ข่าว

สะท้อน‘บวก-ลบ’มาตรการ‘พักโทษ’

สะท้อน‘บวก-ลบ’มาตรการ‘พักโทษ’

06 ต.ค. 2558

สะท้อน‘บวก-ลบ’มาตรการ‘พักโทษ’ ปล่อยตัวนักโทษประหาร : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

             หลายครั้งที่มีการปล่อยตัวนักโทษคนดัง ที่ต้องโทษอาญาสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ก้าวพ้นประตูเรือนจำหลังจำคุกไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ในโลกโซเชียลก็จะโหมกระแส สะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกในด้านมืดของประชาชนว่า โทษประหารไม่มีจริง ก่อคดีอุกฉกรรจ์ ติดคุกไม่กี่ปีก็พ้นโทษออกมาเดินปร๋อเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของสังคมภายนอกอีกแล้ว!!!

             กรณีล่าสุด “ผู้พันตึ๋ง” พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเรือนจำกลางบางขวางเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ทำเอา “รัฐบาลทหาร” พลอยถูกครหาไปด้วยว่า เป็นยุคทหารคุมอำนาจหรือไม่ จึงทำให้ “ผู้พันตึ๋ง” มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์พักการลงโทษ ปล่อยตัวจากเรือนจำก่อนครบกำหนดโทษ

             เรื่องนี้ วิทยา สุริยวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงตามหลักทัณฑวิทยาว่า มาตรการพักการลงโทษเป็นกลไกปกติของกรมราชทัณฑ์ ที่อยู่คู่กับเรือนจำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 เป็นมาตรการทั่วไปสำหรับนักโทษชั้นเยี่ยม ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังมีความประพฤติดี ไม่ฝ่าฝืนระเบียบเรือนจำ 

             กรณีพักโทษ “ผู้พันตึ๋ง” ไม่มีประเด็นอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือสถาบันทหาร เพราะถูกถอดยศเรียบร้อย ไม่ใช่ พ.ต.เฉลิมชัย อีกต่อไป ในคุกผู้พันตึ๋งเป็น น.ช.เฉลิมชัย หรือน.ช.ตึ๋ง เมื่อพ้นโทษจากเรือนจำก็คือ นายเฉลิมชัย หรือนายตึ๋ง ขาดจากความเป็นทหารไปนานแล้ว

             ในเรือนจำ “ผู้พันตึ๋ง” มีสถานะเป็นนักโทษอาญาคดีฆ่าคนตาย ในที่นี้คือคดีอาญาทั่วไป เพราะในหลักกฎหมายมองว่า ไม่ได้มองว่านักโทษไปฆ่าใครมา หรือคนที่ถูกฆ่าตายเป็นนายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร แต่มองนักโทษเป็นนักโทษประหารชีวิตในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

             ส่วนเรื่องการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปนั้น จะมีขึ้นในโอกาสสำคัญต่างๆ โดยทั่วไปประมาณ 2-3 ปี จะมีการอภัยโทษเป็นการทั่วไป 1 ครั้ง จึงทำให้นักโทษที่ต้องโทษคุมขังเป็นเวลานานได้รับการพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง รวมถึงผู้ต้องขังในคดีฆ่าคนตาย ซึ่งจัดเป็นคดีอาญาทั่วไป โดยนักโทษชั้นเยี่ยมในคดีทั่วไปนี้ อยู่ในข่ายได้รับการลดวันต้องโทษ 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ขณะที่คดีนโยบาย เช่น คดียาเสพติด จะได้รับลดวันต้องโทษในสัดส่วนที่น้อยมาก หรือไม่ได้รับการลดวันต้องโทษเลย

             สำหรับกรณี “ผู้พันตึ๋ง” ซึ่งเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เพราะตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังมีความประพฤติดี ไม่เคยถูกลงโทษเพราะฝ่าฝืนระเบียบเรือนจำเลย จึงได้รับการพระราชทานอภัยโทษรวม 5 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2550 อภัยโทษจากประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิต ครั้งที่ 2 ปี 2553 โทษจำคุกตลอดชีวิตเหลือจำคุก 50 ปี ครั้งที่ 3 ปี 2554 ได้รับการลดวันต้องโทษ 13 ปี ครั้งที่ 4 ปี 2555 ได้พระราชทานอภัยโทษให้ลดวันต้องโทษตามสัดส่วนทำให้โทษจำคุกลดลงมาเรื่อยๆ และล่าสุดปี 2558 ในโอกาสมหามงคล 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาี ทำให้ผู้พันตึ๋งมีโทษจำคุกเหลือ 17 ปี 3 เดือนกับอีก 24 วัน โดยผู้พันตึ๋งติดคุกมาแล้ว 14 ปี จึงคงเหลือโทษจำคุก 2 ปี 9 เดือน 5 วัน จะพ้นโทษวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ส่วนคดีกรรโชกทรัพย์ กำหนดโทษจำคุก 6 ปี นับจากวันที่ 27 มกราคม 2546 ถือว่าจำคุกมาครบกำหนดแล้ว

