
บิ๊กตู่ลุยถกทัพเอกชนเดินเครื่องแผนพัฒนาศก.ฐานราก
บิ๊กตู่ลุยถกทัพเอกชนเดินเครื่องแผนพัฒนาศก.ฐานราก
เดินเครื่องเต็มที่สำหรับรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่กำลังซบเซาให้เข้ารูปเข้ารอย งานนี้ว่ากันว่า นายกรัฐมนตรีสั่งลูกทีมเดินหน้าเต็มกำลังสำหรับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับสู่จุดที่น่าจะเป็นอีกครั้ง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์เรียกประชุม “คณะกรรมการร่วมรัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ” (กรอ.) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนภาคประชาสังคม เข้าร่วมประชุม อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เข้าร่วมประชุม
การประชุมครั้งนี้ทราบว่าที่ประชุมได้เสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับสู่จุดเข้มแข็ง โดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า การประชุม กรอ.ครั้งนี้นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดจะให้เชิญภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ประชุม กรอ.จังหวัดโดยทันที เพื่อให้เกิดทำงานร่วมกันระหว่างกลไกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งจะกำหนดให้มีการจัด กรอ.ภาคในพื้นที่ต่างๆ
“เราจะเริ่มต้นที่ภาคใต้ โดยจะจัดประชุมที่ จ.สุราษฎร์ธานี ต่อจากนั้นจะไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะจะลงไปรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และเร่งรัดติดตามการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของการปฏิรูป ไม่พึ่งพาการส่งออกอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตเศรษฐกิจจากภายในโดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ท้องถิ่น ในอนาคตหากการทำงานร่วมกันในรูปแบบนี้ได้ผล ต่อไปก็จะมีการบูรณาการจัดทำงบประมาณในรูปแบบที่สอดคล้องกันมากขึ้น”
ทั้งนี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังมองว่า การจะทำให้เศรษฐกิจกลับสู่ความเข้มแข็ง หัวใจสำคัญคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นมีความจำเป็น เพราะเป็นการสร้างการเติบโตจากเศรษฐกิจภายใน ควบคู่กับการส่งออก ซึ่งประเด็นที่จะหารือคือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจท้องถิ่น การผลิตของภาคเกษตร วิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวท้องถิ่น นอกจากนั้นยังต้องรวมเอาเรื่องของสังคมมาพูดคุยด้วย เช่น เรื่องสังคม การดูแลครอบครัว คนชรา และสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นการหารือในโครงสร้าง กรอ.จังหวัดด้วย
นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรียังบอกถึงความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่สอบถามถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
“ผมชี้แจงว่า เป็นไปด้วยดี โดยในส่วนของการให้สินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้านวงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ได้อนุมัติเงินลงไปให้หมู่บ้านต่างๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของวงเงินทั้งหมด ขณะที่โครงการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย กระทรวงมหาดไทยก็อยู่ในระหว่างการวิเคราะห์โครงการบางส่วนก่อนที่จะอนุมัติการเบิกจ่าย ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของครัวเรือนต่อเรื่องเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่า ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ให้เบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ของปี 2558 เพื่อให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีและจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในช่วงที่การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจโลกควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้ภาคเอกชนให้ความเชื่อมั่นว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้นประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศที่เรากำลังทำอยู่”
ขณะเดียวกันในมุมมองของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ระบุว่า หลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ กรอ.จังหวัดแล้ว ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม จะจัดเวที กรอ.จังหวัดขึ้นทั่วประเทศ 77 จังหวัด เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ และปัญหาจากพื้นที่เข้ามาสู่ที่ประชุม กรอ.ภาค ก่อนที่จะนำเสนอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป ซึ่งการทำงานในรูปแบบนี้คือการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐเพื่อพัฒนาประเทศ
เช่นเดียวกับ “ปรเมธี วิมลศิริ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.ได้สรุปรายงานการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การให้สินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน การจัดสรรงบประมาณให้ชุมชนตำบลละ 5 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เช่น การตั้งกองทุนร่วมลงทุน การให้สินเชื่อปลอดดอกเบี้ย เป็นต้น รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง
“นายกรัฐมนตรีต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล สำหรับการฟื้นคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนในระดับจังหวัด และ กรอ.ในระดับภูมิภาค เพื่อต้องการให้ภูมิภาคได้ติดตามเร่งรัดดำเนินงานตามมาตรการของรัฐที่ออกไป และให้ กรอ.จังหวัดได้เสนอแผนพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งด้านการท่องเที่ยว พัฒนาสินค้าโอท็อป การท่องเที่ยว การสร้างตลาดกลางชุมชน เพื่อเสนอมายัง กรอ.ส่วนกลาง ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ กรอ.จังหวัดศึกษาแผนงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อให้ได้ตามความต้องการของชุมชน”
ด้านมุมมองของเอกชนเกี่ยวกับแผนงานทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลเน้นไปที่การขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญนั้น
“อิสระ ว่องกุศลกิจ” ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับโครงสร้าง กรอ.จังหวัดให้สามารถทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ประชุมเสนอให้เพิ่มองค์ประกอบจากภาครัฐ และเอกชน เป็นการเพิ่มองค์ประกอบของ กรอ.จังหวัดให้มีนักวิชาการและภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานด้วย ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า องค์ประกอบของ กรอ.จังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอาจไม่ได้ประชุมเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ในระยะต่อไปจะต้องส่งเสริมให้ กรอ.จังหวัดมีบทบาทในการผลักดันแผนพัฒนาท้องถิ่น และพัฒนาการเริ่มต้นธุรกิจในพื้นที่ให้มากขึ้น
ส่วนการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีแบบแผน ทั้งการเข้าถึงข้อมูล และการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
“สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้สามารถทำบัญชีได้ถูกต้องมากขึ้น โดยจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ได้แก่ กรมสรรพากร ที่จะจัดทำซอฟต์แวร์ระบบบัญชีแบบง่ายให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้นำไปใช้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำระบบบัญชีได้ตามมาตรฐาน และนำไปสู่การผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบเพื่อให้สามารถช่วยเหลือให้เข้าสู่การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่ม ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นจากนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจน
ขณะที่ “บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลสามารถช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น เช่น บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ พีจีเอส 5 (ปรับปรุงใหม่) วงเงิน 1 แสนล้านบาท ผ่าน 19 ธนาคารพันธมิตร นับว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นจำนวนมากขณะนี้ บสย.อนุมัติค้ำประกันไปแล้ว 2,030 ล้านบาท ในเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะทำยอดวงเงิน 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อทั้งปีขยายตัวได้ 6.5% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5.9% ซึ่งคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อย่างแน่นอน
สุดท้าย “นพพร เทพสิทธา” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีความพยายามที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และมีความเข้มแข็ง ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ทำให้ต่างประเทศมีความมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังซบเซา งานนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมเศรษฐกิจ จะต้องฟันฝ่าไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ให้ได้ ซึ่งตอนนี้คงได้เห็นพิมพ์เขียวเกี่ยวกับแผนงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกันแล้ว ส่วนจะเวิร์กแค่ไหน คงต้องตามลุ้นกันแบบตาไม่กะพริบ...!



