
ชิดชัยยันไม่ยุ่งเกี่ยวพท.-ทักษิณ3ปีแล้ว
ชิดชัยยันไม่ยุ่งเกี่ยวพท.-ทักษิณ3ปีแล้ว แนะใช้เมตตาสร้างปรองดอง ขณะที่โฆษกรบ.เผยบิ๊กตู่อึดอัดกับวาทกรรมวิจารณ์กรธ.
9ต.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ปิดการรายงานตัวของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยในวันนี้มีสมาชิกมารายงานตัวทั้งสิ้น 17 คน อาทิ นายชัย ชิดชอบ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป นพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พ.ต.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตส.ส.สงขลา พรรคความหวังใหม่ นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
ทั้งนี้ ยอดรวม 4 วัน มีสมาชิกสปท.มารายงานตัวจำนวนทั้งสิ้น 196 คน ยังเหลือที่ไม่สามารถมารายงานได้อีก 4 คน คือ นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นายวัลลภ พริ้งพงษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยแจ้งว่าติดภารกิจอยู่ต่างประเทศจึงจะเข้ารายงานตัวในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ทั้งนี้ จะมีการเปิดประชุมสปท.นัดแรกในวันที่ 13 ต.ค.เวลา 09.30 น.วาระเพื่อเลือกประธานและรองประธานสปท.
ด้านพล.ต.อ.ชิดชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานตัว ว่า ต้องการเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปเรื่องการเกษตร ปัญหาน้ำกิน น้ำใช้ และเรื่องการบังคับการใช้กฎหมายที่อยากให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจนั้น ตนเคยเป็นประธานในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายตำรวจ ซึ่งเคยแก้ไขไปแล้วเมื่อปี 2547 ซึ่งในช่วงนั้นเป็นกฎหมายที่ดี แต่ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว คงจะต้องมีปรับปรุงแก้ไขใหม่ เพราะกฎหมายทุกฉบับไม่ใช่แก้ไขไม่ได้ พอถึงเวลาหนึ่งก็ต้องแก้ไข
เมื่อถามว่า การเป็นรองนายกรัฐมนตรีสมัยนายทักษิณ มีความลำบากใจในการทำงานหรือไม่ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า ไม่ลำบากใจ เพราะยึดมั่นความเป็นกลาง ความถูกต้องและมีจุดยืนที่ชัดเจน เมื่อถามย้ำว่าที่ผ่านมามีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ หรือไม่ พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาตนไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทยมานานแล้ว โดยหันมาทำธุรกิจส่วนตัว จึงหลีกเสี่ยงไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ และนายทักษิณก็ไม่ได้มีพูดคุยกัน ส่วนเรื่องการปรองดองนั้น ตนไม่รู้ แต่มองว่าตนชอบหลักทางพุทธศาสนาในการแก้ปัญหาจึงต้องใช้หลักความเมตตาในความปรองดอง แต่การกระทำที่ผิดกฎหมายต้องแยกออกจากกัน ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ไม่ใช่ว่าจะเอาเป็นเอาตายกันสามารถพูดคุยกันได้ ส่วนที่จะให้ตนเป็นผู้ประสานความปรองดองนั้น ศักยภาพของตนคงไม่ถึง เพราะอายุ 69 ปีแล้ว ผ่านมาครึ่งชีวิตแล้ว
'นรชิต'เผยกรธ.เล็งเพิ่มอำนาจ'สตง.'
