ข่าว

โรงปั้น(โอ่งมังกร) ...สู่วิถีบันดาลไทย

โรงปั้น(โอ่งมังกร) ...สู่วิถีบันดาลไทย

08 ต.ค. 2558

โรงปั้น(โอ่งมังกร) ...สู่วิถีบันดาลไทย : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยธานี กุลแพทย์

            ความตั้งใจอยากมีส่วนร่วมทำเมืองราชบุรีให้เป็น ซิตี้ ออฟ อาร์ต ของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ชายหนุ่มผู้รักศิลปะ ทายาทเจ้าของธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาเถ้าฮงไถ่ ซึ่งเริ่มจากการลงมือพัฒนาโรงงานปั้นโอ่ง ไห ให้เป็นที่รู้จักรักใคร่ของชุมชน และมุ่งมั่นผลักดันให้ชาวเมืองได้ใกล้ชิดงานศิลปะในหลากรูปแบบ โดยเฉพาะบริบทการสรรค์สร้างให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบของศิลปะร่วมสมัย ที่ปัจจุบันนำร่องถูกยกระดับผ่าน “ศูนย์บันดาลไทย” แหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรักงานศิลป์ได้แวะเวียนไปสัมผัส
 
            กว่า 8 ทศวรรษที่ “เถ้าฮงไถ่” ยืนหยัดปั้นโอ่ง อ่าง กระถางต้นไม้ ไหปลาร้า เครื่องปั้นดินเผาหลากชนิด ด้วยพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่ง ผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศปีละนับร้อยล้านบาท กระทั่งวันนี้ หากพูดถึงเรื่องราวของ “โอ่ง” ทุกคนก็จะนึกถึงผลงานจากโรงปั้นแห่งนี้

            วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินศิลปาธร สาขาออกแบบดีไซน์ ปี 2553 ทายาทรุ่นที่สาม เล่าว่า กลับมาสืบทอดกิจการของครอบครัวอย่างเป็นทางการราวปี 2546 หลังสำเร็จการศึกษาด้านศิลปะจากประเทศเยอรมนี จึงนำความรู้และเทคนิคที่ได้รับมาพัฒนาธุรกิจของ “เถ้าฮงไถ่” อย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่กับการเปิดมุมมองให้ผู้คน ชุมชน ชาวเมือง มีส่วนร่วมผลักดัน จ.ราชบุรี ให้เป็นเมืองแห่งศิลปะ

            ช่วง 10 ปีแรกอัดเม็ดเงินหลักสิบล้านบาท สร้างสภาพโรงงานให้รายล้อมด้วยงานศิลปะ พร้อมเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้แก่นักศึกษาฝึกงานด้านเซรามิก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ต่อด้วยช่วง 3 ปีหลังจัดโครงการ “เด็กฝึกหัตถ์” สำหรับเด็กฝึกงานก่อนจบ จัดนิทรรศการให้น้องๆ ได้แสดงผลงาน หากขายได้เจ้าของได้ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ หักให้เพื่อนๆเป็นการให้กำลังใจนักศึกษาคนอื่นๆ ที่ขายผลงานไม่ได้ ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน

            ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาเมืองราชบุรีให้เป็น ซิตี้ ออฟ อาร์ต วศินบุรี บอกว่า เถ้าฮงไถ่จึงร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานศิลปะของ จ.ราชบุรี เริ่มจากงานติดศิลป์บนราชบุรี ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี เริ่มปี 2554 เป็นครั้งแรก ให้เยาวชนในราชบุรีที่สนใจศิลปะมาสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการของตนเอง ส่วนครั้งที่ 2 จัดขึ้นปลายปี 2555 ภายใต้คอนเซ็ปต์แนวกราฟิตี้ งานเอาท์ดอร์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลากหลายกลุ่มและวัย