             กรมราชทัณฑ์จึงเสนอพักโทษ โดยนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ซึ่งคณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้พักโทษแก่ น.ช.เฉลิมชัย เนื่องจากเห็นว่าต้องโทษจำคุกมานาน ผ่านการอบรมพัฒนาพฤตินิสัยแล้ว เหลือโทษจำคุกต่อไปอีกไม่มาก ปกติจะเข้าเกณฑ์พักโทษได้ตั้งแต่เหลือโทษจำคุก 1 ใน 3 ซึ่งในกรณีผู้พันตึ๋งคือเหลือโทษจำคุก 5 ปี 8 เดือน 11 วัน แต่เรือนจำรอจนให้เหลือโทษจำคุก 2 ปี 9 เดือน จึงเสนอให้คณะกรรมการพักการลงโทษพิจารณา

             กรณีกระแสความไม่พอใจที่มีการปล่อยตัวนักโทษคนดัง ตามมาตรการพักการลงโทษนั้น อธิบดีราชทัณฑ์อธิบายด้วยหลักทัณฑวิทยาว่า  “ผู้พันตึ๋ง” ใช้ชีวิตเป็นนักโทษอยู่ในเรือนจำนาน 14 ปี สำหรับสังคมภายนอกรู้สึกว่าแป๊บเดียว เร็วมาก แต่สำหรับคนในคุก ความรู้สึกตรงกันข้าม เพราะแต่ละวันในคุกยาวนานมาก การนำคนไปคุมขังไว้ในคุก ต้องถามก่อนว่า ทำไปเพื่ออะไร…เพื่อลงโทษให้นักโทษสำนึกผิดแล้วปรับปรุงแก้ไข ให้กลับตัวออกมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้เป็นปกติ…ใช่หรือไม่ หากมีแนวคิดแบบนี้ก็ต้องพัฒนาพฤตินิสัยแล้วปล่อยตัวออกมา แต่ถ้าคิดว่าโทษจำคุกคือการเอาตัวไปคุมขังเพื่อทำลายนักโทษ แบบนี้ก็ไม่ต้องแก้ไขอะไร นอกจากขังไปจนครบกำหนดโทษ

             การพักโทษเป็นการทดลองให้นักโทษได้ออกไปใช้ชีวิตปกติในสังคม ได้มีโอกาสปรับสภาพจิตใจด้วยการอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้พ้นโทษ ในระหว่างที่พักการลงโทษ 2 ปี 9 เดือน “ผู้พันตึ๋ง” ที่พ้นออกจากเรือนจำด้วยอายุ 62 ปี ยังมีสถานะเป็นนักโทษ หากออกไปแล้วมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยหรือออกไปกระทำผิดซ้ำ หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขในการคุมประพฤติ ก็ต้องไปตามจับตัวกลับมารับโทษในส่วนที่ได้รับการพักไว้ ซึ่งการพักโทษอาจส่งผลดีกว่าการปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดโทษตามปกติ เพราะการปล่อยในลักษณะนั้นไม่มีมาตรการติดตามหรือควบคุมใดๆ เลย

             สำหรับการพักโทษ “ผู้พันตึ๋ง”  พิจารณาในหลักเกณฑ์เดียวกับการพักโทษ นายเสริม สาครราษฎร์, นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ และนายชลอ เกิดเทศ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติทั่วไป โดยในแต่ละเดือนจะมีนักโทษได้รับการพักโทษ 100-200 คนต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 300 คนต่อเดือน นอกจากนี้ยังพักโทษให้แก่ผู้ต้องขังที่ผ่านโครงการวิวัฒน์พลเมืองปีละ 3,500 คน รวมถึงการพักโทษให้แก่นักโทษชรา พิการ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งการคุมขังไว้จะสร้างภาระให้แก่ทางราชการ

             อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการพักการลงโทษจะเป็นส่วนหนึ่งของการให้โอกาสคืนคนดีสู่สังคม แต่กรมราชทัณฑ์ก็ได้รับเสียงสะท้อนในมุมกลับเกี่ยวกับการ “พักโทษ” ว่า ทำให้คนไม่หวาดกลัวต่อโทษจำคุก และที่สำคัญในคดีอาญาทั่วไปยังมีผิดซ้ำ อาชญากรโดยสันดาน ปะปนอยู่ มาตรการพัฒนาพฤตินิสัยทั่วไปอาจใช้ไม่ได้กับบุคคลที่กระทำผิดจนติดนิสัย อาทิ คดีฆ่าข่มขืนและคดีรับจ้างฆ่าในลักษณะของมือปืนรับจ้าง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องขังถูกลงโทษตั้งแต่อายุ 20 ปีเศษ แม้จะเป็นผู้ต้องโทษประหาร แต่ติดคุกจริงเฉลี่ย 10-19 ปี ก็พ้นโทษ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำ

             อีกทั้งในมิติกฎหมายไทย ไม่ว่านักโทษจะฆ่ามากี่ศพ ต้องโทษจำคุกรวมกันกี่คดี แต่ในชั้นตัดสินจะลงโทษที่บทหนัก คือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตบทเดียว ภายใต้หลักคิดที่ว่า มนุษย์มีชีวิตเดียวจะประหารซ้ำซ้อน 2 ครั้ง 3 ครั้งไม่ได้ ขณะที่ต่างประเทศจะเรียงกระทงลงโทษให้ครบตามจำนวนศพ โดยเฉพาะกรณีมือปืนรับจ้าง เพื่อป้องกันระงับยับยั้งไม่ให้เกิดภัยอันตรายต่อสังคมโดยรวม

             ยกตัวอย่างล่าสุด คดีกราดยิงในโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังรอบปฐมทัศน์เรื่อง แบทแมน-เดอะ ดาร์คไนท์ ไรส์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บ 70 คน ผู้ต้องหาไม่ได้รับโทษประหารชีวิต แต่ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต 12 ครั้ง ตามจำนวนของผู้เสียชีวิตและจำคุกอีก 3,318 ปี ตามจำนวนผู้บาดเจ็บ 70 คน

             ต้องรอดูกันต่อไปว่า ในอนาคตหลักเกณฑ์ “การพักโทษ” ในคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญของไทยเรา จะปรับเปลี่ยนอย่างไรหรือไม่
 

เปรียบเทียบ“คดีสำคัญอื่นๆ"

             -“เสริม สาครราษฎร์” นักศึกษาแพทย์ฆ่าหั่นศพแฟนสาว เจนจิรา พลอยองุ่นศรี ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ระหว่างถูกคุมขังได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 5 ครั้ง กระทั่งเข้าเกณฑ์พักการลงโทษ ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 หลังถูกจองจำด้วยโทษจำคุกนาน 13 ปี 9 เดือน

             -พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ผู้ที่เคยได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชุดติดตามเครื่องเพชรของราชวงศ์ไฟซาล ประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่ก่อคดีอุกฉกรรจ์มากมาย จนถูกศาลตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิต ในคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ จำคุกคดีอุ้มสันติ ศรีธนะขัณฑ์ และคดียักยอกเพชรของกลางในคดีเพชรซาอุฯ โดย “ชลอ” ได้รับการพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง ตั้งแต่ในปี 2553 และ 2554 กระทั่งมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์พักการลงโทษ หลังติดคุกในเรือนจำกลางบางขวางและเรือนจำกลางคลองเปรมกว่า 19 ปี เนื่องจากต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ประกอบกับมีอายุเกิน 70 ปี จัดอยู่ในกลุ่มนักโทษชราที่มีโรคประจำตัวรุมเร้า ทั้งหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แขนซ้ายเป็นอัมพฤกษ์ จึงได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 และหลังถูกถอดยศเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นายชลอเปลี่ยนชื่อเป็น นายธัชพล เกิดเทศ

             -นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ หรือหมอวิสุทธิ์ ผู้ต้องโทษประหารในคดีฆ่าหั่นศพเมียตัวเอง หรือหมอผัสพร บุญเกษมสันติ โดยระหว่างต้องโทษจำคุก “หมอวิสุทธิ์” ได้ทำประโยชน์ด้วยการช่วยดูแลผู้ต้องขังที่เจ็บป่วย จึงถูกจัดชั้นให้เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม และได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 4 ครั้ง หลังติดคุกนาน 10 ปี 7 เดือน จึงเข้าเกณฑ์พักการลงโทษ โดยปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2557