ข่าว

ร่างรธน.บนเรือแป๊ะ..!ภายใต้เงื่อนไขเวลา

ร่างรธน.บนเรือแป๊ะ..!ภายใต้เงื่อนไขเวลา

07 ต.ค. 2558

ร่างรธน.บนเรือแป๊ะ..!ภายใต้เงื่อนไขเวลา : ขนิษฐา เทพจร, จักรวาล ส่าเหล่ทูรายงาน

             ทันทีที่ประกาศรายชื่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสร็จสิ้น ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 21 คน เดินหน้าประชุมเพื่อคัดเลือกรองประธาน 2 คน เลขานุการ 2 คน และโฆษกอีก 2 คน ทุกสายตาจับจ้องไปยังเรือแป๊ะที่ออกมาจากท่าอย่างสง่างามกับการทำงานภายใต้เงื่อนไข 6 เดือนตามโรดแม็พ 6-4-6-4 ตลอดเส้นทางี่เต็มไปด้วยมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง ที่พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อไปสู่การเลือกตั้งซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกลางปี 2560 นี้

             “จุรี วิจิตรวาทการ” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงแนวทางการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า โดยส่วนตัวจะใช้ความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาผลักดันในประเด็นสิทธิสตรี สิทธิพลเมือง และวางกลไกการพัฒนาพลเมืองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เป็นคนดี

             “สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความจีรังยั่งยืนในแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้ยอมรับว่าการวางกลไกที่จะสร้างพลเมืองให้มีคุณภาพไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ยาก แต่ต้องพยายามผลักดัน ส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ยกร่างโดยอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เท่าที่ได้พิจารณาช่วงที่ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น เห็นว่าเนื้อหามีรายละเอียดอยู่พอสมควร แต่อาจต้องมาปรับปรุงเรื่องถ้อยคำ ความยาว และเพิ่มส่วนกลไกในการสนับสนุนและเตรียมการเพื่อให้รัฐธรรมนูญได้นำไปใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนภาคพลเมืองที่มีคุณภาพ”

             “ประพันธ์ นัยโกวิท” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะต้องมีการหารือใน กรธ.ก่อน เพราะว่ากรอบระยะเวลา 180 วัน หรือ 6 เดือนนั้น หมายความว่า สิ้นเดือนมีนาคมร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเสร็จเรียบร้อยดี พร้อมเสนอส่งต่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม.ส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการทำประชามติต่อไป ระยะเวลาดังกล่าวถือว่ากระชั้นชิดมาก เนื่องจากการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน รวมทั้งประชาชนด้วย อีกทั้งในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาอีกหลายประเด็นที่จะต้องดูกันว่าจะออกแบบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร

             “การที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 40, 50 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาใช้ต่อหรือไม่นั้น ต้องมีการหารือรายละเอียดในที่ประชุมก่อน แต่เนื่องด้วยระยะเวลาที่มีน้อย ข้อมูลจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่า รวมถึงข้อมูลที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเคยได้ทำเอาไว้ สามารถนำมาอ้างอิงในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ว่าจะใช้ในรูปแบบใดนั้นจะต้องมีการหารือในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อีกที”

             “ประพันธ์” กล่าวอีกว่า สิ่งที่กังวลใจในการทำหน้าที่นอกจากเรื่องระยะเวลาแล้ว ในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่มีผู้ที่ช่วยกรอง เหมือนอย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คอยกลั่นกรอง เพราะเมื่อร่างเสร็จแล้วจะต้องนำไปสู่การทำประชามติเลย ดังนั้นการยกร่างครั้งนี้จะต้องละเอียดรอบคอบ รวมถึงฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้ข้อมูลก็ต้องนำมาปรับใช้กับร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ เพราะเมื่อจะต้องทำประชามติ ก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนพอใจ

             “ในส่วนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น ก็ต้องไปหารือใน กรธ. ว่าจะมีลักษณะการดำเนินการอย่างไรบ้าง อาจจะมีการลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามภาคต่างๆ หรืออาศัยสื่อช่วยให้การรับฟังความคิดเห็นมีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับข้อเสนอความคิดเห็น เราก็จะสามารถปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญของเราได้”

             “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ต้องนำกรอบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540, รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาร่วมกับบริบทปัจจุบัน ที่มีความต้องการที่หลากหลาย โดยหัวใจต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีชีวิต ไม่ถูกฉีกได้ง่าย รวมถึงตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

             นอกจากนั้น ต้องยึดหลักประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาคในการทำงานร่วมกัน รวมถึงการสร้างกลไกภาคประชาชน เอกชน และภาครัฐให้เกิดความสมดุล โดยในส่วนของกลไกภาคประชาชนนั้นต้องปรับปรุงด้านการตรวจสอบของภาคประชาชนให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐนั้นต้องเน้นการตรวจสอบตนเองมากขึ้นกว่าเดิมที่เน้นให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบ

             “ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 มีของดี 80–90 เปอร์เซ็นต์ โดยกลไกของภาคประชาชนมีจำนวนมาก แต่การปรับปรุงนั้นต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นภาพของการทะเลาะ นอกจากในประเด็นของการปฏิรูป เช่น กระบวนการยุติธรรม หรือตำรวจ ต้องวางกลไกให้เกิดการปฏิรูปที่แท้จริง ส่วนแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดา การทำร่างรัฐธรรมนูญต้องประสานประโยชน์ คือ นำความจริงของฝ่ายต่างๆ มาประมวล นำเสนอ และอธิบาย ผมมองว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ทำให้ใครถูกใจ หรือพอใจทั้งหมดได้ แต่ต้องสร้างหลักการที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับและยึดหลักไปด้วยกัน"

             เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 34/2558 เรื่องการอำนวยความสะดวกในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้แก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อให้การปฏิบัติงานของ กรธ.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ อันจะทำให้กระบวนการทั้งหลายดำเนินไปได้ตามเวลาที่กำหนด หรือเร็วขึ้น สมประโยชน์และสอดคล้องกับการปฏิรูปการเมืองการปกครองตามแผนและขั้นตอนโรดแม็พที่ คสช.ได้แถลงไว้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งดังนี้

             1.ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ. 2557

             2.ให้กรธ.มีที่ปรึกษาจำนวนไม่เกินเก้าคน ตามที่ กรธ.แต่งตั้ง โดยคำนึงถึงผู้เคยเป็นกรรมาธิการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด พ.ศ. 2557-2558 ด้วย ให้ที่ปรึกษาตามวรรคหนึ่งซึ่งประธาน กรธ.เชิญให้เข้าประชุมได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ครั้งละสี่พันบาท วันใดที่มีการประชุมหลายครั้งให้ได้รับเบี้ยประชุมเพียงครั้งเดียว

             3.ให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ละคน มีผู้ช่วยในการปฏิบัติงานในตำแหน่ง และอัตราค่าตอบแทนตามที่ประธานรัฐสภาออกระเบียบ โดยเทียบเคียงกับกรณีของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่จำนวนต้องไม่เกินคนละสามอัตรา

             4.ให้ กรธ.มีผู้ช่วยในการปฏิบัติงาน ดังนี้ (1) ผู้ชำนาญการประจำตัวประธานกรรมการ จำนวน 2 อัตรา และผู้ชำนาญการประจำตัวกรรมการคนละ จำนวน 1 อัตรา ทั้งนี้ให้ผู้ชำนาญการแต่ละคนได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 20,000 บาท

             (2) ผู้ช่วยดำเนินงานของประธานกรรมการและกรรมการ คนละ 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท ซึ่ง กรธ.อาจตั้งคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานภายในอำนาจหน้าที่ของ กรธ. อนุกรรมการดังกล่าวได้รับเบี้ยประชุม เป็นรายครั้งที่มาประชุมตามอัตราและหลักเกณฑ์เดียวกับกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ให้มีผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่เกินห้าคน ซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการรัฐสภาสามัญอย่างน้อยหนึ่งคน ผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง ครั้งละหนึ่งพันบาท ให้ประธานกรรมการ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และอนุกรรมการซึ่งต้องเดินทางไปราชการภายในราชอาณาจักร นอกจังหวัดอันเป็นที่ตั้งอาคารรัฐสภาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมติของคณะกรรมการ ได้รับค่าเดินทางค่าใช้จ่ายและมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล เช่นเดียวกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตาม พ.ร.ฎ.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ. 2557

             5.ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดงบประมาณสถานที่ เจ้าหน้าที่ และสิ่งอำนวย ความสะดวกแก่ กรธ. และคณะอนุกรรมการตามที่ กรธ.แจ้งให้ทราบเพื่อประโยชน์แก่การจัดทำร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในกรณีที่ กรธ.เห็นสมควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดค่าใช้จ่าย สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการปฏิบัติงานและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ด้วย

             6.การเบิกเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลของประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เบิกจ่ายจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

             7.เพื่อประโยชน์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดให้มีการลงประชามติ และการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่จำเป็น นายกฯ อาจแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานอื่นเพื่อศึกษา หรือเตรียมการควบคู่กันไป โดยประสานกับ กรธ.และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ต้องให้มีความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำนึงถึงกำหนดเวลา แผนและขั้นตอนของ คสช. ในการนี้จะกำหนดอัตราเบี้ยประชุม หรือค่าตอบแทนแก่ผู้ได้รับแต่งตั้งด้วยก็ได้

             ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.