ข่าว

‘นายกฯ’เร่งแก้ปัญหาหมอกควันใต้

‘นายกฯ’เร่งแก้ปัญหาหมอกควันใต้

08 ต.ค. 2558

‘นายกฯ’ เร่งแก้ปัญหาหมอกควันภาคใต้ ปัด ‘บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู’ ขัดแย้ง ลั่นตราบใดยืนอยู่ตรงนี้ต้องไม่มีแตกแยก โยน กรธ.ตั้งที่ปรึกษา ขอทุกคนช่วยทำให้บ้านเมืองสงบ

 
       8 ต.ค.58 เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการแก้ปัญหาหมอกควันบริเวณหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ว่า เบื้องต้นทำได้เพียงแค่ฉีดน้ำเลี้ยงไว้ และคงต้องส่งคนไปดับไฟที่ประเทศประเทศอินโดนิเซียซึ่งเป็นประเทศต้นทาง อย่างไรก็ตามตนแจ้งไปยังประเทศต้นทางแล้ว ว่าประเทศไทยกำลังแก้ปัญหาอยู่ ซึ่งก็เชื่อว่าเขาก็ไม่อยากให้เกิดไฟไหม้ขึ้นมา แต่ปัญหามาจากมีคนบุกรุกป่ามากๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ เพราะทุกคนมุ่งทำแต่การเกษตรเพียงอย่างเดียว
  
       “คนในระดับผู้มีรายได้น้อยนั้น เขาคิดอะไรไม่ออก ก็ทำตามวัฒนธรรม ตามครอบครัวกันมา เราต้องสร้างวิสัยทัศน์ให้เขาใหม่ ซึ่งรัฐบาลนี้ทำทุกอย่าง ให้ความรู้แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่พยายามบิดเบือน ว่าจะเป็นการทำลายวัฒนธรรมบ้าง ใครจะปลูกข้าวให้กินข้าวบ้าง ประเด็นอยู่ที่ปลูกแล้วจะได้ข้าวหรือไม่ ถ้ามีน้ำพอก็ปลูกไป ผมไม่ได้ห้าม แต่ถ้าไม่มีน้ำแล้วยังยืนยันจะปลูก แล้วก็มาเรียกร้องค่าเยียวยา มันเป็นธรรมหรือไม่ นี่คือประเด็นของผม ซึ่งต้องสร้างการเรียนรู้ให้ประชาชนเขา อย่าเอาแต่ข่าวไปตี กลับไปกลับมา มันทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ทุจริตคือทุจริต ก็ไปตรวจสอบมา หาหลักฐานไปฟ้องไปแจ้งความ แล้วผมจะตรวจสอบให้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
  
       อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงปัญหาสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หมอกควัน ว่า ทางจังหวัดจะจัดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดไว้ดูแล ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งศูนย์สำหรับดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันโดยตรงแล้ว
  
       “ก็ทำเหมือนทุกปี ภาคเหนือก็เกิดไม่ใช่หรือ เกิดในประเทศเราด้วย วันนี้ประเทศใต้เราอย่างมาเลเซียก็เจอก่อนเรา เพราะมันมาจากทางด้านนู้น ตอนนี้ขึ้นมาถึงทางภาคใต้ วันหน้าต้องระวัง ถ้ามันเยอะขึ้น ก็คงขึ้นมาภาคกลาง จึงต้องแก้ไขจากต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เราจะไปแก้อะไรได้ตอนนี้ ก็ต้องดูและสาธารณสุขคนของเราให้ดี แจกหน้ากากอนามัยให้ใส่กัน ไม่จำเป็นก็อย่าออกไปข้างนอก อย่าไปสูบบุหรี่เพิ่ม อย่าไปในพื้นที่ที่มีควัน สอนเขาแบบนี้ อย่าไปพูดในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ปัด ‘บิ๊กโด่ง-บิ๊กหมู’ ขัดแย้ง ชี้แค่ความคิดคนละตำรา
 
