ข่าว

สาทิตย์ : งานรัฐบาลไม่ใช่โต้ทักษิณ

สาทิตย์ : งานรัฐบาลไม่ใช่โต้ทักษิณ

23 ก.ค. 2552

จริงอยู่ 6 เดือนของรัฐบาลเทียบไม่ได้กับ 6 ปี ของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร แต่ภาพที่ออกไปผู้คนที่จดจำหน้าเหลี่ยมๆ ของทักษิณ ทำให้ไม่ว่าจะเป็น 3 เดือน หรือ 6 เดือนของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำเหมือนกับท

โดยเฉพาะรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ที่น่าจะเป็นอาวุธเสริม-ขยายผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ได้เห็นว่า เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว 6 เดือนของอภิสิทธิ์ กับ 6 เดือนของทักษิณ นั้นเป็นอย่างไร แต่รายการที่ว่านั้น กลับไม่ต่างจากสายลมพัดผ่าน ที่ผ่านแล้วก็ผ่านเลย

 สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งทำหน้าที่แทบไม่ต่างจาก "โปรดิวเซอร์ใหญ่" ยืนยันว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นจุดมุ่งหวังของอภิสิทธิ์ ที่ไม่ต้องการตอบโต้ทางการเมือง แต่อยากให้รายการดังกล่าวได้ออกไปต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ เพื่อพบปะกับคนทุกกลุ่มออกไปพบชาวบ้านในไร่นา ขึ้นเขา ลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์กลุ่มคนเสื้อแดง จึงทำให้เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่อยากจะเป็นเงื่อนไขของการสร้างความขัดแย้ง

 ดูเหมือนจะเป็นคำชี้แจงที่ออกไปในทิศทาง "จำนน" กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

 "สำหรับพื้นที่ที่จะไปนั้นได้ล็อกเวลาไว้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องดูว่าจังหวัดนั้น ต้องมีฐานเสียงของพรรคอยู่แต่จุดที่เราตัดสินใจ คือ ไปดูโครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนพื้นที่สีแดงแจ๋นั้นตอบได้เลยว่า วันหนึ่งก็ต้องไปมันเลี่ยงไม่ได้" สาทิตย์บอกอย่างนั้น

 เช่นเดียวกับคำถามที่ใครๆ ต่างก็ถามในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และบารมีคนที่นั่น สาทิตย์บอกว่า แล้วแต่มุมมองด้วยอคติๆ ฝ่ายใดก็พูดไปตามฝ่ายนั้น แต่หลักใหญ่ คือ นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่พบประชาชนเพราะนายกฯ เป็นคนของประชาชน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 "คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ที่ไม่เคยด่าใครเลย ถ้าเป็นคุณทักษิณนะ ถ้าบอกเป็นความสำเร็จของคุณเนวิน คุณทักษิณก็สวนกลับแล้ว ไม่ไว้หรอก นายกฯ คนนี้นักข่าววิจารณ์ต่อหน้ายังไม่โกรธเลย”

 สาทิตย์บอกว่า ประเมินได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องทำงานเชิงรุกด้านสื่อ เพราะถนัดและไม่มีหนทางอื่น เนื่องจากตกอยู่ในสถานะผู้ต้องหาที่หลบหนีคดี

 อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดนั้น ไม่ได้ทำให้รัฐบาลหวั่นไหว และไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ในทางกลับกัน เขากลับเห็นว่ายิ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ พูดมากเท่าใด ก็แสดงให้เห็นว่า หวั่นไหวมากขึ้นเท่านั้น

 "เคยสบประมาทคุณอภิสิทธิ์ไว้เยอะ ว่าเป็นเด็ก สุดท้ายเสียงปรบมือกับเสียงกรี๊ดต้อนรับที่ จ.บุรีรัมย์ก็ดังไปถึงเมืองดูไบ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ไม่ได้ก็ต้องออกมาตอบโต้ แต่ในแง่การตอบโต้ถ้าดูให้ดีไม่ใช่เรื่องสาระแต่เป็นเรื่องของอารมณ์"

 อย่างไรก็ตาม ในเรื่องโฟนอินนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถไปสกัดกั้นได้ ถ้าหากไม่ถึงขั้นที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่เปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยว สิ่งที่รัฐบาลมองก็คือว่า ข้อกล่าวหาที่คุณทักษิณพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ และต้องชี้แจงลบล้างเรื่องทั้งหมดด้วยการกระทำ

 ส่วนข้อถามที่ว่า ความรวดเร็วของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวหน้ากว่า รัฐบาลที่ใช้รายการเชื่อมั่นประเทศไทย เพียงอย่างเดียวนั้น สาทิตย์ปฏิเสธเสียงดังทันทีว่า ไม่จริง

 แต่ที่เป็นปัญหาเพราะรัฐบาลไม่ออกหนังสือพิมพ์ ก็เลยดูว่ารัฐบาลช้า แต่ถ้ารัฐบาลนึกสนุกขึ้นมาออกหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งเป็นสีสัน ถามว่ามันจะได้ประโยชน์อะไร

 "งานรัฐบาลไม่ใช่งานมานั่งตอบโต้คุณทักษิณ แต่เราแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อคนยากจนในประเทศ แต่สิ่งที่คุณทักษิณและพวกทำ คือการขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำงาน"

 สาทิตย์ย้ำว่า เรื่องใหญ่คือเราต้องพิสูจน์เรื่องการทำงานมากกว่า ปัจจัยชี้ขาดของคุนอภิสิทธิ์ คือ การทำงานแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาปากท้องของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะคุณทักษิณจับจุดนี้โดยหยิบยกเรื่องเศรษฐกิจขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

 "เราจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ของคุณทักษิณเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณจักรภพ เพ็ญแข ถึงได้บอกว่าตั้งกองกำลังขึ้นมา คนก็มาด่ารัฐบาลว่าทำไมถึงปล่อยให้ตั้งกองกำลัง แล้วเป็นไงวันนี้ก็จบแล้ว เพราะคนไม่ขานรับ แต่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ไปดูโพลล์สิว่าชาวบ้านชอบใจนโยบายของรัฐบาลที่สุด นี่คือของจริง แต่ทักษิณคือมายาภาพของการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีผลอะไรเลยเพราะตัวคุณทักษิณ แม้แต่เข้าประเทศก็ยังไม่กล้า" สาทิตย์ย้ำในตอนท้าย

ยศวดี หงษ์ทอง