นายนรชิต สิงหเสรี โฆษกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ. ครั้งที่ 4 ว่า ที่ประชุมได้ตั้งนายอัชพร จารุจินดา กรธ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกร่างบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นและจากการรวบรวม ระดมความเห็นของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวสามารถดำเนินงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญได้ทันทีที่มีการแต่งตั้งแล้ว และจะเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับ กรธ. และคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ
อย่างไรก็ตามในหลักการของการทำงาน ตนเข้าใจว่าอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัตินั้นจะนำความเห็นไปเขียนเนื้อหารอไว้ อาจมีจำนวน 2-3 ฉบับเพื่อให้ตัดสินใจ โดยอาจเว้นในบทสำคัญๆ เช่น บทว่าด้วยระบบนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารไว้ เพื่อรอการศึกษาจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รายละเอียดของบทบัญญัติที่ที่ประชุมกรธ. ตกผลึกแล้ว คือ จะคงบทบัญญัติหมวด 1 และหมวด2 ของร่างรัฐธรรมนูญ ปี2558 ไว้ แต่อาจนำมาทบทวนในบางมาตราได้
นายนรชิต กล่าวด้วยว่าสำหรับการวางกรอบการเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นที่ประชุมเพิ่มประเด็นส่วนการกำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกลไกการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น อาทิ ให้รัฐมีกลไกปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้รัฐสามารถปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงความสมดุลด้านการผลิต การมีงานทำ การอยู่ดีมีสุขของประชาชนและการคงอยู่ของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืน ขณะที่กลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ต้องมีกลไกป้องกันการสร้างความนิยมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดระบบเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว โดยเฉพาะต้องสร้างกลไกคุมพรรคการเมือง ให้ทำนโยบายที่อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
“การคุมพรรคการเมืองเรื่องนโยบายนั้น ไม่ได้ห้ามให้ทำนโยบายประชานิยม แต่เมื่อจะทำนโยบายใด ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเงินการคลังของประเทศ หรือเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนจะพิจารณาให้มีองค์กรใหม่มากำกับ หรือใช้องค์กรที่มีอยู่เดิม เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้ตกผลึก” นายนรชิต กล่าว
นายนรชิต กล่าวด้วยว่านอกจากนั้นยังได้วางกรอบให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า ที่ประชุมได้นำเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำโดยอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเทียบเคียง โดยเฉพาะมาตรา 88 ว่าด้วยข้อกำหนดให้รัฐต้องดำเนินนโยบายการเงิน การคลังและงบประมาณภาครัฐ และการใช้เงินอย่างคุ้มค่า จัดระบบภาษีอากรที่เป็นธรรม เกิดประโยชน์สูงสุด และให้มีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรา 193ว่าด้วยการใช้จ่าย การก่อหนี้และการก่อภาระทางการคลังที่มีผลผูกพันเงินแผ่นดินต้องเป็นไปเฉพาะที่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณบัญญัติไว้ และกำหนดให้คณะรัฐมนตรีรายงานการใช้จ่ายเงินและการโอนเงินที่ใช้ในรายการอื่นซึ่งจากการกำหนดไว้ในกฎหมายให้รัฐสภาทราบ 6 เดือน มาพิจารณา และมีข้อเสนอให้รัฐมีหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เบื้องต้นจะเพิ่มอำนาจดังกล่าวให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
13ต.ค.นี้เลือกปธ.-รองปธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ลงนามในหนังสือเชิญสมาชิก สปท. ประชุมสภาครั้งที่ 1/2558 ในวันที่ 13 ต.ค. เวลา 09.30 น. โดยมีวาระเพื่อรับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งสมาชิกสปท. และสมาชิกสปท.กล่าวปฏิญาณตน นอกจากนี้ยังมีวาระการพิจาณาเพื่อเลือกประธาน และรองประธานสปท.ด้วย
โฆษกรบ.เผยบิ๊กตู่อึดอัดกับวาทกรรมวิจารณ์กรธ.