            อีกทั้งงานปกติศิลป์จัดทุก 2 ปี ครั้งแรกปลายปี 2554 ให้ชาวบ้านเข้ามารังสรรค์ศิลปะในคอนเซ็ปต์ว่า “ทุกบ้านคือแกลอรี่ ทุกที่คือหอศิลป์” ใช้สถานที่ที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว 75 จุดในราชบุรี เป็นพื้นที่แสดงศิลปะ

            ตั้งหอศิลป์ร่วมสมัยแห่งแรกของจังหวัด ชื่อ “เถ้าฮงไถ่ : ดี คุนท์” (Tao Hong Tai d Kunst) ที่บริเวณใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี ออกแบบประติมากรรม ไอ้จุด หรือสุนัขลายจุด เปิดให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยซื้อบ้านเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารเป็นบ้านไม้โบราณทรงมะนิลา 3 ชั้น จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนสับเปลี่ยนทุก 3 เดือน มีมุมกาแฟให้ชาวบ้านมานั่งดื่มและชมงานศิลปะ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทางศิลปะต่างๆ ใน จ.ราชบุรี

            “ที่ผ่านมามีงานของศิลปินดังๆ ระดับประเทศหมุนเวียนกันมาแสดง แม้มีโอกาสจำหน่ายผลงานได้น้อยและไม่คุ้มค่าจัดงาน (การจัดงานแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำสุด 3-4 หมื่นบาท) แต่เราต้องการให้โอกาสชาวราชบุรีและผู้ที่สนใจได้เสพงานศิลปะกันอย่างจุใจ รวมทั้งที่ตรงนี้ยังเป็นแหล่งพบปะพูดคุย และจัดกิจกรรมของศิลปินราชบุรีด้วยกัน”

            ผลจากการขับเคลื่อนให้ชุมชน ชาวเมือง ใกล้ชิดกับงานศิลป์ต่อเนื่องมากว่า 1 ทศวรรษ ล่าสุด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขอเปิดพื้นที่เรือนไทยภายในโรงงาน  จัดตั้ง “ศูนย์บันดาลไทย จังหวัดราชบุรี” เพื่อเป็นศูนย์กลางบริการ ให้คำแนะนำเทคนิคการออกแบบสินค้าของที่ระลึก ของฝาก ให้มีเสน่ห์ เพิ่มราคา และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในเมืองราชบุรี

            “ศูนย์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเชื่อมหัตถกรรมท้องถิ่นกับงานออกแบบร่วมสมัยมาเจอกัน เพราะภูมิปัญญาและทักษะฝีมือของช่างท้องถิ่นดีมากอยู่แล้ว มีการสืบทอดมายาวนาน แต่ยังขาดการดีไซน์ที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย และต้องการความแตกต่างของคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น เราจะนำศิลปิน นักออกแบบ ที่อยู่บนพื้นฐานความชอบในปัจจุบัน มาทำงานกับวัสดุเดิมให้กลายเป็นรูปแบบใหม่ได้ จะเป็นการต่อยอดภูมิปัญญา ไม่ใช่แค่ร่วมอนุรักษ์อย่างเดียว” วศินบุรี แจง

            พร้อมยกตัวอย่างความเป็นราชบุรีในรูปของที่ระลึก เช่น จะหยิบทองเหลืองบ้านเขาลอย หนังใหญ่วัดขนอน เซรามิก ผ้าขาวม้า ฯลฯ มาออกแบบให้ร่วมสมัย โดยเฉพาะผ้าขาวม้าจะเปลี่ยนศิลปินออกแบบ เปลี่ยนคอลเลกชั่นทุก 5 เดือน โดยจะดึงคนพิการ กลุ่มแม่บ้านในท้องถิ่นที่มีฝีมือมาร่วมขับเคลื่อน นอกจากเกิดการหมุนเวียนด้านการออกแบบแล้ว ยังช่วยต่อยอดให้คนมีอาชีพด้วย

