ข่าว

เจาะลึก‘ไบโอเมทริก’เทคโนโลยีภาพเชิงซ้อนแกะรอยคนร้าย

เจาะลึก‘ไบโอเมทริก’เทคโนโลยีภาพเชิงซ้อนแกะรอยคนร้าย

05 ต.ค. 2558

เจาะลึก‘ไบโอเมทริก’ เทคโนโลยีภาพเชิงซ้อนแกะรอยคนร้าย : ทีมข่าวอาชญากรรม

              ภาพถ่ายบุคคลต้องสงสัยในหลายคดีถูกนำมาผ่านเทคโนโลยี “ภาพเชิงซ้อน” หรือ “ไบโอเมทริก” ซึ่งเป็นนิติวิทยาศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานนำมาใช้หาเบาะแสคนร้าย โดยเทคนิคดังกล่าวถูกนำมาใช้ในคดีระเบิดราชประสงค์ โดยเฉพาะผู้ต้องหาคนสำคัญอย่าง อาเดม คาราดัก หรือบิลาล มูฮัมหมัด และ “ไมไรลี ยูซูฟู”

             อาเดม คาราดัก และไมไรลี ยูซูฟู สองผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ ถูกถ่ายภาพและนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภาพเชิงซ้อนเช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจเทียบกับภาพถ่ายชายเสื้อเหลืองและเสื้อม่วงที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ ซึ่งจะเป็นหลักฐานยืนยันตัวคนร้าย เช่นเดียวกับรอยลายพิมพ์นิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอ ที่เป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้

             พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี อดีตที่ปรึกษา(สบ 10) ระบุว่า กรณีชายเสื้อเหลืองที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้หลายจุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ส่งภาพเหล่านั้นมาให้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องคัดภาพที่มีคุณภาพเรียกว่าให้ได้ มุม แสง ที่มีความเหมาะสมที่สุด จากนั้นจะนำมาเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบเชิงซ้อน ทั้งนี้การเปรียบเทียบในลักษณะนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการประกอบหลักฐาน ซึ่งต้องรวมไปถึงหลักฐานอื่นๆ ที่นำมาค้ำยันคดี

             “ตอนนี้ยังไม่ได้นำภาพผู้ต้องหามาเปรียบเทียบ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ในวันนั้นที่นำผู้ต้องหามาทำแผน ทั้ง 2 คน เจ้าหน้าที่ได้เก็บภาพของผู้ต้องหาจากแง่มุมต่างๆ หลายมุมภาพวงจรปิดฝ่ายสืบสวนก็เก็บส่งมาอยู่ระหว่างการคัดเลือก เอามาเปรียบเทียบ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าผู้ต้องหาเป็นคนเดียวกันกับชายเสื้อหลืองหรือไหม แต่เป็นความพยายามหนึ่งที่จะแสวงหาหลักฐานในการพิสูจน์ทราบบุคคลที่กระทำผิดในคดีนี้” อดีตที่ปรึกษา(สบ 10) กล่าว

             นอกจากนี้ พล.ต.อ.จรัมพรยังบอกถึงการเปรียบเทียบใบหน้ามนุษย์กับภาพที่ปรากฏ หลักการคือว่า ร่างกายของมนุษย์มีรูปพรรณสัณฐานที่มีความแตกต่างกัน มีหน้าตาที่แตกต่างกัน ซึ่งหน้าตาที่แตกต่างกันทำให้คนเราจำอีกคนหนึ่งต่างจากอีกคนหนึ่งได้ เพราะเป็นลักษณะเฉพาะบนใบหน้า ซึ่งลักษณะเฉพาะบนใบหน้าคือ ตำแหน่งของตา คิ้ว ปาก และใบหู ที่เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล

             "หลักการเปรียบเทียบใบหน้า หรือเรียกว่า Face Recognition เพื่อเทียบความเหมือนของใบหน้า ซึ่งหลักการทำงานมีการกำหนดจุดต่างๆ บนใบหน้า อาจจะหลายๆ จุดแล้วแต่ซอฟต์แวร์ของแต่ละบริษัท ซึ่งการนำจุดต่างๆ บนใบหน้าเปรียบเทียบและประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยเป็นระบบการทำงานในการวัดเปรียบเทียบ เพื่อชี้ถึงความเหมือนหรือความแตกต่าง สอดคล้องระหว่างจุดต่างๆ บนใบหน้า ขอยืนยันว่า เทคนิคการเปรียบเทียบใบหน้าสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ แต่ยังไม่ถือเป็นเอกลักษณ์ของบุคคล"

             ระบบ “ไบโอเมทริก” การวัดความเหมือนของใบหน้า เกิดจากการเปรียบเทียบจุดต่างๆ บนใบหน้า แล้วแต่ซอฟต์แวร์ว่า จะกำหนดจุดมากน้อยแค่ไหน แต่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน อาทิ ท่าทางของภาพที่ได้เพื่อนำมาเปรียบเทียบ หรือแม้แต่เรื่องของแสงก็อาจจะมีผล หรือแม้แต่การแสดงสีหน้า อาการ การยิ้ม หัวเราะ ยักคิ้ว ก็จะทำให้จุดต่าง ๆ บนใบหน้า บางจุดอาจจะเปลี่ยนไป แต่จะมีจุดอื่น ๆ มาใช้เปรียบเทียบ เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นปัจจัยที่จะต้องนำมาวิเคราะห์ แต่อนาคตจะสามารถยืนยันความชัดเจนได้ดีขึ้น

             ความเหมือนหรือความแตกต่างในชั้นนี้ ถือว่ายังไม่เป็นเอกลักษณ์บุคคล ร่างกายมนุยษ์มีเอกลักษณ์ทางชีวภาพ ที่เรียกว่า “ไบโอเมทริก” เป็นชีวะมาตร และยังรวมไปถึงดีเอ็นเอ ถือว่ามีความแม่นยำสูงเช่นเดียวกัน ลายนิ้วมือก็จะไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน และขณะนี้ก็มีเปรียบเทียบม่านตา ตรงนี้ถือเป็นการเปรียบเทียบชี้เป็นเอกลักษณ์บุคคล นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายโยงใยของเส้นเลือดมนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ส่วนภาพถ่ายก็มีความแม่นยำสูง ยังใช้เปรียบเทียบในลักษณะของการส่งเสริมหรือสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนมากขึ้น

             เทคนิคการเปรียบเทียบใบหน้าเชิงซ้อน เคยถูกนำมาใช้คลี่คลายคดีเหตุระเบิด 3 จุดในพื้นที่ สน.คลองตัน เมื่อต้นปี 2555 โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายเป็นชายต่างชาติ ตำรวจได้ตรวจสอบภาพบุคคลต้องสงสัยรายแรกที่มีลักษณะคล้ายผู้ต้องหา ก่อนนำมาเปรียบเทียบกับภาพเชิงซ้อน 3 มิติ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับไม่สอดคล้องกัน

             ตำรวจจึงต้องสืบสวนใหม่อีกครั้ง โดยนำภาพผู้ต้องสงสัยที่ลักษณะใกล้เคียงกับผู้ต้องหา จากการผ่านด่านตรวจของตม.ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ปรากฏว่า การเปรียบเทียบภาพเชิงซ้อนสอดคล้องกัน ซึ่งสามารถยืนยันตัวบุคคลได้นำมาสู่การออกหมายจับคนร้าย

              “เป็นการสนับสนุนหลักฐานที่เรามีอยู่ให้มีความชัดเจนมากขึ้น เวลาการนำเสนอเรื่องหลักฐาน พยานบุคคลเป็นความเชื่ออันหนึ่ง คำให้การของบุคคล การยืนยันโดยพยานบุคคลก็ถือเป็นความน่าเชื่อระดับหนึ่งหรือเรียกว่าประจักษ์พยาน แต่ถ้าความเหมือนของบุคคล โดยมีการยืนยันด้วยเทคโนโลยีด้วยผู้เชี่ยวชาญ ก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักวัตถุพยาน และพยานหลักฐาน” พล.ต.อ.จรัมพร ระบุ

             สุดท้าย พล.ต.อ.จรัมพร ยังระบุถึงความสำคัญของการเปรียบเทียบภาพเชิงซ้อนที่ไม่เฉพาะผู้ต้องหาเท่านั้นว่า เทคนิคการเปรียบเทียบภาพเชิงซ้อน สิ่งสำคัญคือการคัดแยกบุคคลที่ไม่ใช่ออกจากคดี เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ ซึ่งวิวัฒนาการที่ตำรวจนำมาใช้ โดยการนำคอมพิวเตอร์มาประมวลผล ทำให้แนวทางการสืบสวนสอบสวนมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น