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้สึกอึดอัดกับการแสดงออกของนักการเมือง นักวิชาการ และสื่อเลือกข้างบางกลุ่มที่ตั้งแง่และพยายามจับผิดการทำงานของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดความเห็นผ่านช่องทางที่ กรธ. จัดไว้ การแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อมวลชน อาจทำให้สังคมสับสนว่าเรื่องใดจริง เรื่องใดเป็นเพียงการตีความไปเอง หรือเรื่องใดเป็นความคิดเห็นเฉพาะตัว ไม่ได้มาจากข้อมูลรายละเอียดของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
“นายกรัฐมนตรีมองว่าพฤติกรรม รวมทั้งวาทกรรมต่างๆไม่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง และหากพิจารณาข้อสังเกตที่นักการเมือง นักวิชาการ และสื่อเลือกข้างพูดถึง ก็จะเห็นว่าวนเวียนอยู่เพียงแค่เรื่องอำนาจ ใครจะได้ใครจะสืบทอดอำนาจ ไม่ค่อยมีข้อความที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนย้ำว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ตลอดจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีเจตนาร่วมกันเพียงอย่างเดียวคือ การทำให้ประเทศชาติปลอดภัย เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในภายภาคหน้า โปรดอย่านำทัศนคติแบบนักการเมืองมาตัดสินหรือเหมารวมผู้อื่น ทุกท่านใน คสช. ล้วนผ่านตำแหน่งระดับสูง ผ่านการมีอำนาจและใช้อำนาจมา ไม่มีความจำเป็นต้องมาแสวงหาอำนาจใดๆอีกทั้งสิ้น” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาประเทศที่ถูกหมักหมมมานาน บางอย่างก็ถูกละเลย บ้างก็ถูกอ้างว่าทำไม่ได้แก้ไม่ได้ และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย บ้านเมืองตั้งตัวได้ มีความสงบเรียบร้อย มีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะเดินออกจากทำเนียบ มอบภาระของชาติให้นักการเมืองต่อไป
“นายกรัฐมนตรีฝากว่าเมื่อถึงเวลาการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนเลือกผู้แทนอย่างรอบคอบ มีเหตุมีผล อย่าปล่อยให้ใครมาแสวงประโยชน์จากสิทธิ์ของท่าน ขอให้มองประโยชน์ระยะยาวของชาติเป็นที่ตั้ง อย่าพึงพอใจแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น เพราะไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างมีสติ”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
วางกรอบศึกษาระบบที่มาส.ส.-ส.ว.
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฐานะประธานอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ เปิดเผยว่าอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ ได้มีการประชุมนัดแรกแล้ว โดยที่ประชุมเลือกตนเป็นประธาน อนุกรรมการ และเลือกพล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ กรธ. เป็นรองประธานอนุกรรมการฯ นอกจากนั้นที่ประชุมได้วางแนวทางพิจารณาศึกษาถึงระบบนิติบัญญัติที่ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เบื้องต้นจะให้รวบรวมข้อมูลซึ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวทั้งที่เคยมีใช้ในประเทศไทยและในระบบของต่างประเทศ เช่น การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประเทศไทยเคยใช้ ทั้งการเลือกตั้งคู่ขนานระหว่างส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ใช้มาก่อนหน้านี้ รวมถึงการเลือก ส.ส. ด้วยระบบสัดส่วนผสม ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่อดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน กมธ.ฯ มาพิจารณาในประเด็นต่างๆ ก่อนเสนอให้กับที่ประชุมกรธ.พิจารณา ขณะที่ระบบของวุฒิสภา จะยกประเด็นของอำนาจหน้าที่มาตั้งต้น หากให้อำนาจส.ว.เพียงแค่กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น อาจให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งหรือการสรรหา แต่หากให้อำนาจ ส.ว. ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือ ส.ส. ด้วย จำเป็นต้องหาจุดเชื่อมโยงกับประชาชน เช่นมาจากการเลือกตั้ง หรือด้วยวิธีที่เชื่อมโยงกับประชาชน เป็นต้น