 
       เมื่อเวลา 11.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและอดีต ผบ.ทบ. กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. หลังพล.อ.ธีรชัย สั่งทุบกำแพงปรับภูมิทัศน์ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ภายหลังพล.อ.อุดมเดชเกษียณ ว่า มันคนละเรื่อง ไม่ได้ยุแยกแตกคออะไร มันแยกกันไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งมันคนละตำรามั้ง เอาง่ายๆอย่างนี้เลย 
 
       เมื่อถามว่า จะเป็นการสูญเสียงบประมาณหรือไม่ เพราะยังสร้างไม่ถึงปี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาไปคุยกันเอง อย่าไปยุ่งกับเขา ตนไม่ใช่ผบ.ทบ.นะ ถ้าไม่ดีเดี๋ยวเขาก็สอบกันเอง ให้เขาทำงานกันบ้าง
 
       เมื่อถามว่า นายกฯมองเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่มอง จะมองทำไม ไม่ได้เข้าไปที่ บก.ทบ.เป็นปีแล้ว เพราะไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.
 
       เมื่อถามว่า ยืนอยู่ตรงนี้ มองลงไปรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องคนละความคิด แต่ไม่ได้ทะเลาะกัน เป็นเพื่อนกันจะทะเลาะกันได้อย่างไร “ผมอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ทะเลาะกันไม่ได้อยู่แล้ว เว้นแต่สื่อไปเขียนให้ทะเลาะกัน“ เอาอย่างนี้พอแล้ว
 
       เมื่อถามว่า มั่นใจใช่ไหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ดูแลได้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ”ผมเป็นคนดูแลทั้งหมด ทำไมจะต้องเป็นคนโน้นคนนี้ ท่านก็ดูในกรอบของท่าน ส่วนผมดูแลข้างบน ทำไมจะดูแลไม่ได้ มันจะแตกแยกกันตรงไหน มันจะสนิมในเนื้อบ้าบอคอแตก อย่างที่เขียนกันมาหรอ ตราบใดที่ผมอยู่สั่งได้หมด ทำไมจะมีการปฏิวัติ รัฐประหารหรืออย่างไร”
 
 
‘นายกฯ’ โยน กรธ.ตั้งที่ปรึกษา ขอทุกคนช่วยทำให้บ้านเมืองสงบ
 
 
       เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงการตั้งที่ปรึกษา 9 คน ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยมีชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ว่า แล้วแต่ทาง กรธ. หากมีคุณสมบัติก็เชิญเข้ามา ตนไม่ได้ห้าม รัฐธรรมนูญเขียนไว้หรือเปล่าว่าห้าม ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวแก้ไขใหม่ก็ไม่ห้าม ทุกคนมีคุณสมบัติ มีความสามารถทั้งนั้น อาจจะดีด้วยซ้ำเพราะนายบวรศักดิ์ อยู่ในกมธ.ยกร่างฯ ชุดเดิมที่ยกร่างมา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ก็บอกแล้วว่าจะนำรัฐธรรมนูญฉบับนั้นฉบับนี้มาพิจารณาผสมกัน โดยการนำมาศึกษาก่อน แล้วจะอย่างไรกันต่อไป ซึ่งท่านก็ยังไม่ได้ตอบซักอย่าง จะให้ตนตอบได้อย่างไร เพราะไม่ใช่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง 5 หลักการในการร่างรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไปแล้ว ซึ่งก็ตรงกัน จะเอาอะไรอีก
  
       “รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งสำคัญ เป็นกฎหมายหลักของชาติ แต่มันไม่ใช่แก้ไขทุกอย่างได้ ผมจะบอกให้ มันอยู่ที่ใจคนทุกคน อยู่ที่ใจ นักการเมืองทุกคน ข้าราชการทุกคน ประชาชนทุกคน ต้องช่วยทำให้บ้านเมืองนี้สงบ และเคลื่อนไปข้างหน้า กฎหมายอะไรก็เอาไม่อยู่ทั้งนั้น ถ้ายังเป็นแบบเดิม มันมีกฎหมายเป็นร้อยข้อ ยังเดินขบวนกันมา 6 เดือน ต้องไปดูตรงโน้นจะแก้อย่างไร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย พูดอยู่นั่น อะไรคือประชาธิปไตย มีสิทธิ มีเสียง พูดทุกอย่างได้ จะเขียนด่าใครก็ได้ อยากทำอย่างนั้นต่อไปก็เชิญ ตามใจ จรรยาบรรณเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ผมต้องมีจรรยาบรรณกับทุกคน คนอื่นไม่ต้องมีหรือไง ผมไม่รู้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ย้ำต้องมีกลไกบรรเทาโทษ-นิรโทษฯ เมินพวกแกล้งตาย ลั่นใครทำผิดก.ม.ต้องโดนจับ
 
 
       เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงหลักเกณฑ์ และระยะเวลาของแนวคิดการนิรโทษกรรมเพื่อความปรองดองว่า “ทำไม ที่พูดเมื่อวาน (7 ตุลาคม) มันผิดตรงไหน เรื่องนี้ไม่มีระยะเวลา แต่วันนี้ได้เริ่มทำปฏิรูปแล้ว” ไม่ใช่ตนไม่ทำ ได้สั่งการพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาทำการปฏิรูปของเขาในระยะที่ 1 เดิมจะจบอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีเวลา 6-4-6-4 ก็ยังมีเวลาอีก ยืนยันว่าช่วงแรกตนทำเรื่องการปฏิรูปอยู่แล้วทุกกระทรวง จะเห็นได้ว่าการบริหารราชการจะมีซุปเปอร์บอร์ด ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมี คณะกรรมการต่างๆ หลายชุด มีการปรับไปบ้างแล้ว ระยะต่อไป เรื่องตำรวจ วันนี้มีการจับคนร้ายได้ ที่ผ่านมาจับไม่ค่อยได้ ตรงนั้นเป็นการปฏิรูปภายในของมันอยู่แล้วบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพ ทุกกระทรวง ทบวง กรม บูรณาการข้ามกระทรวง ใช้จ่ายงบประมาณที่ผสมผสานกัน ไม่ใช่นำงบประมาณลงไปพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือแต่ละกระทรวงแยกงานกันทำในกิจการงานเดียวกัน
 
       “นี่คือการปฏิรูป การปฏิรูปคือการนำเรื่องเดิมมาทำใหม่ แก้ไขปรับระเบียบวิธีการ ปรับกฎหมาย สิ่งไหนไม่ดีก็ใช้มาตรา 44 เพื่อให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความมั่นคงมีหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะรบทัพจับศึก มีความมั่นคงทางด้านอาหาร พลังงาน การต่างประเทศ เศรษฐกิจ ทั้งหมดเป็นการสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงในส่วนของรัฐและทางการเมือง วันนี้ผมถือว่ามาทำงานทางการเมืองด้วย แต่ผมไม่ใช่นักการเมือง แต่ทำให้การเมืองมันนิ่ง สร้างความไว้วางใจกับต่างประเทศทำให้เขาพร้อมที่จะมาทำการค้าการลงทุน แต่ถ้าทุกคนมาต่อยตีกับผมในวันนี้ อย่าคิดว่าวันหน้าเขาจะมานะ ผมจะบอกให้ วันนี้ผมเริ่มให้ เขาก็พร้อมจะมา เขาบอกกับผมแล้วว่า อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างที่ผมอยู่ในตอนนี้ ท่านทำกันได้ไหมเล่า รู้ว่าทุกคนคาดหวัง ผมก็คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมาทำให้ได้อย่างผม อย่าให้มาต่อยตี ยุแยงตะแคงรั่ว สองฝั่งตีกันไปมาอีก มันไม่ได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว 
 
       ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าสถานการณ์แบบนั้นแต่ละฝ่ายเลิกหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้ เป็นเรื่องของท่าน ตนไม่ได้เก่งขนาดนั้น ตนไม่สนใจ
 
       ส่วนเป็นการแกล้งตายหรือเปล่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แกล้งตายไม่ได้ มันต้องตายจริง แกล้งตายได้อย่างไร การแกล้งตายแสดงว่าที่มีการทำผิดกฎหมายหรือเปล่าผมไม่รู้ แสดงว่าแกล้งหยุดทำความผิดด้วยหรือเปล่า ผมไม่รู้”   
 
