ข่าว

ไม่รับ!คดี‘ปู’ฟ้อง‘อัยการ’ผิดม.157

ไม่รับ!คดี‘ปู’ฟ้อง‘อัยการ’ผิดม.157

06 ต.ค. 2558

ศาลอาญาไม่รับคดี 'ยิ่งลักษณ์' ฟ้อง 'อัยการ' คดีจำนำข้าว ผิด ม.157 ชี้ ปฏิบัติตามขั้นตอน ก.ม. ไม่มีนัย 'ถอดถอน' คำฟ้องเป็นความเข้าใจของโจทก์เองว่าถูกกลั่นแกล้ง

 
                      6 ต.ค. 58  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อท.25/2558 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด , นายชุติชัย สาขากร ผู้ตรวจการอัยการ และอดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ , นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นคณะทำงานพิจารณาคดีโครงการจำนำข้าว และมีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีโครงการจำนำข้าว ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 4 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และร่วมกันกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามมาตรา 200 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เดินทางมาศาล แต่นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความ ได้เดินทางมาฟังคำสั่งคดีแทน
 
                      ศาลพิเคราะห์คำฟ้องและข้อกฎหมายแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ได้ไต่สวนข้อสมบูรณ์ให้เสร็จสิ้นก่อนมีคำสั่งฟ้องนั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง เมื่อ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว หากอัยการสูงสุด มีความเห็นว่า เรื่องที่ส่งมานั้นมีข้อไม่สมบูรณ์และแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยัง ป.ป.ช. โดยให้อัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนของแต่ละฝ่ายในจำนวนที่เท่ากัน เป็นคณะทำงานพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป
 
                      จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติ ได้กำหนดกระบวนการทำงาน หน้าที่ของอัยการสูงสุด และอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วม ในการพิจารณาข้อที่ไม่สมบูรณ์ตามที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เห็นชอบด้วยหรือไม่ และส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อไป ซึ่งตามฟ้องโจทก์กล่าวเพียงว่า นายตระกูล จำเลยที่ 1 มีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการไต่สวนข้อไม่สมบูรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายยืนยันว่าไม่มีการประชุมของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ก่อนที่นายตระกูล จำเลยที่ 1 จะส่งฟ้อง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์อ้างคำสัมภาษณ์ของบุคคล จากรายงานข่าวว่ายังไม่มีการประชุมของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายนั้น ก็เป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด นายสุรศักดิ์ จำเลยที่ 3 ก็ได้แถลงเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 58 ว่า คณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาหลักฐานร่วมกันแล้ว จึงแสดงว่า ก่อนที่นายตระกูล จำเลยที่ 1 จะสั่งฟ้องได้มีการประชุมของคณะทำงานร่วม
 
                      ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ บรรยายฟ้องว่า นายตระกูล จำเลยที่ 1 มีความเห็นส่งฟ้องโจทก์กะทันหัน ก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติถอดถอนโจทก์ ในคดีที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาโจทก์ เพียง 1 ชั่วโมงนั้น ศาลเห็นว่า ไม่มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ของนายตระกูล จำเลยที่ 1 ว่าจะไปกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด อีกทั้งเรื่องการถอดถอนโจทก์ก็เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปที่ประธาน สนช. ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 56 (1) ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้ผูกพันกับผลการไต่สวนข้อเท็จจริงในความผิดทางอาญา คำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นความเข้าใจของโจทก์เองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานอัยการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีเจตนากลั่นแกล้งฟ้องโจทก์ให้ต้องรับโทษแต่อย่างใด
 
                      และที่ฟ้องว่า สำนวนคดีจำนำข้าว เป็นการฟ้องเท็จในสาระสำคัญที่ ป.ป.ช.ยังไม่ได้กล่าวหาและยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ศาลเห็นว่านายตระกูล จำเลยที่ 1 ในฐานะอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บรรยายฟ้องชัดเจนว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมูลความผิด ซึ่งบรรยายฟ้องตามการพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่ได้เป็นการบรรยายฟ้องที่เป็นเท็จในสาระสำคัญแต่อย่างใด
 
                      สำหรับที่ โจทก์ อ้างว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกา ฯ พวกจำเลย ได้ยื่นบัญชีระบุพยานนอกสำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดีนั้น เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการพิจาณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 5 ให้ศาลยึดรายงานของ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณา แต่ก็ให้อำนาจศาลไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร โดยศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ และจำเลยมีสิทธิ์นำพยานเข้าไต่สวนเพื่อหักล้างพยานโจทก์ได้อยู่แล้ว การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่อาจรับฟังด้วยว่าจำเลยทั้งสี่ กระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง
 
                      ภายหลัง นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องไปหารือกับทีมทนายความก่อน ซึ่งต้องขอคัดคำสั่งศาลโดยละเอียด เพื่อดูว่าจะมีข้อกฎหมายหรือประเด็นใดที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอุทธรณ์คำสั่ง
 
                      ส่วนที่ก่อนหน้านี้เคยมีการเผยแพร่ข้อมูลทางกฎหมายผ่านสื่อโซเชียลของนักกฎหมายบางคน เห็นว่า การยื่นฟ้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ อาจเข้าข่ายเป็นการฟ้องเท็จนั้น ตนเห็นว่า การยื่นฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการฟ้องเท็จ แต่เป็นการฟ้องไปตามข้อเท็จจริง เพียงแต่ที่ศาลวินิจฉัยวันนี้ ระบุว่า เป็นความเข้าใจของโจทก์เองที่เห็นว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่มิชอบอย่างไร ดังนั้น ไม่ห่วงหากอีกฝ่ายจะฟ้องกลับ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการฟ้องไปมา ส่วนคดีทุจริตจำนำข้าวในศาลฎีกา ฯ ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจพยานหลักฐานไปแล้ว ซึ่งเราก็พร้อมพิจารณาไปตามคดี