ข่าว

'วิษณุ'มีวิธีจัดการ'ปู'ไม่จ่าย'จำนำข้าว'

'วิษณุ'มีวิธีจัดการ'ปู'ไม่จ่าย'จำนำข้าว'

08 ต.ค. 2558

'วิษณุ' เผย มีวิธีจัดการ หาก 'ยิ่งลักษณ์' เพิกเฉย หลังโดนคำสั่งทางปกครอง ให้จ่ายค่าเสียหาย 'จำนำข้าว' แจง ฟันหัวขบวนก่อนสาวลงไปส่วนหาง ปัดความเห็น 'นิรโทษกรรม'

 
                      8 ต.ค. 58  เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งทางปกครอง เพื่อบังคับให้ชำระค่าเสียหาย จากนั้นผู้ถูกฟ้องสามารถฟ้องกลับต่อศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของนายกฯ แต่หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิกเฉยไม่จ่าย และไม่ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของนายกฯ นั้น แน่นอนว่า ยังสามารถบังคับคดีได้ ซึ่งเป็นกระบวนการของทางศาล แต่ตนยังไม่ขอบอก เอาเป็นว่าจัดการได้แล้วกัน ทั้งนี้ คำสั่งทางปกครองของนายกฯ ก็มีผลเหมือนกับศาลตัดสิน โดยมีกำหนดระยะเวลาตามปกติทั่วไปในการยึดทรัพย์ หรือบังคับคดี ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการฟ้องร้อง แต่กลับมีการดำเนินการกับหัวขบวนก่อนนั้นมี 2 อย่าง คือ 1. ดำเนินคดีกับหัวขบวนก่อน และ 2. ดำเนินการกับหางขบวนก่อน แต่เรื่องนี้ต้องเอาหัวขบวนก่อน เพราะอายุความจะครบกำหนดเร็วกว่า และยังมีเรื่อง ป.ป.ช. ส่งเรื่องมาให้ดำเนินการ ถ้าไม่ทำไปก่อนก็จะเกิดปัญหา ส่วนกรณีหางขบวน ป.ป.ช. ก็ไม่เคยส่งเรื่องมาให้ดำเนินการ และยังเหลือระยะเวลาในการพิจารณา ซึ่งถ้าฟ้องศาลก็จะเป็นคนละคดี คนละข้อหา
 
                      "หัวขบวนนั้นถ้าจะอุปมาก็เหมือนกับตัวการ แต่ส่วนหางขบวนเป็นผู้สนับสนุน ถ้าไม่ฟ้องตัวการก่อนแล้วจะบอกได้อย่างไรว่าผู้สนับสนุนมีความผิด มันก็ต้องเริ่มต้นตรงนั้นก่อนแล้วมันถึงจะสาวลงไปได้ต่อ"
 
                      เมื่อถามว่า เหตุใดจึงเจาะจงเฉพาะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะรัฐบาลในอดีตก็ทำลักษณะนี้เช่นเดียวกัน นายวิษณุ กล่าวว่า เพราะ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมาให้ดำเนินการว่ามีผู้กระทำผิดจนกระทั่งถูกถอดถอน จึงต้องดำเนินการต่อไปในทางแพ่งและอาญา ส่วนรายอื่นไม่มีที่ ป.ป.ช.ส่งมา
 
                      เมื่อถามว่า คำสั่งทางปกครองที่นายกฯ ลงนามมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับคำสั่งศาลเลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่เอาเป็นว่ามีวิธีบังคับได้ แต่คงไม่บอก ปล่อยให้อีกฝ่ายไปปรึกษาทนายเอาเองบ้าง ทำไมต้องให้ผมบอกไปหมด”
 
                      นายวิษณุ กล่าวว่า คดีแบบนี้เกิดขึ้นมาเยอะ เท่าที่ตนทราบ มีทั้งหมด 300 กว่ารายที่โดนคำสั่งทางปกครอง แล้วถ้าจำเลยไม่พอใจก็ไปฟ้องศาลเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งศาลก็ตัดสินให้บางคนผิดและได้เพิกถอนตามที่บางคนฟ้องร้อง และคคีนี้คงไม่เป็นคดีประวัติศาสตร์อะไร
 
                      เมื่อถามว่า หากกรณีนี้มีการฟ้องร้องเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งศาลปกครองเวลาที่ยืดเยื้อในชั้นศาลจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จะต้องเสียหรือไม่ ให้ย้อนไปดูคำสั่งทางปกครองที่สั่งว่าจะต้องชดใช้เท่าไหร่ ซึ่งหากจำเลยเมื่อกลายมาเป็นโจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง หากศาลยอมเพิกถอนให้ก็ต้องเพิกถอนทั้งหมด แต่ถ้าศาลไม่เพิกถอนให้ ก็ต้องจ่ายตามที่คำสั่งระบุไว้ จึงมีความแตกต่างจากคดีที่เคยฟ้องร้องกันทั่วไป แต่ขณะนี้เรื่องยังต้องเดินไปอีกยาว ยังไม่ต้องเตรียมตัวกันขณะนี้
 
 
 
ไม่คิดแก้ 'รธน.ชั่วคราว' ยืดอายุการทำงาน 'กรธ.'
 
 
                      นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องการให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ว่า ตนคงไม่ต้องไปพูดคุยเพื่อให้นายบวรศักดิ์รับตำแหน่งดังกล่าว เพราะตนไม่ได้เป็นคนเชิญ ส่วนกรณีแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวหากร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยไม่ผ่านประชามติ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าจำเป็นก็ต้องแก้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำตอบ มันก็เลยต้องสร้างคำตอบขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบดำเนินการ เพราะหากทำเร็วก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณอีกหรือไม่ว่าดูท่าว่าจะไม่ผ่าน ซึ่งร่างฯ ฉบับใหม่นั้นก็ควรจะผ่านประชามติ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังขาในเรื่องของการนับคะแนนเสียงประชามตินั้น ตนไม่เคยกังขา เพราะที่เขียนไว้มันชัดเจนว่าให้นับคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ เว้นแต่จะแก้เรื่องอื่นก็จะแก้เรื่องนี้ด้วย แต่หากไม่มีเรื่องอื่นเรื่องนี้ไม่แก้
 
                      เมื่อถามว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวจริง จะมีการแก้ขยายเวลาในการร่างให้ กรธ.ด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่คิดว่าไม่ควร ซึ่งนายมีชัยบอกว่าไม่ได้บ่นว่าจะขอขยายเวลาเพียงแต่พูดให้ฟังว่า 180 วัน ยังไปเร่งรัดให้ร่างเสร็จเร็วๆ เอาเข้าจริงกรุณาทราบด้วยว่ามันเหลือเพียง 120 วันเท่านั้น ความหมายของนายมีชัยคือแบบนั้น ไม่ได้มาบ่นอะไร อย่างไรก็ตาม การที่นายมีชัยจะไปเชิญนายบวรศักดิ์มาเป็นที่ปรึกษาเหมาะสมหรือไม่นั้น ตนไม่ขอตอบ เพราะตนไม่ได้เป็นคนเชิญ เป็นเรื่องของ กรธ. ซึ่งที่ปรึกษา กรธ.มีได้ไม่เกิน 9 คน ซึ่งตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 34/2558 ระบุให้คำนึงถึงบุคคลที่เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และร่างรัฐธรรมนูญ 2558 เอามาเป็นที่ปรึกษา กรธ.เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงตามที่สังคมเรียกร้องว่าให้ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่กล่าวมานั้น เพื่อให้การร่างใหม่รวดเร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครไปบังคับว่าต้องยึดโยงกับ 3 ฉบับนั้น แต่การเอาคนที่เคยนั่งร่างฯ 3 ฉบับ นั้นมาอธิบายหรือตอบคำถามว่าเขียนเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ทำไม หรือเรื่องนายกฯ ต้องเป็นหรือไม่เป็น ส.ส. หรือเรื่ององค์กรอิสระ ซึ่งนายมีชัยจึงระบุว่าให้เอาคนที่เป็นเลขากรรมาธิการร่างฯ ในแต่ละชุดมาจะดีกว่า ซึ่งเลขาฯ กรรมาธิการยกร่างฯ ปี 2540 ก็คือ นายบวรศักดิ์ ไม่ใช่เพราะนายบวรศักดิ์เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ ปี 2558 ส่วนเลขาฯ กรรมาธิการร่างฯ ปี 2550 คือ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ส่วนเลขาฯ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 คือ นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลยเอาทั้ง 3 คนมาจะดีกว่า จะได้มาตอบแทนกรรมาธิการในแต่ละชุด นี่คือไอเดียของ กรธ.
 
