
ขมน้ำตาลหวานบอระเพ็ด : คนไทยตกงาน?
06 ต.ค. 2558
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : คนไทยตกงาน ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
หลังจากที่สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง ทหารอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยถอนตัวกลับไป คนไทยที่เคยทำงานอยู่ตามแคมป์และได้รับค่าจ้างสูงๆ ก็ตกงานไปตามๆ กัน ทหารอเมริกันส่วนหนึ่งเมื่อกลับบ้านและปลดประจำการแล้ว ก็เดินทางมาทำงานแถวประเทศตะวันออกกลางและมีการติดต่อคนไทยที่เคยทำงานเป็นลูกมือช่างให้แก่ฐานทัพของตน ให้เดินทางไปทำงานแถบย่านตะวันออกกลางโดยส่วนมากเริ่มต้นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ในยุคแรกของการเดินทางไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย หรือประเทศอื่นๆ ในย่านนั้นซึ่งถูกเรียกรวมๆ ว่า “ไปซาอุฯ” นั้น คนงานที่เดินทางไปนอกจากจะไม่ต้องเสียค่านายหน้าแล้ว ยังได้เงินกินเปล่าล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นก็ยังหาคนสมัครใจไปทำงานได้ยากเหลือเกิน เพราะความกลัวการที่ต้องไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนนั่นเอง
จนเมื่อคนรุ่นแรกๆ ไปทำงานแล้วกลับมาชักชวนญาติพี่น้องให้ไปทำงานด้วยกัน จึงเริ่มมีคนเห็นดีเห็นงามกับค่าจ้างที่ได้มากกว่าในประเทศไทยหลายสิบเท่า ทำให้เกิดการแย่งกันไปทำงานถึงขั้นยอมจ่ายเงินค่าหัวคิวให้แก่คนที่สามารถพาไปทำงานได้ และเกิดเป็นธุรกิจรับจัดหาคนงานไปทำงานในประเทศแถบตะวันออกกลางขึ้นมาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
นอกจากจะเป็นธุรกิจรับจัดส่งแรงงานไปทำงานอย่างถูกต้องแล้ว ยังมีการหลอกลวงโกงเงินค่าหัวคิวจากผู้ที่อยากไปทำงานเกิดขึ้นทุกวัน และหลายคนที่เดินทางไปด้วยความหวังว่าเมื่อครบสัญญาว่าจ้าง จะได้กลับบ้านพร้อมกับเงินก้อนจากการอดทนทำงาน แต่ท้ายที่สุดเงินที่ได้จากหยาดเหงื่อที่ทุ่มเททำงานทั้งหมด ก็หมดไปเพราะการเล่นการพนัน “แก้เหงา”
บางคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ อดออมเก็บเงินส่งมาให้ครอบครัว ทั้งใช้หนี้เงินกู้ที่ต้องใช้เป็นค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก่อนเดินทางมา ก็ต้องใจสลายเมื่อกลับมาถึงบ้านและพบว่าเงินที่ส่งมาทั้งหมดนั้น ถูกเมียนำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายสำมะเลเทเมาจนหมดเกลี้ยง แต่คนไทยจำนวนมากมายก็ยังดิ้นรนที่จะไป “ขุดทองที่ซาอุฯ”
คนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและไม่มีแม้แต่ปัญญาจะไปหาเช่าที่ดินทำกิน จึงต้องดิ้นรนกู้หนี้ยืมสินไปทำงานยังประเทศแถบตะวันออกกลาง หรือที่เรียกกันว่า “ไปซาอุฯ” นั้นยังพอเข้าใจได้ แต่คนที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองกลับยังดิ้นรนอยากไป เพราะ “เขาบอกว่า” ทำงานสบายได้เดือนละหลายหมื่นบาทจนถึงหลักแสน ถึงขั้นเอาที่ดินของตนเองไปจำนองจำนำเพื่อจ่ายเป็นค่านายหน้านั้นน่าแปลกใจ
เพราะแม้ว่าจะมีบ้างบางคนซึ่งเป็นส่วนน้อยสามารถเก็บหอมรอมริบเงินค่าจ้างกลับมาได้ก้อนหนึ่ง แต่ถ้าทำมาหากินบนที่ดินของตนเองและอดออมไม่สุรุ่ยสุร่าย แบบเดียวกับที่ต้องทนนอนอุดอู้อยู่ในแคมป์ที่พักคนงานกลางทะเลยทราย รายได้ที่หาได้จากการอยู่กับครอบครัวในประเทศไทย ก็มีเหลือพอที่จะทำให้อยู่กินเดือดร้อนแต่อย่างใดเช่นกัน
ทุกวันนี้แม้ว่าการเดินทาง “ไปซาอุฯ” จะไม่เกิดขึ้นเช่นแต่ก่อน แต่เหตุการณ์คล้ายคลึงกันกับคนไทยที่เกี่ยวกับการขายแรงงานก็หวนกลับมาให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง เพราะในขณะที่คนไทยบอกว่า “ตกงานหางานทำไม่ได้” แต่กลับมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโยกย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทยนับล้านคน สัปดาห์หน้าลองมาดูกันว่าเพราะเหตุใดหรือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น