       ต่อข้อถามที่ว่า ตรงนี้น่าห่วงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าประชดประชันว่า “ไม่ห่วงเล๊ย ไม่ได้ห่วงอะไรซักอย่างเลย ไม่ห่วงแล้วจะยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ห่วงประเทศถึงต้องเข้ามาตรงนี้” เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงห่วงพวกที่แกล้งตายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ห่วง กฎหมายมีอยู่ ใครทำผิดก็โดนจับ กฎหมายล้อเล่นได้ที่ไหน ไม่ใช่เอากฎหมายมาสู้กัน ซึ่งที่ผ่านมาการกำกับดูแลเรื่องกฎหมาย ทำให้กฎหมายใช้ไม่ได้ มีการเลือกปฏิบัติ 
 
       “แต่อย่ามาบอกว่ารัฐบาลนี้เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ ใครทำผิด ก็ว่าไปตามผิด ใครอยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็อยู่ไป เมื่อจบกระบวนการยุติธรรมแล้วติดคุก จะผ่อนผันอะไรกันต่อไป ก็มีระเบียบอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่บรรเทาโทษ ไปจนถึงนิรโทษกรรมอะไรทำนองนี้ ซึ่งต้องไปคุยกันต่อ ฉะนั้นถึงต้องมีกลไกที่จะทำเรื่องเหล่านี้ ปฏิรูปปรองดองขจัดความขัดแย้งจะมีกฎหมายหรือมีอะไรทำตนไม่รู้ รัฐบาลหน้าจะทำหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ เพราะผมไม่อยู่แล้ว เข้าใจหรือยัง”นายกฯ กล่าว
   
       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า การปฏิรูปในระยะจากนี้ไปเป็นระยะที่ 2 ที่จะต้องทำต่อ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องเขียนให้ชัดเจนขึ้น ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ถ้าเขียนแต่กรอบใหญ่ๆ กว้างๆ ก็ไม่ทำกัน หากเขาจะไม่ทำก็เรื่องของเขา ท่านก็ไปเรียกร้องเขาเองเหมือนที่เรียกร้องตนอยู่ทุกวันนี้ ตนทำ ท่านก็ไม่เข้าใจ แต่เวลาเขาไม่ทำท่านก็ไม่รู้จะถามอะไรอีกใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นวันหน้า ตนเอาใหม่ดีกว่า ไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆ ท่านก็ไม่รู้จะถามอะไรตนเหมือนกัน เพราะไม่ได้เดือดร้อน ให้ข้าราชการทำไป แต่การเข้ามาในวันนี้ใช้แนวทางข้าราชการบวกกับประชาธิปไตย ฟังทุกคนและมาพิจารณา จะได้ข้อยุติอย่างไร เสียงส่วนใหญ่ใครได้ประโยชน์ เสียงส่วนน้อยที่เสียประโยชน์จะดูแลกันอย่างไร ทำนองนี้ แต่ไม่ใช่ว่าใครเข้าข้างตนแล้วทำให้ทั้งหมด ไม่ใช่ ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของตน แต่เป็นของทุกคน
 
 
‘นายกฯ’ บอกสื่อฯเลิกพูด ‘ซิงเกลเกตเวย์’ ย้ำยังไม่ได้ทำ
 
 
       พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งซิงเกิลเกตเวย์ (Single gateway) ว่า “จะถามอะไรอีก ก็บอกแล้วว่ายังไม่ได้คิด ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ยังไม่ได้สั่งอะไรเลย”
 