            “จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต้นแบบของที่ระลึกราชบุรีเดือนธันวาคมนี้ ในโครงการปกติศิลป์ 2 โดยเราเชิญสถาปนิก ดีไซเนอร์ มาออกแบบตรอกริมน้ำ ร้านข้าวหมูแดง ร้านตัดผมเก่าแก่ รถเมล์โดยสาร บ้านกรรมการชุมชน เป็นหอศิลป์ถาวรหรือกึ่งถาวร เพื่อแสดงผลงานของศิลปิน นักศึกษา ขณะเดียวกันร้านรวงเหล่านี้จะเป็นศูนย์ย่อยเชื่อมศูนย์บันดาลไทยราชบุรีที่เถ้าฮงไถ่ไปในตัว”

            อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ราชบุรีผ่าน “ศูนย์บันดาลไทย” ครั้งนี้ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ยืนหยัดจะประคับประคองให้เกิดความยั่งยืนและเกิดผลประโยชน์ต่อชุมชนจริงๆ ซึ่งนั่นหมายถึงจะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐร่วมสานสร้างไปด้วยกัน เพราะทั้งมวลเป็นการทำเพื่อบ้าน เพื่อชุมชนคนราชบุรี และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ปฐมบท “เถ้าฮงไถ่”

            ตำนานโอ่งราชบุรี เกิดขึ้นปี พ.ศ.2476 เมื่อ “นายซ่งฮง แซ่เตีย” ชาวจีน ซึ่งเคยประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา ได้อพยพมาทำโรงงานปั้นดินเผาย่านสามเสน กทม. ทำได้สักพักจึงชักชวนเพื่อนๆ มาตั้งโรงงานเครื่องปั้นดินเผาแห่งแรกที่ จ.ราชบุรี ต่อเมื่อเพื่อนไปเปิดโรงงานของตนเอง เขาจึงตั้งชื่อโรงงานว่า “เถ้าฮงไถ่” หมายถึง โรงโอ่งของนายฮง ซึ่งตั้งอยู่ที่ 234/1 หมู่ 2 ถนนเจดีย์หัก ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี

            ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกคือ นายซ่งฮง ผลิตไหน้ำปลา และโอ่งไม่มีลวดลาย มารุ่นสอง ซึ่งเป็นรุ่นลูก มีการติดลายดอกไม้ ลายเรือพระที่นั่ง ลายมังกร ซึ่งกลายเป็นที่มาของคำเรียกโอ่งราชบุรีว่า “โอ่งมังกร” รวมถึงกระถาง อ่างบัวด้วย

            ปัจจุบันเถ้าฮงไถ่มีอายุ 82 ปี ภายใต้การบริหารของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งเป็นอาจารย์พิเศษภาควิชาเครื่องปั้นดินเผาให้มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์สาขาการออกแบบเซรามิกให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โรงงานจึงมีงานเซรามิกสมัยใหม่เพิ่มเข้ามา ขณะเดียวกันก็ยังคงการผลิตโอ่งแบบดั้งเดิมไว้ เพื่อรักษาภูมิปัญญาและมรดกของบรรพบุรุษ

            ด้วยรูปแบบและสีสันที่สดใสแปลกตา ทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งของเมืองราชบุรี ผู้มาเที่ยวชมจะได้เห็นขั้นตอนการผลิตโอ่งทั้งหมด ตั้งแต่การปั้นขึ้นรูปก้นโอ่งบนแป้นหมุน วาดลวดลายและเติมสีสัน เคลือบและเข้าเตาเผา ซึ่งการผลิตโอ่งแต่ละใบใช้เวลา 40-45 วัน

            ล่าสุด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี กระทรวงวัฒนธรรม ขอเปิดพื้นที่เรือนไทยในบริเวณโรงงานแห่งนี้จัดตั้งศูนย์บันดาลไทย นำร่องเป็นแห่งแรก เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้คึกคัก ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป