควรจะใส่ใจเฉพาะเรื่องสุขอนามัยของประชาชนเป็นพอ
 
                      ผลตามมาก็คือตั้งแต่ปี 2539-2555 ซีดีซีได้ลดทุนวิจัยว่าด้วยความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนลงถึง 96 เปอร์เซ็นต์     จากรายงานของกลุ่ม "เอฟรีทาวน์ ฟอร์ กัน เซฟตี้" หรือกลุ่ม "ทุกเมืองต้องปลอดภัยจากปืน” เผยว่า ในแต่ละปี เอกชนรายใหญ่ได้เจียดเงินทำวิจัยเรื่องการป้องกันความรุนแรงจากปืนราว 2 ล้านดอลลาร์ เทียบกับงบ 21 ล้านดอลลาร์ที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติทุ่มไปกับการศึกษาเรื่องอาการปวดหัวเมื่อปี 2554
 
                      ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยาหลายคนเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา เงินทุนสนับสนุนการทำวิจัยเรื่องผลกระทบจากปืน แทบจะเหือดหายไปสิ้นทั้งจากภาครัฐและเอกชน ขณะที่โครงการประกันสุขภาพของโอบามาหรือ "โอบามาแคร์” ก็จำกัดศักยภาพของแพทย์ที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของคนไข้ที่ใช้ปืน จนเมื่อเหลือจะอดทนอีกต่อไป สมาคมแพทย์แห่งอเมริกาจึงได้ล่าลายเซ็นแล้วยื่นต่อวุฒิสภาขอให้ออกมาตรการที่แข็งแกร่งพอที่จะลดความรุนแรงจากอาวุธปืน
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      ฮัฟฟิงตัน โพสต์รายงานว่า กลุ่มที่สนับสนุนอาวุธปืนอย่างเอ็นอาร์เอต่างกลัวว่า หากปล่อยให้มีการวิจัยเรื่องผลกระทบจากอาวุธปืน จะเปิดช่องให้รัฐสภาออกกฎหมายใหม่เพื่อคุมเข้มหรือถึงขั้นสั่งห้ามซื้อและครอบครองปืน โดยประเมินจากงานวิจัยในช่วงนั้นที่พบว่า แม้ในบ้านจะมีปืนแค่กระบอกเดียวก็อาจทำให้ตายได้ง่ายขึ้น ซึ่งเอ็นอาร์เอโต้ว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังจะให้มีการควบคุมอาวุธปืน และการวิจัยทำนองนี้ดีแต่จะเสียเวลาและเงินทอง    
 
                      อย่างไรก็ดี สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเริ่มมีเค้าปรากฏให้เห็นรางๆ หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ที่โรงเรียนประถมแซนดีฮุคเมื่อปลายปี 2555 เมื่อโอบามาชี้ว่าซีดีซีไม่ควรจะยึดถือคำสั่งห้ามนั้นแบบเถรตรงมากเกินไป นัยในคำพูดของโอบามาเท่ากับกระตุ้นความกล้าของซีดีซีและเอ็นไอเอชจนกล้าลุกขึ้นมาโต้แย้งจอห์น เบห์เนอร์ ว่าการควบคุมอาวุธไม่ใช่เชื้อโรค จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้และการวิจัยก็สามารถรักษาชีวิตของประชาชนจำนวนมากด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านประจักษ์พยานและการตระหนักรู้ ก่อนที่นักการเมืองจะนำไปต่อยอดด้วยการออกกฎหมายใหม่ๆ
 
                      ระหว่างนั้น ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลประเทศพัฒนาแล้วที่สามารถควบคุมอาวุธปืนได้ดีกว่าสหรัฐ อย่างออสเตรเลีย ที่เคยเกิดเหตุชายวัย 28 ปีคนหนึ่งใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติสังหารหมู่ 35 คนที่พอร์ท อาร์เธอร์ รัฐทาสมาเนียเมื่อปี 2539 ถือเป็นการสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศนี้ 
 
 
เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้
 
 
                      จากนั้นไม่นาน ส.ส.ก็พร้อมใจกันออกกฎหมายใหม่จำกัดประเภทของปืนที่ห้ามครอบครอง รวมไปถึงปืนอัตโนมัติ ปืนกึ่งอัตโนมัติ ไรเฟิลและปืนพก ตามด้วยโครงการซื้อปืนคืนจากเจ้าของปืน ปรากฏว่าได้ปืนคืน 650,000 กระบอก 
 
                      ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ผลตามมาก็คืออัตราการเสียชีวิตจากปืนลดลงอย่างเห็นได้ชัดราว 42 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 7 ปีหลังบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ขณะที่อัตราฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนเป็นอาวุธลดลงถึง 57 เปอร์เซ็นต์
 
                      กระนั้น พรรครีพับลิกันที่มีกลุ่มสนับสนุนการเป็นเจ้าของปืนเป็นเงาอยู่เบื้องหลัง ก็ยังไม่สนใจกระแสเรียกร้องนี้ 
 
                      เชื่อว่าประเด็นนี้คงจะเป็นประเด็นหาเสียงใหญ่ระหว่างพรรคตราลาเดโมแครตและพรรคตราช้างรีพับลิกันตลอดช่วงหนึ่งปีต่อแต่นี้ไป
 
 
 
 
--------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เบื้องหลังสหรัฐควบคุมอาวุธปืนไม่ได้ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)