
เปิดกึ๋น'สุขุมพันธุ์'โชว์แนวคิดแก้จราจรกทม.
เปิดกึ๋น'สุขุมพันธุ์'โชว์แนวคิดแก้จราจรกทม. : ธนัชพงศ์ คงสายรายงาน
ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายสิบปี แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้เบาบางลงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้จราจรติดขัดอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และกทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจราจร ร่วมจัดประชุมระดมสมองที่อาคารศรีจุลทรัพย์เมื่อไม่นานมานี้
ทั้งนี้ก็เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาจราจรตัดขัดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ในการประชุมระดมสมองครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาการจราจร ทั้งเจ้าหน้าที่ วช.เจ้าหน้าที่ของ กทม.ตำรวจจราจรและผู้สนใจปัญหาจราจรเข้าร่วม ประชุมจำนวนมากโดยคณะผู้จัดงานได้เรียนเชิญ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมระดมสมอง เรื่องท้าทายไทย : แก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร และเรียนเชิญปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “การจัดการจราจรในกรุงเทพมหานคร”
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เสนอวิสัยทัศน์ในการปัญหาจราจรว่า กทม.และปริมณฑลประสบปัญหาการจราจรติดขัดและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความต้องการในการเดินทางของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น หากไม่เตรียมการแก้ไขหรือไม่มีแผนงานโครงการรองรับปัญหาจราจรจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงจะส่งผลเสียต่อประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคต ทำให้ภาครัฐมีนโยบายเร่งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการผลักดันแผนงานโครงการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดใน กทม.และปริมณฑล
“ที่ผ่านมาการกำหนดมาตรการควบคุมปริมาณการจราจรรวมทั้งมาตรการอื่นๆ จะไม่สำเร็จหากไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีระบบเพียงพอในการให้บริการประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องผลักดันระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพเพื่อสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน เพราะจะทำให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชมากขึ้น รวมถึงการรณรงค์ให้มีการใช้ยานพาหนะร่วมกัน โดยเน้นหลักการเคลื่อนคนแทนที่พยายามเคลื่อนรถ ขณะเดียวกันต้องมีการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างศูนย์กลางชุมชนต่างๆ ด้วยโครงการคมนาคมขนส่งที่มีความสะดวกรวดเร็วและประหยัดพลังงาน”
ส่วนการเพิ่มขึ้นของปริมาณรถยนต์จนส่งผลต่อปัญหาการจราจรติดขัดนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บอกว่าปัญหาจราจรไม่ต้องมีข้อกังขาว่าทำไมใน กทม.ต้องประสบปัญหานี้เพราะตัวเลขปริมาณรถยนต์ใน กทม.ขณะนี้มี 8 ล้านคัน แต่ผิวจราจรกลับมีน้อยกว่าและปริมาณรถยนต์มีมากกว่าประชากรในทะเบียนบ้านหลายล้านคัน ใน กทม.มี 17 ล้านเที่ยวคนต่อวันหรือเพียงร้อยละ 40 ใช้ระบบขนส่งสาธารณะประมาณ 7 ล้านคัน ส่วนที่เหลือใช้รถยนต์ ซึ่งตัวเลขที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการจราจรต้องติดขัดเพราะตั้งแต่มกราคม-พฤษภาคมปีนี้ มีรถจดทะเบียนใหม่ 3.5 แสนคัน หรือเฉลี่ยมีรถจดทะเบียนใหม่ 3.5 พันคันต่อวัน ขณะที่การเพิ่มผิวจราจรนับวันจะทำลำบากขึ้นเพราะไม่มีความต้องการเวนคืน หรือการย้ายถิ่นฐานของประชาชน