นายประพันธ์ กล่าวด้วยว่า การศึกษาประเด็นด้านนิติบัญญัติ จะต้องนำไปเชื่อมโยงกับระบบที่มาของนายกฯ ด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นจุดสำคัญของกระบวนการนิติบัญญัติเช่นกัน แต่จะใช้ระบบวิธีใด ต้องรอให้อนุกรรมการศึกษาโครงสร้างด้านบริหารพิจารณาอีกครั้ง ส่วนระยะเวลาที่จะศึกษานั้น เบื้องต้นต้องทำให้รวดเร็ว ภายในเดือนตุลาคมนี้ หากเป็นไปได้ เพราะการวางโครงสร้างด้านนิติบัญญัติถือเป็นส่วนสำคัญต่อการทำร่างรัฐธรรมนูญ
“ระบบนิติบัญญัติหากได้ข้อรายละเอียดและวิธีการแล้ว จะต้องนำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นด้วย ว่า ประชาชนเห็นด้วยกับระบบใด หรือวิธีใด ทั้งการเลือกส.ส. หรือ ส.ว. “ นายประพันธ์ กล่าว
'ปริญญา'เชื่อคสช.หวังให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานนฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มธ. ให้สัมภาษณ์รายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงการร่างรัฐธรรมนูญว่า ว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็คือกรอบเดียวกัน แต่ 5 กรอบที่ออกมานั้นน่าสนใจคือ 1.สากลต้องยอมรับขณะเดียวกันต้องมีวิถีไทย คือการบอกว่า ต้องให้สังคมยอมรับแปลว่ารัฐธรรมนูญ ถ้าสากลยอมรับมันก็ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยตามสมควร 2.เรื่องของความปรองดอง 3.เรื่องของการไม่มีประชานิยม อย่าเอาเรื่องของการอ่อยเหยื่อประชาชนมาใช้เป็นเส้นทางขึ้นสู่อำนาจ 4.เรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต 5.ประชาชนมีส่วนร่วม ความจริงถ้าทำตามกรอบที่ว่านี้ ผมว่า รัฐธรรมนูญจะดีกว่า ฉบับที่ตกไป แค่เอากรอบที่ 1 ให้สากลยอมรับมันก็ต้องประชาธิปไตย ส่วนข้อสุดท้ายให้ประชาชนมีส่วนร่วม ข้อ 5 มันก็จะทำให้ดี กว่าฉบับที่ผ่านมา แต่จริงๆแล้ว การขึ้นมาแบบนี้มันเหมือนเป็นสัญญาประชาคม พอคนเขาติดตามดู เขาก็ดู ว่าที่สัญญาไว้มันทำไปแค่ไหนอย่างไร การที่เขาประกาศเป็นแนวทางแบบนี้ ออกมาผมว่ามันเป็นเหมือนกับสัญญาประชาคม เป็นกรอบในการทำงานต่อจะให้มีแต่ คนก็จะตรวจสอบว่ามันเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นไว้อย่างไร
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ข้อที่ต้องติดตามที่ตนยังไม่เห็นคำตอบชัดเจนว่าตกลงแล้วจะเริ่มต้นใหม่หมด หรือจะเอาร่าง ของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาเดินหน้าต่อเลย ฟังดูเหมือน เอาฉบับปี 2540 ฉบับปี 2550 และร่างของ อ.บวรศักดิ์ มาเป็นต้นร่าง แต่ต้นร่างจริง ๆ มันต้องมี 1 ตัว แล้วจะเอาตัวไหน ตอนร่างปี 50 เขาเอาปี 40 มีตั้ง แล้วตอนนี้จะเอาร่างฉบับไหนมาเป็นตัวตั้ง
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ตนคิดว่า ในตัวของคณะบุคคลที่ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะมีความเป็นเอกภาพมากกว่าชุดของ อ.บวรศักดิ์ อย่างแน่นอน คือ ตอนร่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของ อ.บวรศักดิ์ ที่มา มันหลากหลาย สปช.มา 20 คน , สนช.มา 5 คน , ครม.มา 5 คน , และ คสช. อีก 5 คน และประธานก็มาจาก คสช. เรื่องนี้เองตนเข้าใจว่า เผลอๆ คสช.ก็สรุปว่าเป็นสาเหตุหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากว่าไม่มีความเป็นเอกภาพในตัวบุคคลที่ยกร่าง สุดท้ายก็ต้องยกมือโหวต ดังนั้นในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เขาจึงให้ มาจาก คสช.โดยตรง และในตอนปิดห้องคุยกัน ของนายมีชัย ฤชุพันธ์ กับนายกฯ ก็เรื่องทีมงาน และเรื่องของกระบวนการ