       เมื่อถามว่า เอกสารสรุปจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีการสั่งการเรื่องดังกล่าวถึง 4 ครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องไปฟังรายละเอียด เพราะบางครั้งเวลาเขียนอาจจะเขียนไม่ครบถ้วน เดี๋ยวตนจะไปเล่นงานคนบันทึกการประชุม แต่ตนได้ถามกับรัฐมนตรีแล้วและมีการคุยในกันในที่ประชุมครม. คือไปหาวิธีการดำเนินการ แต่จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ทำไมไม่อ่านตรงนั้น และถ้าละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือถ้าไม่มีกฎหมายก็ทำไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง และขอถามว่าวันนี้มันเดือดร้อนบ้างหรือเปล่า เด็กนักเรียนก็ดูภาพโป๊ได้ เยาวชนชาติ แล้วจะทำอย่างไร และ Single gateway ก็แก้ไม่ได้หมด แต่จะทำอย่างไร ถ้าทำอะไร ก็ไม่ต้องมาร้องกับตนว่าเดือดร้อนอย่างโน้น อย่างนี้ เพราะคนหนึ่งบอกว่าเรื่องนี้ห้าม แต่อีกพวกหนึ่งก็บอกว่าเดือดร้อนจากเรื่องนั้นๆ แล้วรัฐบาลจะอยู่ตรงไหน “ยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้น เลิกพูด เรื่อง Single gateway อย่ามาพูดกับผม เบื่อแล้ว เก่าแล้ว ขุดอยู่นั่นแหละ”
  
       ส่วนจะมีแนวทางอื่นทดแทนการทำ Single gateway หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ไปคิดและศึกษาจากต่างประเทศว่าทำได้อย่างไร ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ทำ แต่ปัญหาคือเราชอบนำสิ่งที่เกิดในต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับบ้านเรา ซึ่งมันไม่ได้ เพราะความคิดคนไทยกับต่างชาติไม่เหมือนกัน ทุกอย่างจะเอาแต่สบายหมด เขาพัฒนาเกินหน้าเราไปมาก เพราะมันติดอยู่อย่างนี้ ติดความคิดเดิม ติดการสร้างความเข้าใจแบบเดิม มันไปไหนไม่ได้ แก้ให้ตายก็ไปไม่ได้ อยู่แค่นี้กลับมาที่เดิม จะขับเคลื่อนเดินหน้าไปก็ไม่ได้สักที มีแต่ขับเคลื่อนถอยหลัง
  
       เมื่อถามว่า นายกฯ รู้สึกอย่างไรพอจะขยับก็มีเรื่องเข้ามา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นเรื่องธรรมดา และคนจะเป็นผู้นำไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อคนบางกลุ่มบางพวก ก็ต้องเลือกเอาว่าจะทำให้ดีขึ้นหรือเท่าเดิม ถ้าเท่าเดิมตนก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเข้าประชุมให้ปวดหัว ไม่ต้องเริ่มอะไรใหม่ๆ แค่รักษาเวลาไว้ให้เลือกตั้ง ถ้าวันนี้ยังสร้างความเข้าใจเหมือนเดิม เขียนเหมือนเดิมสื่อต้องเขียนให้รู้ว่าปัญหาชาติอยู่ที่ไหน หรือยังไม่รู้แล้วมาเก็บสิ่งที่ตนพูดให้ตีกันอยู่อย่างนี้ ตนคิดว่ามันไม่ใช่
 
 
‘นายกฯ’ ยังไม่ได้คิวลงใต้ประชุม กรอ.ที่สุราษฎร์ฯ
 
 
       เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจะลงพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ว่า ทางเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ดำเนินการเอง ทั้งนี้คิดว่าจะหาเวลาเพื่อลงพื้นที่ในได้ทุกภาคทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดที่พร้อมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผลงานการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้ง 5 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนกรอ. เพราะขณะนี้ได้ให้กรอ.จังหวัดเข้าไปขับเคลื่อนในพื้นที่ก่อน ซึ่งถ้าส่วนใดพร้อมก็ไปก่อน ซึ่งเวลาไปไม่ได้ทำเพียงเรื่องเดียว
  
       “เวลาลงพื้นที่มีประชาชน และท้องถิ่นมีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งตนก็ได้อนุมัติงบประมาณกลางเสริมให้ โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนผมก็อนุมัติให้ และการลงพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะได้เห็นข้อเท็จจริงในทุกพื้นที่ ซึ่งการใช้งบกลางก็จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้ใช้เพื่อคะแนนเสียง ซึ่งผมไม่ต้องการให้คนจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งรัก หรือเกลียดผม เพราะผมไม่ได้ถูกเลือกมา ผมเข้ามาเอง หาเรื่องเองใช่ไหม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ เผยกินเจบางมื้อ บอกช่วงนี้กินข้าวไม่ค่อยอร่อยเพราะคิดถึงนักข่าว
 
