
เสธ.อู้หนุนทินพันธุ์นั่งหัวโต๊ะสปท.
เสธ.อู้หนุนทินพันธุ์นั่งหัวโต๊ะสปท. มาแรงเหตุสนิทสนมกองทัพ-สปท.
8ต.ค.2558 ที่รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.)กล่าวภายหลังรายงานตัวเป็นสปท. ว่า ตนได้รับความไว้วางใจให้ทำงานผลักดันการปฏิรูปประเทศถือเป็นงานที่สำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการปฏิรูปต้องทำในทุกมิติเพื่อให้เกิดการผลักดันในอนาคตต่อไปและถือเป็นภารกิจสำคัญของสปท.ทั้ง 200 คนที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ การผลักดันต้องร่วมกันผลักดันในทุกมิติให้สมบูรณ์ครบ 20 เดือน ก่อนที่จะส่งมอบให้รัฐบาลใหม่ ซึ่งเรายังไม่รู้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่บังคับใช้จะกำหนดให้มีหน่วยงานมาทำเรื่องนี้โดยตรงหรือไม่ หากไม่รัฐบาลใหม่ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นที่สำคัญของสปท.อยู่ที่การร่างข้อบังคับการประชุมที่ถือเป็นหัวใจของสปท. เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานว่าจะเป็นแบบไหน จะทำงานแบบเดิมคือการประชุมอภิปราย หรือ การตั้งคณะกรรมาธิการแต่ละด้านมารับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะตอบได้ในอีก 1-2 วันหลังร่างข้อบังคับเสร็จแล้ว ส่วนตน อยากปฏิรูปด้านการเมืองและพลังงานแต่ก็ต้องให้ความสำคัญในทุกเรื่อง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นประธานสปท.นั้น ตนเห็นว่าสมาชิกสปท.ทั้ง 200 คนมีความเหมาะสมทั้งหมด แต่คนที่จะทำหน้าที่ประธานคุณสมบัติต้องมีความรู้รอบด้าน และต้องเสียสละ ทุ่มเททำงานมากกว่าคนอื่น รวมถึงยังต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ดังนั้น ส่วนตนเห็นว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ สมาชิกสปท. มีความเหมาะสม เนื่องจากมีความรอบรู้ทางวิชาการ โดยเฉพาะทางรัฐศาสตร์ และยังมีประสบการณ์ เป็นทั้งฝ่ายบริหารและรัฐสภามาแล้ว สามารถทำหน้าที่นั่งหัวโต๊ะได้แน่นอน
มาแรงเผยเหตุสนิทสนมกองทัพ-สปท .
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ว่า ขณะนี้ได้มีกระแสจากสมาชิกสปท. ในการหาผู้ที่เหมาะสมจะมาเป็นประธานสปท. รองประธาน สปท.คนที่1 และคนที่ 2 โดยล่าสุดทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประสานมา สมาชิกสปท.สายทหาร และ สายที่มาจากอดีต สปช.ได้ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ให้เดินสายประสานสมาชิก สปท.ให้สนับสนุน ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร และอดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธาน สปท. เนื่องจากมีประวัติดี มีสานสัมพันธ์กับทหาร จบโรงเรียนนายร้อย จปร. และเป็นนักวิชาการที่โอนย้ายจากรับราชการทหารมาเป็นอาจารย์ที่นิด้า มีความเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ อีกทั้งเคยผ่าน ตำแหน่ง ส.ว.ปี2531 และ ส.ว. ปี2535 และ สนช.ปี2534 แต่ทั้งนี้อาจติดปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย เนื่องจากร.อ.ทินพันธุ์มีอายุ 81 ปี อาจจะมีปัญหาถ้าต้องทำหน้าที่ประธานบนบัลลังก์เป็นเวลานานๆ
ส่วนตำแหน่งรองประธานสปท.คนที่1 มีการวางตัวให้พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ และเป็นอดีตสปช.สมัยที่แล้ว ซึ่งเดิมถูกวางตัวให้นั่งตำแหน่งประธานสปท. มาเป็นรองประธานสปท.คนที่1 ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสปท.คนที่ 2 ได้วางตัวให้โควตาผู้หญิงมาดำรงตำแหน่งโดยเห็นว่า น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ มีความเหมาะสม เนื่องจากเคยเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อย่างไรก็ตาม สมาชิกสปท.ที่เป็นอดีตสปช. ส่วนหนึ่งเตรียมที่จะเสนอแนวทางการเลือกประธานสปท.ในที่ประชุมวันที่ 13 ต.ค. ว่า ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นประธานและรองประธานนั้น ควรมีคุณสมบัติเป็นนักปฏิบัติในเรื่องการปฏิรูป เป็นนักบริหาร รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี และกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เพราะสปท.จะเป็นสภาปฏิบัติการ ต้องดำเนินการปฏิรูปทั้ง 46 ประเด็นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายในระยะเวลาที่จำกัด แต่ไม่เห็นด้วยหากเงื่อนไขการเลือกประธานจะยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติหรือการเลือกตามความอาวุโสหรือสายสัมพันธ์ ยิ่งถ้าได้ผู้ที่เคยเป็นอดีตสปช.จะถือว่าเหมาะสม เนื่องจากถือว่าได้ผ่านการทำงานเป็นสปช.มาแล้ว เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็จะสามารถต่อยอดจากงานเดิมได้ทันที ส่วนตำแหน่งรองประธานก็สามารถเป็นสมาชิกที่มาใหม่ก็ได้
พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิกสปท. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าร.อ.ทินพันธุ์มีความเหมาะสมทำหน้าที่ประธานสปท. เพราะเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์ ผ่านการทำงานมามากมาย เคยเป็นอดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุจินดา รวมถึงในระยะที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างความปรองดอง เราต้องการผู้หลักผู้ใหญ่ เนื่องจากในสปท.มีสมาชิกที่มีแนวคิดไม่ตรงกัน จึงเห็นว่าตัวประธานควรเป็นผู้ใหญ่จึงจะมีความเหมาะสม
ด้านน.ส.วลัยรัตน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสมาชิกสปท. แต่ถ้าจะให้ทำหน้าที่ก็พร้อมที่จะทำเราเป็นคนไทยก็ต้องทำเพื่อประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยทำหน้าที่ประธานในการประชุม สมัยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมาก่อน



