ข่าว

‘ผ่าวิกฤติภัยแล้ง-น้ำท่วม โรดแม็พบริหารจัดการน้ำในอนาคต’

‘ผ่าวิกฤติภัยแล้ง-น้ำท่วม โรดแม็พบริหารจัดการน้ำในอนาคต’

03 ต.ค. 2558

‘ผ่าวิกฤติภัยแล้ง-น้ำท่วม โรดแม็พบริหารจัดการน้ำในอนาคต’

             คงไม่ได้เป็นการมองโลกด้วยความตื่นตระหนกจนเกินไป หากจะบอกว่าธรรมชาติในบ้านเราปีนี้มีความผิดเพี้ยนไปมากอย่างน่าเป็นห่วง

             สถานการณ์แล้งเกิดขึ้นยาวนานจนชาวนาเกือบทั้งประเทศปลูกข้าวไม่ได้ ทั้งนาปีและนาปรัง ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงให้อยู่รอดจนถึงวันตั้งท้อง ออกรวง

             เลวร้ายไปกว่านั้น ท้องถิ่นทุรกันดารไม่มีแม้กระทั่งน้ำกินน้ำใช้ จนนักวิชาการและผู้เชี่่ยวชาญด้านน้ำและภูมิอากาศเริ่มมองหาต้นเหตุของความแปรปรวนและส่งสัญญาณเตือน เพื่อเร่งหามาตรการรับมือออกมาเป็นระยะ

             ครั้งหลังสุดเมื่อ 1 ตุลาคม  สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW26 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร่วมกันระดมผู้เชี่ยวชาญมาเสนอข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านเวทีเสวนา “ผ่าวิกฤติภัยแล้ง-น้ำท่วม โรดแม็พบริหารจัดการน้ำในอนาคต” ซึ่งสิ่งที่ได้จากเวทีนี้คือ เราควบคุมธรรมชาติไม่ได้ แต่สามารถรับมือกับปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยการวางแผนจัดการที่ดีพอ

             ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสดา ชี้ว่า  สถานการณ์น้ำฝนปีนี้มีความแปรปรวนมากจากภาวะเอลนีโญ ทำให้ฝนตกช้ากว่าปกติ ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะนำไปใช้ในช่วงหน้าแล้ง ปี 2558/2559 อยู่ในเกณฑ์ต่ำที่ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ทำให้กรมชลประทานต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค อุปโภค และรักษาระบบนิเวศ เท่านั้น

             นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ภาวะเอลนีโญ พบว่ามีแนวโน้มทรงตัวไปจนถึงต้นปีหน้าและจะเข้าสู่ต้นฤดูฝน ปี 2559 จึงเท่ากับว่าภาวะแล้งจะเกิดขึ้นอีก และอาจรุนแรงใกล้เคียงกับปีนี้ ฝนจะตกช้าอย่างแน่นอน และอาจไม่โชคดีเหมือนปีนี้ที่ลักษณะฝนกระจายในทุกพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาล และประชาชนทั่วไปต้องเตรียมการรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด

             แน่นอนว่า การแก้ปัญหาภัยแล้งนั้นมนุษย์ไม่สามารถบังคับให้ท้องฟ้าผลิตน้ำฝนแจกจ่ายให้ชาวโลกได้เพียงพอทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้นการรับมือกับภัยแล้งอย่างง่ายที่สุดและทำได้ด้วยตัวเองคือการปรับพฤติกรรมการใช้น้ำของทุกคน

             ดร.อานนท์ มองว่า แผนรับมือภัยแล้งของรัฐบาลระยะสั้นที่เร่งให้ขุดสระน้ำ ทำหลุมขนมครก ที่กำลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบงบประมาณเพื่อดำเนินงานนั้น คาดว่าจะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากขุดสระน้ำไปแล้วยังไม่รู้จะหาน้ำที่ไหนมาเติม

             ฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ไม่ได้อยู่ที่ซัพพลายไซต์หรือแหล่งจัดเก็บน้ำ แต่ควรแก้ที่ดีมานด์หรือปริมาณความต้องการใช้ที่ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาที่ต้องพึ่งพาน้ำในระบบชลประทาน ต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ เพราะปัญหาภัยแล้งนี้ผมและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองว่าจะเรื้อรังไปจนถึงปี 2560"

             “พื้นที่ภาคกลางเป็นเขตที่เจริญแล้ว มีคนอยู่มาก ความต้องการใช้น้ำก็มากกว่าทุกพื้นที่ แต่ที่นี่พึ่งพาน้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์  ในการทำระบบชลประทานเป็นหลัก  จึงเกิดการบริหารจัดการน้ำขึ้น ประชาชนในพื้นที่นี้จึงเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดปัญหาแล้งน้ำไม่พอใช้ขึ้นมาจึงเกิดความวุ่นวาย ไม่พร้อมจะรับมือ”

             ขณะที่ ธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการคาดการณ์ที่จะมีน้ำในเขื่อนหลักเพื่อใช้ในฤดูแล้งเพียง รวม 3,500 ล้านลบ.ม. ขณะที่ทุกปีการใช้น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ทั้งการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศมีสูงถึง 9,000 ล้านลบ.ม. ในปีนี้จึงขาดอีก 7,000 ล้านลบ.ม.

             ในขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองที่พึ่งพาน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมปีละ 8,000 ล้านลบ.ม. แต่การจัดเก็บปีนี้คาดว่าจะทำได้เพียง 5,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น

             ส่วนปีหน้า ธนรัชต์ คาดว่า สถานการณ์แล้งจะเกิดขึ้นอีก จึงเป็นปัญหาว่าทั้ง 2 ลุ่มน้ำต้องงดทำกิจกรรมทางด้านการเกษตรเพื่อให้น้ำที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและระบบนิเวศเท่านั้น ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันพึ่งพาพลังน้ำเพียง 2% ในกรณีที่ไม่มีน้ำเพียงพอในการผลิตก็ต้องใช้พลังงานอื่นทดแทน หรือจะดึงจากลาวก็ได้ ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าไม่มีผลกระทบ

             สุวัฒนา จิตตลดากร ที่ปรึกษาอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) มีข้อมูลว่า  ธรรมชาติของไทยอยู่ในเขตมรสุม ทำให้เกิดได้ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกัน เป็นวัฏจักรที่ต้องเผชิญ

             ที่ปรึกษาอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ บอกว่า ความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องมองย้อนไปในปี 2554 นักวิชาการสรุปว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เขื่อนปล่อยน้ำออกมามากจนส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปี 2555-2558 ที่ประสบภาวะฝนตกเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อแล้งซ้ำ ภูมิอากาศก็คลาดเคลื่อน

             “เป็นข้อเท็จจริงว่า คนสามารถสู้กับธรรมชาติได้เพียงระดับหนึ่ง ดังนั้นการจัดการจะทำอย่างไร เพราะภัยแล้งจะเกิดขึ้นยาวไปถึงปี 2560 การจัดการระยะสั้นต้องทำ และต้องเตรียมการให้ถูกจุด ที่ปัจจุบันมีหน่วยงานกว่า 30 หน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน การบริหารจัดการยังซ้ำซ้อน”

             นอกเหนือจากแผนการจัดการน้ำเพื่อต่อสู้กับภัยแล้งแล้ว การพึ่งพาตนเองยังเป็นอีกแนวทางที่นักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมองว่าจะช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้ในภาวะขาดที่พึ่ง

             วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มองว่า ภัยแล้งในปีนี้รุนแรงและน่ากลัวมาก น้ำที่มีในเขื่อนไม่เพียงพอกับความต้องการ ในขณะที่ปีหน้าความรุนแรงจะมากขึ้น คนกรุงเทพฯ ที่ไม่มีแหล่งน้ำเลยต้องเตรียมสำรองน้ำจืดไว้ใช้ และการประปานครหลวงจะมีประกาศให้ระวังประปาเค็ม การปรับตัวของคนกรุงทำได้ลำบากเพราะเคยชินกับการที่รัฐจัดสรรให้ ในขณะที่ประชาชนพื้นที่อื่นสามารถปรับตัวได้ดีกว่า

             วิวัฒน์ หรือที่ชาวเกษตรรู้จักดีในชื่ออาจารย์ยักษ์ บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ทางมูลนิธิเล็งเห็นมานานและเริ่มสนับสนุนให้ประชาชนเตรียมพร้อม โดยการขุดแหล่งน้ำใช้เองมานานกว่า 4 ปีแล้ว และพบว่าประสบผลสำเร็จ และพร้อมจะสนับสนุนทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการต่อสู้กับภัยแล้งนี้ต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่สามารถพึ่งรัฐบาลได้ ส่วนหนึ่งเพราะการขับเคลื่อนของภาครัฐทำได้ยาก อีกทั้งยังมีปัญหาคอรัปชั่นในทุกขั้นตอน ส่งผลให้งบประมาณที่เหลือถึงประชาชนนั้นมีเพียง 20%

             ข้อมูลจากเวทีเสวนาครั้งนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องประสบกับภาวะภัยแล้งต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี แต่หากภาครัฐและประชาชนเตรียมการรับมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังแล้ว ผลกระทบที่จะตามมาก็จะบรรเทาเบาบางลงได้มาก ดังที่ ชัยวัฒน์ โควิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม พูดไว้ในเวทีเดียวกัน

             “ปัญหาที่ไทยมีความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมทุกปี และสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มระบบ ได้สร้างผลกระทบทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อให้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำเดินหน้าต่อไปเพื่อรองรับปัญหาภาวะโลกร้อนที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น”