 
       เมื่อเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งเริ่มในวันที่ 12 ต.ค.นี้ว่า “ผมก็รับประทานเจเป็นมื้อๆ บางมื้อก็ทาน เพราะภรรยาผมทานเป็นประจำ”
 
       ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า ถามทำไม ถ้าต้องการให้ตนทานเจก็หามาให้แล้วกัน ก่อนจะกล่าวหยอกผู้สื่อข่าวว่า “ช่วงนี้กินข้าวไม่ค่อยอร่อยเลย เป็นเพราะคิดถึงนักข่าว ไม่มีใครถาม ไม่มีใครพูดสักคน ไม่มีอะไรหรอกผมพูดเล่น ไปก่อนนะ รัฐมนตรีรอทานข้าวอยู่ จะมีการพูดคุยกันวงเล็ก”
 
 
‘นายกฯ’ แจงกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้าน กระตุ้นศก.ทำให้เกิดการจ้างงาน
 
 
       8 ต.ค. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตของความคุ้มค่าในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกองทุนหมู่บ้านกองทุนละ 1 ล้านบาท อาทิ นำไปใช้ในเรื่องของการทาสีที่อาจจะต้องทบทวนหรือไม่ว่า มันจะไม่คุ้มค่าด้วยเรื่องอะไร แล้วเขากระตุ้นสีหรือกระตุ้นอะไร ซึ่งความมุ่งหมายเขาต้องการนำไปจ้างงานคน ถ้านำไปใช้ใหญ่โตถามว่ามันได้หรือไม่ เพราะเรื่องนั้นมีงบขนาดใหญ่ในงบฟังชั่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมโรงพยาบาล 30-40 ล้านบาท ขอในงบประมาณปกติได้อยู่แล้วที่มีการเป็นงบกลางฯเข้ามาในครม.อยู่แล้วตามปกติ แต่มันไปได้ช้าเพราะช่วงนี้มีปัญหา เพราะเกิดภัยแล้งตั้งแต่ตุลาคมนี้ไปจนถึงเมษายนปีหน้า จึงมีการดันโครงการขนาดเล็ก 1 ล้านบาท ที่นำงบกลางมาทำเป็นการเพิ่มจากงบปกติ
 
       “มันจะไม่ดีตรงไหน มันจะไม่คุ้มค่าตรงไหน แต่วัตถุประสงค์คือขับเคลื่อนแรงงาน ขับเคลื่อนงานในท้องที่ เข้าใจไหม ให้ประชาชนในพื้นที่มีงานทำ ที่ด้านการเกษตรก็มี จ้างงานไปจุดบ่อขุดจอกแหนก็มี ซึ่งต้องแลกด้วยแรงงานไม่ใช่จ่ายฟรีๆเหมือนที่เคยจ่ายกันมา แล้วมันไม่คุ้มตรงไหน แล้วที่ผ่านมาคุ้มไหมละ” นายกฯ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ฝากการบ้าน คกก.ทรัพยากรน้ำหาไอเดียแก้แล้ง
 
 
       พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ 4/2558 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า ปัญหาของการเกษตรในวันข้างหน้าจะเกิดปัญหาเรื่องน้ำ ที่เกิดขึ้นแล้วสำหรับการทำการเกษตร แต่จะเกิดขึ้นกับการอุปโภคการกินการใช้ที่จะน้อยลงอีก จึงต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้
 
       “วันหน้าต้องทำเหมืองน้ำกันหรือเปล่า ต้องหาคนมาลงทุนเรื่องเจาะน้ำใต้ดินเก็บไว้เป็นคลังน้ำ เอาน้ำทะเลมาเก็บแบบต่างประเทศหรือไม่ เอามาเก็บให้มันเย็นให้มันจืดใน 30-50 ปีข้างหน้า มันมีตัวอย่างอยู่แล้ว เดี๋ยวคณะกรรมการทรัพยากรน้ำฯก็ต้องคิดกัน ถ้าฝนไม่ตกจะทำอย่างไร นี่แหละคือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำแบบนี้ ทำให้เกิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำในอนาคตด้วย ผมก็จะทำไว้ให้ ก็จะเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อไปที่จะทำก็แล้วกัน” พลเอกประยุทธ์ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ชี้แผนเขตศก.พิเศษ ต้องสอดรับแผนพัฒนาชาติ
 
