
ลุ้นมาตรการปั๊มแรงซื้อบ้านหนุนรัฐมาถูกทาง-หวังมีผลใช้โดยเร็ว
06 ต.ค. 2558
ลุ้นมาตรการปั๊มแรงซื้อบ้าน หนุนรัฐมาถูกทาง-หวังมีผลใช้โดยเร็ว : โดย...อนัญชนา สาระคู
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2558 แล้ว เชื่อได้ว่าภาคธุรกิจต่างพากันจัดแคมเปญใหญ่เพื่อกระตุ้นตลาดท้ายปี หลังจากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวมานาน รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีงานใหญ่ “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 33” ซึ่งจัดมาเป็นประจำทุกปี โดยความร่วมมือของ 3 สมาคม คือ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และได้ระดมดีเวลลอปเปอร์มากกว่า 200 ราย รวมถึงสถาบันการเงินอีกนับสิบรายมาร่วมงาน จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 ตุลาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่น่าลุ้นกันยกใหญ่ที่ว่ารัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการหวังจะได้เห็นมาตรการดังกล่าวมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หรือทันเวลาการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ซึ่งปกติจะมีการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อบ้านอยู่แล้ว หากมีมาตรการของรัฐออกมาอีกก็น่าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้มากยิ่งขึ้น และจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 3%
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังจะพิจารณา ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือ ลดภาระให้ฝั่งผู้บริโภค ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ ฝั่งผู้ประกอบการไม่ได้ประสบปัญหาต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 แต่ปีนี้เกิดจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ และภาระหนี้สินที่สูงขึ้นทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง แนวทางที่จะออกมาทั้งการลดภาระค่าใช้จ่าย เรื่องค่าธรรมเนียม และภาษีในฝั่งของผู้ซื้อ รวมถึงการช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ไม่ถูกปฏิเสธกันมากนัก ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
อีกทั้งมาตรการที่จะเน้นช่วยเหลือไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงระดับต่ำก็ถือว่ามาถูกทางเช่นกัน เพราะกลุ่มคนที่ซื้อบ้านราคาแพงจะมีความสามารถในการซื้ออยู่แล้ว และอาจไม่จำเป็นต้องขอสินเชื่อจากธนาคารด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดีการที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ออกมาแล้วนั้น อาจจะมีผลกระทบทำให้คนที่ตัดสินใจจะโอนบ้านช่วงชะลอการตัดสินใจได้ จึงต้องการให้รัฐบาลมีความชัดเจนโดยเร็วว่าจะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ และหากมีก็ขอให้มีความชัดเจนและออกมาให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว โดยหากสามารถออกมาตรการมาและมีผลบังคับใช้อย่างช้าภายในเดือนนี้ หรือทันกับการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ก็ยิ่งน่าจะเป็นผลดีที่จะช่วยกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้ เนื่องจากมาตรการที่รัฐจะออกมาน่าจะช่วยกระตุ้นความอยากซื้อบ้านของประชาชนให้มากขึ้นจากเดิม แต่หากล่าช้าออกไปก็อาจจะมีผลกระทบในอีกทางหนึ่ง ผู้ซื้อจะชะลอการตัดสินใจโอน หรือหากออกมาช่วงเดือนธันวาคมก็จะไม่เป็นจังหวะที่เหมาะสมนัก
“สำหรับผู้บริโภคที่จะซื้อบ้านหากซื้อบ้านในช่วงนี้ถือว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจริงๆ เพราะบ้านราคาไม่แพง ผู้ประกอบการยังไม่ขยับราคาบ้าน เพราะต้องการขายและทำตัวเลขท้ายปี จึงออกโปรโมชั่นมาจูงใจ และน่าจะเห็นสีสันกันในงานมหกรรมบ้านและคอนโดกันมากขึ้น” นายอธิป กล่าว
ด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังมีความแข็งแรงดีอยู่ และธุรกิจอสังหาฯ ก็เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 12-13% ต่อจีดีพี อีกทั้งยังใช้โลคอล คอนเทนท์ภายในประเทศถึง 90% ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี 2558 นี้ อย่างไรก็ตาม อยากเห็นรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ออกมาให้เร็วที่สุด หรือภายในสัปดาห์นี้ โดยขอให้มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการใดๆ ออกมาหรือไม่มี ถ้ามีก็ขอให้มีผลบังคับใช้ทันที
“หากรัฐบาลไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมยังคงเติบโตไปได้ โดยคาดว่าปีนี้จะโตได้ที่ระดับ 10% แต่หากมีมาตรการเข้ามาเสริมในช่วงท้ายปีนี้ก็น่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตได้อีก 3% เป็นระดับ 13% ซึ่งหากมีมาตรการออกมาก็ขอให้ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ทันที เพราะงานมหกรรมบ้านและคอนโดถือเป็นงานใหญ่ที่สุดของปีนี้ จะเป็นงานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องจัดงานอื่นๆ ออกมารองรับ หรือถ้าไม่มีก็ขอให้ชัดเจนว่าไม่มี เพื่อลูกค้าจะได้ไม่ลังเลใจในการตัดสินใจเพราะผู้ประกอบการก็จัดงานนี้มาเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมเราอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ จากการติดตามมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของรัฐเห็นว่ามาตรงจุดแล้ว โดยเห็นควรออกมาตรการมาควบคู่กันทั้งด้านภาษีการโอน การจดจำนอง ที่จะช่วยลดภาระให้แก่ประชาชนผู้ซื้อบ้านไปได้ทันที และมาตรการด้านสินเชื่อ ซึ่งเรื่องอัตราส่วนการผ่อนชำระต่อรายได้สุทธิอาจจะมีการขยับจาก 30% เป็น 40-50% เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น การยืดระยะเวลาการผ่อนชำระจาก 30 ปี เป็น 40-50 ปี ก็ช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือนลงก็จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้น และการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการปล่อยสินเชื่อบ้าน น่าจะครอบคลุมมากกว่าเดิมหากมีการขยายเพดานสินเชื่อจากการถูกจำกัดเพดานไว้ที่ 1.5 ล้านบาท เป็น 3 ล้านบาท
“ปัจจุบันบ้านและคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท มีน้อยมาก และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของตลาดรวมเท่านั้น แต่หากระดับราคา 3 ล้านบาท จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 31% ของตลาดรวม ก็จะทำให้การขับเคลื่อนการปล่อยสินเชื่อมีความครอบคลุมมากขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว



