
วิเคราะห์ความต่างประชารัฐ-ประชานิยม
วิเคราะห์ความต่าง ประชารัฐ-ประชานิยม
เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มา จะมีนโยบายที่เรียกว่า ประชานิยม เป้าหมายความจริงดี คือการยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน แต่ปัญหาอยู่ที่ทางปฏิบัติ คือ นโยบายประชานิยมที่ผ่านๆ มา เกือบทั้งหมดจบลงด้วยการ เน้นการแจกเงิน ไม่ค่อยพูดถึงคุณภาพของโครงการต่างๆ ที่ลงไปในพื้นที่ จึงเป็นที่มาแนวความคิดที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รัฐบาลชุดนี้ เชื่อว่า ประชารัฐนั้นจะมีกลไก มีกระบวนการ ที่แตกต่างจากประชานิยม แต่หลายคนก็มองว่า ประชารัฐก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของประชานิยมเท่านั้น แตกต่างจากประชานิยมจริงหรือไม่
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวในรายการชั่วโมงที่ 26 ทางช่อง NOW26 เมื่อคืนวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า ความจริงแล้วในสมัยของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นจากประชานิยม แต่เมื่อพวกเราเข้าไปก็พยายามเสนอเพื่อที่จะทำให้กองทุนหมู่บ้านมีความยั่งยืน มีความเข้มแข็ง เราต้องการกระบวนการพี่เลี้ยง จึงเสนอว่า ต้องผนึกกำลังกันระหว่างภาคราชการ กับ ภาคประชาสังคม ไปสนับสนุนส่งเสริม ไปช่วยกระบวนการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็งของฐานราก ก็คือ กองทุนหมู่บ้าน
แต่ว่าในช่วงนั้นก็เหมือนกับว่า รับไปแบบแกนๆ ก็คือ รับในแง่ของแนวความคิด แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้รับไปทำอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามก็ทำงานกันได้ ตอนนั้นก็มีการปล่อยเงินอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีการทัดทานกันมาตลอดว่า อย่าไปหว่าน อย่าเพิ่งปล่อย ต้องเตรียมความพร้อมก่อน กองทุนหมู่บ้านไหนยังไม่พร้อม ใช้เวลาสักนิด 3 เดือน 5 เดือน 1 ปี ก็ต้องยังต้องยอม อย่าเพิ่งรีบให้เงินไป แต่นั่นเป็นเพราะนักการเมืองคิดต่าง ตรงที่อยากให้เงินลงเร็วที่สุด ชาวบ้านเกิดความพึงพอใจมากที่สุด
หลังจากทัดทานไม่ได้ ก็มีการเสนอไปว่า ต้องรีบผนึกกำลังกันขึ้นมา ตอนนั้นได้เสนอไปว่า ภาครัฐ ขอหน่วยงานหลักของภาครัฐ ขอเป็นหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจ แต่มีการพัฒนา คือ กรมการพัฒนาชุมชน อีกหน่วยงานก็คือ กศน. หรือ สาธารณสุข ที่มีงานลักษณะทำงานกับประชาชน
ส่วนภาคประชาสังคม ก็ขอพวกปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำองค์กรชุมชน กลุ่มเอ็นจีโอ
จากสองกลุ่มดังกล่าว ก็มาเป็นประชารัฐ แล้วก็เซตทีมกันขึ้นมาในระดับจังหวัด แล้วในทีมระดับจังหวัดก็มีทีมวิทยากรไปช่วยเตรียมความพร้อมกองทุนหมู่บ้าน
แต่ว่าไม่ทัน เพราะตอนนั้นทางฝ่ายการเมืองเขารีบกดปุ่ม นั่นเป็นเพราะนักการเมืองไม่เข้าใจในกระบวนการ ไม่เข้าใจกลไกการทำงาน
ผมเคยกล่าวไว้ว่า “เม็ดฝนที่หลั่งลงไปในหมู่บ้านแบบนี้ หากหมู่บ้านไหนไม่แข็งแรง มันจะไหลลงทะเลไปหมด ไม่สามารถจะซึมซับไว้ได้” ขณะนั้นผมมีงานวิจัยกองทุนพวกองค์กรชุมชนต่างๆ ในประเทศ พบว่า มีประมาณสี่หมื่นสองพันองค์กร แต่มีองค์กรที่มีความเข้มแข็งเพียง 13% เท่านั้น ที่จะสามารถบริหารจัดการส่วนที่เหลือเสร็จแน่และก็เป็นจริง เพราะบางแห่งเพิ่งเริ่มมีกลุ่มออมทรัพย์ เพิ่งจะฝึกฝน ยังมีประสบการณ์ไม่พอ พอเงินล้านเข้าไป เขาเลิก หยุดออมทีละเล็กทีละน้อยเลย
วันนี้ลองกลับไปดูได้ กองทุนหมู่บ้านที่แข็งแรงก็ยังแข็งแรงจริง แต่ในส่วนใหญ่ที่อ่อนแอก็ยังอ่อนแอ แต่ยังโชคดีที่ยังมีขบวนการอื่นๆ เกิดขึ้นเข้ามาช่วยพยุง โดยส่วนตัวแล้วในสายตาของผมเห็นว่ากองทุนหมู่บ้านประมาณ 30% แข็งแรง
ในช่วงแรกที่พูดคุยเรื่องนี้กับท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่แน่ใจว่าท่านจะฟังหรือไม่ เพราะบางทีท่านก็ระแวง มองเอ็นจีโอในทางลบ ว่า เอ็นจีโอมีแต่พวกไปสนับสนุนชาวให้ลุกขึ้นมาต่อต้านในหลายๆ เรื่อง แต่ก็เห็นใจท่าน เพราะท่านอยู่ท่ามกลางความหลากหลาย ประการที่สอง ท่านเติบโตมากับราชการ เพราะฉะนั้น ท่านเชื่อในกลไกของทางราชการมากกว่า แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ถ้าให้เห็นในอีกมุมหนึ่งว่า ภาคประชาสังคม มีมุมในเชิงสร้างสรรค์ และมีแนวทางสายกลาง ไม่ใช่สุดโต่งไปทั้งหมด ดังนั้น งานในวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา จึงออกแบบในลักษณะภาคประชาสังคม แต่เชิญท่านนายกฯ มาเป็นประธาน แต่เราจัดการเองหมด หาทุนเอง
ที่ผ่านมา เราไม่ได้หว่านล้อมท่านนายกฯ ให้เห็นด้วย และจากที่ได้พูดคุยกัน ก็มั่นใจว่า ท่านเอาโครงการนี้ และคาดว่า หลังจากท่านเดินทางกลับมาจากยูเอ็น คงจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ถ้าตั้งขึ้นมาก็จะเป็นงานของรัฐบาล
สิ่งที่จะต้องขับเคลื่อนที่เรียกว่า เวทีประชารัฐในระดับอำเภอ จะเป็นจุดนัดหมาย เพราะอำเภอหนึ่งจะมีประมาณ 80 หมู่บ้าน ไม่เกิน 100 หมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ก็จะมีประมาณ 10 ตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท ก็คือว่า เงินในอำเภอหนึ่งประมาณ 50 ล้านบาท จะมีโครงการต่างๆ อยู่ประมาณ 100 โครงการ ทีนี้ในเวทีอำเภอก็เอา 100 โครงการ ที่เกิดขึ้น มาดูว่า ไปทำที่หมู่บ้านไหน ตำบลไหน อย่างไร ทำโครงการอะไร ต้องมีการถกกัน ค้านกัน ติชมกันได้
ช่วงแรกอาจจะอนุมัติไปแล้ว หรือทำไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร นำมาสู่การเรียนรู้ เรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน มีจุดอ่อนตรงไหนก็ปรับตรงนั้น
สำหรับเวทีประชารัฐ ผมคิดว่า ควรจะต้องทำเป็นซีรีส์ เหมือนเป็นเวทีภาคประชาชนอยู่ข้างล่าง 3 เดือน เปิดเวทีครั้งหนึ่ง มานั่งคุยกัน ประเมินโครงการ ซึ่งจะมีบางโครงการที่จะต้องพิจารณา เพราะอาจจะมีการทุจริต ตรงนี้รัฐบาลอย่าไปกังวล กระบวนการประชาชนจะตรวจสอบ จัดการปัญหาเหล่านี้ไป
ประชารัฐเป็นกระบวนการ กระบวนวิธีในการทำงาน ไม่แยกคนออก ทุนคนเข้ามามีบทบาทได้หมด ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง เจตนาของประชารัฐคือ ต้องการบอกรัฐบาลว่า ปฏิเสธพลังงานของสังคมไม่ได้ ต้องให้เข้ามาช่วย
ส่วนประชานิยม คือ นโยบาย ซึ่งมีทั้งบวกและลบ ตรงนี้เราสามารถใช้กระบวนการประชารัฐไปทำให้เกิดคุณภาพได้ การมีส่วนร่วม การรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้ทั้งนั้น
นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่คิดว่า กระบวนการประชารัฐ มีความพร้อมกว่า เมื่อ 10 ปีกว่าก่อนหน้านี้ เพราะในยุคนั้น เป็นการทำในระยะสั้นประมาณ 1 ปี เท่านั้นที่ไปช่วยกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็มี เพราะแนวคิดในเชิงกระบวนการแบบผนึกกำลังกันมันเกิดขึ้น เวลาที่เราไปจัดก็จะใช้ภาคประชาสังคม และภาคราชการ เป็นกำลังสำคัญ
แนวคิดประชารัฐ ยังอยู่ถึงทุกวันนี้ อย่างเช่นที่ จ.อุดรธานี ที่มีการตั้งสำนักงานประสานงานประชารัฐ ที่ศาลากลาง หรืออย่างที่ปัตตานีก็เช่นกัน
ในครั้งนี้ จะมีการดึงภาคเอกชน ก็คือ ภาคธุรกิจ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งภาคธุรกิจเห็นว่า เขาต้องมีบทบาท
ขณะนี้ทุกจังหวัดมีศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนาจังหวัด เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาคประชาสังคม คือ ประชาคมจังหวัด กับหอการค้าจังหวัด ที่มีการจับมือกันมาก่อนหน้านี้โดยบังเอิญ พอดึงเขาเข้ามาร่วมประชารัฐ คราวนี้ ภาคธุรกิจต่างเห็นว่า หอการค้าจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ธนาคารต่างๆ ต้องเข้ามาช่วย ขณะที่เขาเองก็คิดจะให้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี ผู้ว่าฯ นั่งเป็นประธาน แล้วก็ภาคธุรกิจ ไม่มีภาคประชาสังคม แต่ต่อไปนี้ กรอ.จะขยับให้มีภาคประชาสังคมเข้ามาด้วย เพื่อให้การพัฒนามีหลายแง่มุมและยั่งยืน
ประชารัฐปัจจุบัน กระบวนการอนุมัติเงินให้กู้เป็นเรื่องของคณะกรรมการตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ แต่สิ่งที่เรารีบส่งสัญญาณก็คือ พยายามทำเมนูในเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเตรียมไว้ 200 เมนู ซึ่งรวบรวมมาจากหลายแห่ง อาทิ โครงการพระราชดำริ มูลนิธิ ฯลฯ แล้วนำมาจัดพิมพ์ โดยในเมนูจะบอกอะไรบ้าง ก็อย่างเช่น หากจะทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งในหลายแห่งได้จัดทำการท่องเที่ยวทางจักรยาน บางแห่งก็ท่องเที่ยวการเกษตรในครัวเรือน ผักปลอดสารพิษ บางแห่งเป็นเรื่องโฮมสเตย์ ฯลฯ เหล่านี้ก็เป็นตัวอย่าง สามารถมาเลือกดู สนใจอันไหนก็เอาไปทำ เอาไปปรับปรุง ซึ่งแต่ละเมนูทำได้จริง ปลดหนี้ได้จริง โดยส่วนตัวคิดว่า เวลาผ่านไป 1 ปี จะเกิดเมนูใหม่ๆ ขึ้นมาอีก
สำหรับกระบวนการประชารัฐ โดยส่วนตัวแล้วมั่นใจว่า ภายใน 3 ปี สำเร็จและเปลี่ยนโฉมการมีส่วนร่วมการตื่นตัวของคนในพื้นที่ หากมีกระบวนการอย่างที่บอกไปแล้ว จะเกิดเครือข่ายผู้นำ



