
แห่กันซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ฯ
เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วแต่เช้าตรู่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่พอมีเงินทองเก็บ ต่างก็ไปออกันตามที่ตั้งธนาคารต่างๆ เพื่อเข้าคิวซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งหรือพูดง่ายๆ ก็คือแย่งกันให้รัฐบาลกู้เงิน บางคนไปถึงธนาคารตั้งแต่ตีหนึ่งและบางคนก็ผิดหวังไม่ได้ซื้อเพราะพันธบั
แต่ก็ต้องเพิ่มไปอีก 3 หมื่นล้านบาท ก็ยังไม่พอขายอยู่ดี และเดิมคาดว่าจะเปิดขายเป็น 3 ช่วงเวลา แต่เอาเข้าจริงเปิดได้ 2 ช่วงเวลาก็ต้องเลิกขายเพราะผู้คนแย่งกันซื้อหมดภายในเวลาไม่กี่นาทีในแต่ละแห่ง
ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้รับผิดชอบทางฟากรัฐบาลเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นเพราะความเชื่อมั่นในรัฐบาล ชาวบ้านจึงแห่กันมาอุดหนุนพันธบัตรรัฐบาลกันมากมายอย่างเกินความคาดหมายในครั้งนี้
ถ้าอ่านเกมกันได้เพียงแค่นี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะการบริหารบ้านเมืองนั้นจะต้องอ่าน “เกม” ให้ขาด ให้ลึกซึ้งให้เข้าใจสถานะอันแท้จริงที่เนื่องมาจากปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง
การเกิดความโกลาหลในการขายพันธบัตรนั้นมีผู้รู้บางคนให้ความเห็นว่าวิธีการจัดสรรพันธบัตรเพื่อขายเท่าที่ทำไปแล้วนั้นยังไม่ถูกต้อง หลายคนก็ได้รับการจัดสรรผ่านทางช่องทางเส้นสายที่ตะแบงผ่ากฎเกณฑ์ที่รัฐมนตรีคลังได้วางไว้ว่าให้ถือหลักใครมาก่อนก็ได้ซื้อก่อนอย่างเคร่งครัด แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น มีผู้รู้หลายคนเสนอว่าถ้าจะให้การจัดสรรเป็นไปโดยเป็นธรรมจริงๆ แล้วควรใช้วิธีจับสลาก กล่าวคือเปิดโอกาสให้ผู้ต้องการซื้อพันธบัตรมาจองก่อนได้หมายเลขไปแล้วก็จับสลากภายหลัง ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะลดความโกลาหลลงไป ทั้งสร้างความเป็นธรรมอันแท้จริงให้ได้ด้วย
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้อย่างเต็มที่และชวนให้หวนกลับไปดูการกระทำหลายเรื่องของรัฐบาล ล้วนแต่สร้างความโกลาหลให้แก่สังคมโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแจกเช็คช่วยชาติ โครงการต้นกล้าอาชีพ หรือแม้แต่เรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009
มุมมองอันที่ 2 เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาลจากเอกชนในครั้งนี้ก็คือเรื่องความห่วงใยที่รัฐบาลยินดีปรีดิ์เปรมกับการสร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลาน โดยเฉพาะคนไทยหัวโบราณจะถูกพ่อแม่สั่งสอนไว้ว่าการไปกู้หนี้ยืมสินใครนั้นเป็นสิ่งน่าละอายและบางทีก็ไม่ง่ายนัก แต่ยังไม่ยากเท่ากับตอนที่จะไปใช้หนี้เขา ความวิตกกังวลส่วนตัวนี้นำมาใช้กับเรื่องของระดับประเทศได้ เพราะการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมากๆ เช่นนี้หากนำไปใช้จ่ายแบบหว่านโปรยไม่ใช่เป็นการใช้เพื่อการลงทุนแล้ว เมื่อถึงคราวจะต้องชดใช้ก็จะเป็นปัญหาหนักแก่บ้านเมือง อย่างการกู้จากชาวบ้านคราวนี้ต้องเสียดอกเบี้ยถึงปีละ 3,200 ล้านบาท ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่คาดก็จะพาให้ประเทศล่มจมได้
เรื่องสำคัญที่ทุกคนจำเป็นต้องสำเหนียกก็คือ การที่คนแห่ไปให้รัฐบาลกู้เงินมากมายครั้งนี้เป็นเพราะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำจนติดดิน อันเป็นผลงานเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยอ้างอิงลงมาหลายครั้งหลายหนเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจตามตำรา แต่ผลร้ายตกอยู่กับประชาชนที่มีเงินออมโดยทั่วไป รู้ก็รู้กันอยู่เช่นนี้แต่ก็ยังไม่มีใครหาสูตรใหม่นอกตำราออกมาใช้ได้ กลับจะหันมาแก้โดยจะลดภาษีดอกเบี้ยเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตกให้ชาวบ้าน แต่รัฐต้องเสียมาก
เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์เข้ารับหน้าที่ คนไทยหลายคนต่างรู้สึกว่าเหมือนจะเห็นลำแสงที่ปลายอุโมงค์แต่เอาเข้าจริงผ่านพ้นมาครึ่งปีแล้ว แสงที่ว่านั้นก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา
นายหนูใหญ่