 
       พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ 4/2558 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้มีการประชุม กนพ. ซึ่งมีหลายงานที่ได้สั่งการไปแล้ว เช่นเรื่องของการขับเคลื่อนในระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง ในเรื่องของการจัดหาพื้นที่ การกำหนดสิทธิประโยชน์ทั้งด้านกฎหมายและด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือบีโอไอ ที่จะมีรายละเอียดออกมาอีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดความก้าวหน้าตามลำดับ แต่สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นดีขึ้น ทั้งการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมให้ตรงกับความต้องการของประเทศด้วยการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนนอกพื้นที่ที่กำหนดไว้ และการลงทุนในพื้นที่ที่เป็นคลัสเตอร์ และซุปเปอร์คลัสเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยกิจการที่หลากหลาย
  
       นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกมีทั้งหมด6พื้นที่ ที่บางพื้นที่ไม่สามารถทำได้ในบางกิจกรรม แต่สิ่งสำคัญที่เน้นย้ำคือ1.เรื่องการปรับปรุงพื้นที่ให้ชุมชนและภูมิภาคมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเกษตรที่จะต้องลดต้นทุนให้ได้ที่ต้องสอดคล้องกับเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเกษตรกรที่ต้องลดต้นทุนให้ได้2.ต้องหารายได้เสริมให้กับครัวเรือน ที่มาจากกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ของบีโอไอ อย่างไรก็ตามปัญหาหลักของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษคือปัญหาเรื่องที่ดินที่บางพื้นที่ต้องใช้ที่ดินของราชพัสดุและของราชการบ้าง แต่ปัญหาคือบางพื้นที่ถูกบุกรุกที่ผิดกฎหมายที่ต้องหาทางออกและจะดูแลประชาชนได้อย่างไร ที่ไม่เป็นการส่งเสริมการบุกรุกแต่ต้องหาวิธีดูแลเช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งคนที่บุกรุกต้องยื่นขอใช้ประโยชน์ด้วยการเช่าให้ถูกต้อง แต่พื้นที่เหล่านั้นต้องเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมแล้วเท่านั้น เพราะรัฐบาลต้องการบรรเทาความเดือดร้อนทั้งหมด
  
       “ในการทำงานเรื่องนี้ที่ทำให้ปวดหัวคือการที่จะต้องบูรณาการงานหลายงานเข้าด้วยกัน เพราะพูดว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วไม่ใช่ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด แต่โยงไปสู่ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวกับอาชีพ รายได้ ที่อยู่ ที่ทำกินทั้งหมดต้องเคลื่อนที่ไปด้วยกันข้างหน้าทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดดีขึ้น”นายกฯ กล่าว
  
       นายกฯ กล่าวอีกว่า ในการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องมีการควบคุมอุปสงค์และอุปทานด้วยเพราะเราต้องใช้ในประเทศและการส่งออก เพราะถ้าผลิตเหมือนกันตรงกันทั้งหมดก็ไม่รู้จะนำไปขายให้ใคร ดังนั้นเรื่องนี้ต้องสอดรับกับแผนใหญ่คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพื่อกำหนดอุปสงค์และอุปทานในแต่ละเรื่องว่าจะกำหนดอย่างไร ทั้งเรื่องของการเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  
       “อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนทุกพื้นที่ให้ความร่วมมือให้ความเข้าใจว่าถ้าทุกคนคัดค้านแล้วจะเอาอะไร การเกษตรทำไม่ได้ผลมากนักเพราะว่าน้ำมีปริมาณน้อย จึงถามว่าจะอยู่อย่างไรต่อไปถ้าไม่มีอุตสาหกรรมย่อยเข้าไปบ้าง อุตสาหกรรมหลักเข้าไปบ้าง แต่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ท่านต้องเข้าใจประเด็นนี้ อย่าให้ไปปลุกปั่นเลย เรื่องจัดที่ดินทำกินเหมือนกันถ้าทุกคนจะขอทั้งหมดจะหาที่ดินที่ไหนมาให้ วันนี้ก็ไม่พออยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูแลว่าจะทำอย่างไร แต่ก็ต้องดูแลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ทุกคนต้องมีสิทธิ์ แต่สิทธิ์ที่ว่าต้องเป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อให้ไปแล้วก็อย่านำไปใช้หรือขายให้คนอื่นแล้วตัวเองก็ไปบุกป่าใหม่ เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นอีก” นายกฯ กล่าว
 
 
‘นายกฯ’ ตอบรับร่วมประชุมเอเปคเดือน พ.ย.นี้ ที่ฟิลิปปินส์
 
 
       8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่เวลา 13.30 น. นางแมรี โจ เอ. แบร์นาร์โด-อารากน เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายกล่าวยินดีที่ได้พบกัน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับเอกอัครราชทูตฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เชื่อมั่นว่าด้วยความรู้และความสามารถ เอกอัครราชทูตฯ จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้รัฐบาลไทยพร้อมร่วมมือ และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานที่ประเทศไทยของเอกอัครราชทูตฯ เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ และในโอกาสที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ เยือนฟิลิปปินส์เพื่อเยี่ยมชมโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ของอ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเดือนมกราคม 2559 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอความร่วมมือจากเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศ ไทยและรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการรับเสด็จฯ
 
       พล.ต.วีรชน กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยัน รัฐบาลดำเนินการตามกรอบระยะเวลาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ส่วนกรณีเหตุการณ์สี่แยกราชประสงค์ ทางการไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และได้ดำเนินมาตรการในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเอกอัครราชทูตฯกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การดูแลชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับ บาดเจ็บ ซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นและได้เดินออกจากประเทศไทยแล้ว โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวใน ไทยอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวฝากความระลึกถึงไปยังประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ พร้อมขอบคุณที่ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติและอบอุ่น ในการเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีพอใจผลการเยือน ที่ช่วยกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้มีพลวัตโดยทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการติดตามการดำเนินการตามผลการเยือนให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
 
       รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่าในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอเอกอัครราชทูตฯ ให้ช่วยติดตามและเร่งรัดการดำเนินการตามผลการเยือนฟิลิปปินส์ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว ทั้งการจัดการประชุมคณะ กรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ (Joint Commission for Bilateral Cooperation – JCBC) ครั้งที่ 6 ซึ่งฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้ การประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการค้า (JTC) การประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร (JCMC) ซึ่งฝ่ายฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวทางถนน (ไทย-กัมพูชา-เวียดนามและมาเลเซีย) และเรือสำราญ ความร่วมมือด้านวิชาการและการเกษตร โดยฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ครั้งแรกการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการแรงงานและการให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่แรงงานชาวไทยและฟิลิปปินส์ในประเทศที่สาม และการเร่งรัดหาข้อสรุปความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่คั่งค้างต่าง ๆ
 
       นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ปริมาณการค้าในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และหวังให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเพิ่มปริมาณทางการค้าและลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันต่อไป และนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอการสนับสนุนจากรัฐบาลและเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ฯให้พิจารณานำเข้าข้าวคุณภาพชั้นดีจากไทย
 
       ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอให้เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ฯ ช่วยเร่งรัดบันทึกความเข้าใจด้านบริการเดินอากาศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและบริการระหว่างสองประเทศ มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไทยและฟิลิปปินส์มีศักยภาพในด้านนี้ โดยขณะนี้ไทยกำลังดำเนินการปรับปรุงท่าเรือ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำเรื่องนี้ไปหารือในการประชุมอาเซียนปลายปีนี้ด้วย
 
       ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณไปยังประธานาธิบดีฟิลิปปินส์สำหรับการเชิญเยือนฟิลิปปินส์เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคในเดือนพฤศจิกายน 2558 ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเข้าร่วมการประชุม