แนวโน้มจากนี้ในระยะสั้นไม่สามารถสบายใจได้ถึงแม้การแก้ปัญหาหาจราจรได้เดินหน้าไปในแนวทางที่ถูกต้อง โดยมีมาตรการทั้งบรรเทาอาการและรักษาโรค โดยยาที่บรรเทาอาการมีจำนวนมาก อาทิ การเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง โดยเฉพาะการใช้เรือ การเพิ่มระบบเพื่อป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชน การปรับปรุงถนน เพิ่มจุดตัด ทางแยก แก้ไขปัญหาคอขวด มีการเพิ่มเส้นทางจักรยาน เปิดแอพพลิเคชั่นรายงานปัญหาจราจร แต่ยาที่จะรักษาโรคได้ต้องเป็นการสร้างระบบขนส่งมวลชน โดยปี 2572 กทม.จะมีระบบขนส่งมวลชนแบบรางเพิ่มขึ้น 5 เท่า มีระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตร จะมีสายหลัก 8 เส้นทาง สายรอง 6 เส้นทาง มีไลท์เรลที่บางนา-สุวรรณภูมิ ซึ่งระบบขนส่งระบบรางมีความสำคัญมากเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมาขึ้้น เพื่อให้ทิ้งรถไว้ที่บ้าน
“ยังมีคำถามว่ารถไฟฟ้าจะเป็นยารักษาโรคได้หรือไม่ ผมคิดว่ายังมีตัวเลขน่ากลัวมาก เพราะจากนี้ถึงปี 2572 ยานพาหนะรถยนต์จะเพิ่มจาก 8 ล้านคันเป็น 10 ล้านคัน การเคลื่อนไหวใน กทม.จะเพิ่มขึ้นจาก 17 ล้านเที่ยวคน จะเป็น 22 ล้านเที่ยวคน แต่สัดส่วนการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลไม่ได้ลดลง ส่วนปริมาณผู้โดยสารจากระบบรางก็เพิ่มมาจากระบบขนส่งมวลชนแบบอื่น ที่สำคัญในเรื่องความเร็วบนถนนซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในปี 2572 อาจเหลือเพียง 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความหมายคือลงทุนหลายแสนล้านแต่รักษาโรคไม่ได้ก็เป็นเรื่องน่ากลัว ถึงแม้จะมีการสร้างระบบขนส่งมวลชนแบบรางก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะต้องมีวัฒนธรรมในการใช้ชีวิตและการเดินทางของประชาชนด้วย”
ขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาจราจรติดขัดนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บอกว่า เบื้องต้นคือ 1.คุมกำเนิดรถยนต์โดยผู้ที่ต้องซื้อรถยนต์ต้องแสดงที่จอดรถถ้าไม่มีที่จอดรถต้องห้ามซื้อรถยนต์ 2.ควบคุมการใช้รถส่วนบุคคลใน กทม. โดยเฉพาะในศูนย์กลางธุรกิจถ้าเข้าใช้อาจต้องมีการเสียเงิน 3.บังคับให้ผู้มีที่จอดรถในใจกลางกทม.ต้องจ่ายค่าจอดรถสูงขึ้นเพื่อมีแรงจูงใจทิ้งรถไว้ที่บ้าน 4.พัฒนาระบบรถประจำทางทั้งการขนส่งหลักและการป้อนผู้โดยสาร 5.เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งทางเลือกให้เป็นวิถีชีวิตหลักหรือเป็นการป้อนเข้าสู่ระบบโดยใช้แม่น้ำ คลอง เข้ามาช่วย 6.เพิ่มเส้นทางจักรยานต้องมีการดูแลถนนให้ดี เพิ่มความสะดวกให้ผู้สูงอายุและผู้พิการ เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 7.ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ต่อเนื่อง พัฒนาระบบสกายวอล์กในศูนย์กลางธุรกิจเพื่อจูงใจให้ประชาชนเดินทางขึ้น ที่สำคัญ กทม.และปริมณฑลต้องร่วมมือเรื่องผังเมืองและรัฐบาลต้องสร้างเมืองแซทเทิลไลท์ที่มีความพร้อมในเรื่องโรงเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อไม่ให้คนในเขตปริมณฑลเดินทางเข้ามา กทม.หากไม่จำเป็น
“ยังมีคำถามว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าอำนาจหน้าที่การดูแลจราจรยังกระจายอยู่หลายหน่วยงานและถึงเวลาหรือยังที่จะมีการรวมอำนาจหน้าที่แก้ปัญหาจราจรใน กทม.หรือปล่อยให้อำนาจกระจายไปยัง 20 กว่าหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีจุดยืนที่ต่างกัน ทรัพยากรต่างกัน บุคลากรต่างกัน คำถามง่ายๆ เราจะจริงจังกับการแก้ปัญหาแค่ไหนหรือเราจะปล่อยต่อไปหรือต้องสร้างระบบให้ทำงานเชิงบูรณาการแท้จริงก่อน” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
วิสัยทัศน์การแก้จราจร กทม.และปริมณฑลของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่เสนอในที่ประชุมครั้งนี้คงเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดไม่มากก็น้อย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดไป