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ บอกว่าจะออกมาดีกว่าของ อ.บวรศักดิ์ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือความเป็นเอกภาพของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าทำตามกรอบที่ว่า 5 ข้อ แล้วจะวิเคราะห์ ออกว่าร่าง ของ อ.บวศักดิ์ ตกไปเพระเหตุใด ทำไมคนถึงไม่ยอมรับ จนทำให้ ต้องตกไป แล้วไปแก้จุดนั้น ตนเชื่อว่า ร่างที่ออกมาใหม่ จะ ดีกว่า ฉบับที่ตกไป
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า ขอวิเคราะห์ว่า แบบนี้ รัฐบาลต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ดังนั้น จะร่างอย่างไรให้ผ่าน คือต้องให้คนยอมรับ ทำอย่างไรให้คนยอมรับ ก็ต้องทำให้มีปัญหาน้อยลงกว่าที่ผ่านมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจึงเชื่อได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะดีกว่าฉบับที่ตกไป และในคราวนี้ มันไม่มีปุ่มให้กดคว่ำเหมือนกับในร่างที่แล้ว ครั้งนี้ยิงตรงไปที่ประชามติ
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องติดตามดู ที่พูดไปข้างต้น มันเป็นการคาดการณ์ จะรู้ว่า อยากให้ ผ่านหรือไม่อยากให้ผ่านต้องรอดูเรื่องนี้ รอดูว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 257 หรือไม่ มันมีปัญหาอยู่ 2 เรื่อง 1.ถ้าไม่ผ่านขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น จนถึงตอนนี้ยังเป็นความลับดำมืดอยู่ เพราะในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้เฉพาะกรณีที่มันผ่าน ถ้าไม่ผ่านเกิดอะไรขึ้น ยังไม่ได้เขียน ถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาโดยที่ไม่เขียนไว้ปัญหาจะเกิดอะไรขึ้นกับ คสช. เสียงเรียกร้องทุกอย่างจะพุ่งเป้าไปที่ คสช.ทั้งหมด ประมาณว่าให้เลือกตั้งภายใน 1-2 เดือน แต่ถ้าเขียนไว้ชัดเจน ว่าถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอะไร มันก็จะเป็นไปตามนั้นก่อนลงประชามติ ตนจึงเชื่อว่า คสช.จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วแนวโน้มคิดว่า ถ้าไม่ผ่านขึ้นมา เขาจะร่างใหม่ครั้งที่ 3 หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านอาจจะให้ คสช. หยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นประกาศใช้ ผมเชื่อว่าเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วเขาเขียนแบบนีเพื่อให้มันผ่าน ถ้าหาว่า ตัวร่างรัฐธรรมนูญพอรับได้ ก็ เลือกเอาฉบับใดฉบับหนึ่งที่ คสช.หยิบออกมา และเรื่องเสียงข้างมากของประชามติ ตอนนี้มันคลุมเคลือ ตกลงมันเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หรือผู้มาใช้สิทธิ์ ถ้าเป็นอย่างตัวหนังสือที่เขียนอยู่ อ.มีชัย ท่านก็ตีความแล้ว ว่าเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ แต่ถ้าหาว่าไม่แก้ไข มันเกิดปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะคนที่เขาไม่อยากให้ผ่านหรือคนที่เขาคัดค้านก็จะบอกว่า ต้องเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ แล้วถ้ามันผ่านโดยที่ไม่ถึงเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้มีสิทธิ์ มี 47 ล้านคน ผมเชื่อว่า 2 ข้อนี้เขาต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้น