                      "คำว่าที่ปรึกษาอย่าไปนึกว่ามาปรึกษาเนื้อหา บางคนมาเล่าเรื่องราวให้ฟังว่าในอดีตเคยทำยังไง กับปรึกษาเรื่องเทคนิคการรับฟังความเห็น การทำประชามติและอีกหลายเรื่อง อย่าไปคิดว่าต้องมาเป็นที่ปรึกษาเนื้อหาอย่างเดียว"
 
                      นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนรายชื่อแต่ละคนจะร้องยี้หรือไม่นั้น ไม่สำคัญ ตัวคนไม่สำคัญเท่าตัวเรื่องที่เขาจะมาเล่าต่างหาก ซึ่งถ้าใน 3 คนนี้ไม่รับเป็นที่ปรึกษาก็สามารถเชิญกรรมการคนที่เหลือได้ รวมถึงยังสามารถยังสามารถเชิญบุคคลที่ไม่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนเลยก็ได้
 
                      เมื่อถามว่า ได้แนะนำนายมีชัยหรือไม่ว่าควรนำใครมาเป็นที่ปรึกษา นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้แนะนำ ไม่กล้าไปแนะนำ เพราะทำไม่ได้ เนื่องจากนายมีชัยจะต้องไปถามกรรมการที่เหลืออีก 20 คน ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิษณุสามารถเป็นที่ปรึกษาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่ว่าตนไม่เป็น
 
                      เมื่อถามว่า ตัวนายวิษณุก็มีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นที่ปรึกษา นายวิษณุ กล่าวสั้นๆ ว่า “คงไม่เหมาะ”
 
 
 
ปัดออกความเห็นนิรโทษกรรม
 
 
                      นายวิษณุ กล่าวกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ออกมาเสนอเรื่องนิรโทษกรรมในช่วงที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  กำลังเริ่มต้นทำงานว่าจะเป็นอุปสรรคในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือไม่ ว่า ไม่ทราบ กระแสข่าวมาจากใครก็ไปถามจากคนนั้น ตนตอบไม่ถูก เพราะกระแสไม่ได้มาจากตน จะไปตอบว่ามีกระแสแล้วจะไปโต้กระแสทันทีไม่ได้
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตเมื่อมีการนิรโทษกรรมแล้วคนในประเทศกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า ตนรับทราบ และ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พูดมาตลอดว่า ขั้นตอนการดำเนินการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่เข้ามาสู่กระบวนการ 2. กลุ่มที่เข้ามาสู่กระบวนการแล้วจบ และ 3. กลุ่มที่หนีกระบวนการ ซึ่งต้องจัดลำดับว่าใครอยู่ในกระบวนการใด เพราะจะมีมาตรการคนละอย่างกัน ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้นไม่ทราบ ยังไม่ได้คิด และยังคิดไม่ออกและไม่เคยคิด
 
                      ต่อข้อถามที่ว่า รัฐบาลระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ในขณะที่ตัวบุคคลที่เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานยังเป็นข้าราชการกลุ่มเดิมๆ แล้วประชาชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อ สปท.มี 200 คน ก็เข้ามาทั้ง 200 คน ส่วนเขาจะไปหาวิธีที่จะขยายไปให้ถึง 2 พัน 2 หมื่น 2 แสนคน เพราะนำคนเข้ามามีส่วนร่วมถึง 2 แสนคนเข้ามาร่วมทั้งหมดไม่ได้อยู่แล้ว