
10ประเด็นคาใจคดีบึ้มกรุง
10ประเด็นคาใจคดีบึ้มกรุง
ประเด็นที่ทำให้คดีระเบิดกลางกรุงเทพฯ ยังไปไม่ถึงจุดสิ้นสุดในความรู้สึกของหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งประชาชนคนไทยทั่วไป มีอยู่หลายประเด็น แม้ข้อสงสัยเกี่ยวกับ “อาเดม คาราดัก หรือ บิลาล มูฮัมมัด” ที่จู่ๆ ก็ยอมรับสารภาพว่าเป็น “ชายเสื้อเหลือง” ที่นำระเบิดไปวางที่ศาลท้าวมหาพรหม จะลดดีกรีลงแล้ว เนื่องจากทนายความของอาเดม คือ “ชูชาติ กันภัย” ก็ออกมาระบุหลังเข้าเยี่ยมอาเดมล่าสุดว่า เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนนำระเบิดไปวางจริง
แต่ประเด็นคาใจได้ขยับไปที่ความพยายามของตำรวจที่สรุปมูลเหตุของการลอบวางระเบิดว่า อาจเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ โดยมีตัวละครใหม่ที่ชื่อ “อ๊อด พยุงวงศ์ หรือยงยุทธ พบแก้ว” โผล่ขึ้นมา
ประเด็นที่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยเฉพาะตำรวจต้องมีคำตอบให้แก่สังคม มีดังนี้
1.นายอ๊อด มีตัวตนจริงหรือไม่ เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯจริงหรือเปล่า เพราะมีการระบุว่านายอ๊อดไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่กลับเคยถูกจับกุมในคดียาเสพติดและคดีอื่นๆ ถึง 9 ครั้ง แล้วหนีประกันหายตัวไป
2.การเข้ามาเกี่ยวโยงกับคดีของนายอ๊อด เหตุใดจึงเพิ่งปรากฏในช่วง 1-2 วันก่อนแถลงสรุปคดี ในการขออนุมัติหมายจับต่อศาลทหารลอตใหญ่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่ปรากฏหลักฐานพาดพิงถึงนายอ๊อดมาก่อน
3.สมมุติว่านายอ๊อดเกี่ยวข้องสนับสนุนการลอบวางระเบิดจริง เขาเข้ามาร่วมในนามส่วนตัว ในลักษณะของคนที่พร้อมจะทำผิดกฎหมาย เพราะเคยมีประวัติถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้ง หรือเป็นการร่วมโดยมีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพราะแม้นายอ๊อดจะเคยถูกออกหมายจับในคดีระเบิดย่านมีนบุรีช่วงการชุมนุมของ กปปส.เมื่อปี 2558 ที่มีผู้ต้องหาบางส่วนเป็นชุดเดียวกับคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ช่วงการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ตัวนายอ๊อดก็ไม่ได้ถูกออกหมายจับในคดีสมานเมตตาแมนชั่น
4.คำบอกเล่าของอาเดม ที่บอกทนายความว่า เขาไม่ได้รับค่าจ้างในการลอบวางระเบิด และปฏิบัติการวางระเบิดเป็นไปตามคำสั่งของอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน ผู้ต้องหารายหนึ่งจาก 17 หมายจับที่ศาลทหารอนุมัติ เท่ากับเป็นข้อมูลที่สวนทางกับแนวการสอบสวนคดีของตำรวจใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่อ้างว่าอาเดมยอมรับสารภาพหมดแล้วเช่นกัน
5.เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายามตัดตอนมูลเหตุจูงใจในการลอบวางระเบิด ว่าเป็นเรื่องของขบวนการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ที่ไม่พอใจมาตรการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ แต่ยืนกรานว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการส่งมุสลิมอุยกูร์ 109 คนให้รัฐบาลจีน ทั้งๆ ที่การปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ในช่วงที่ผ่านมา มุ่งไปที่มุสลิมโรฮิงญามากกว่าอุยกูร์
6.เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับกลุ่มผู้ต้องหา ทั้งๆ ที่เมื่อพลิกดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าน่าจะเข้าองค์ประกอบความผิดฐานก่อการร้าย
7.การติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือจะดำเนินการได้อย่างไร เนื่องจากน่าจะหลบหนีออกนอกประเทศไปทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดแล้ว
8.การไม่แจ้งข้อหาก่อการร้ายกับกลุ่มผู้ต้องหา จะยิ่งเป็นการยากในการติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่นอกประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะการขอความร่วมมือจากมิตรประเทศในการติดตามตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุน ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลอบวางระเบิด เพราะหากแจ้งข้อหาก่อการร้าย อาจใช้กลไกของกฎหมาย ปปง.คือ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ในการขอความร่วมมือจากมิตรประเทศและการตรวจสอบเส้นทางเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
9.การขยายประเด็นเรื่อง “ฝักแคสีชมพู” ที่พบตรงจุดเกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือสาทร โดยนำไปโยงกับเหตุลอบวางระเบิด 2-3 ครั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเคยใช้ฝักแคสีเดียวกัน ถูกผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดตั้งคำถามว่า เป็นสาระสำคัญทางคดีหรือไม่ เนื่องจากฝักแคสีชมพูมีใช้ทั่วไปในกิจการของพลเรือน เช่น ระเบิดหิน แต่ไม่ใช่ฝักแคที่ใช้ในทางทหาร
10.การขยายประเด็นสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้หรือไม่ว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน หรือเป็นกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้น มิฉะนั้นอาจกลายเป็นการยกระดับปัญหาชายแดนใต้ได้
ทั้งหมดนี้คือ 10 ประเด็นคาใจที่เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องมีคำตอบ เพื่อปิดคดีระเบิดกลางกรุงเทพฯ ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์
บึ้มเอ็มเอฟ-ระเบิดหม้อแขก-ฝักแคสีชมพูเกี่ยวไหมกับชายแดนใต้?
หลังนายตำรวจระดับสูงแถลงสรุปคดีลอบวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับชนิดของวัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง ผ่านข้อสังเกตเรื่อง “ฝักแคสีชมพู” “ระเบิดหม้อแขก” และ “ระเบิด เอ็มเอฟ”
เริ่มจากฝักแคสีชมพู พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.คนใหม่ ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่มีอยู่ว่า ฝักแคสีนี้มีใช้น้อยมากในประเทศไทย และเคยพบคนร้ายใช้ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิด 2 ครั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วน “ระเบิดหม้อแขก” เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ระบุว่า คนร้ายประกอบระเบิดใน “หม้อแขก” ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในเมืองไทย จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนไปหาข้อมูล
ขณะที่ “ระเบิดเอ็มเอฟ” มาจากการวิเคราะห์ของนักวิชาการด้านเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ที่คิดต่อยอดจากสารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่ตำรวจระบุว่าเป็นของกลางที่ตรวจยึดได้จากพูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ สถานที่จับกุม อาเดม คาราดัก หรือ บิลาล มูฮัมมัด ซึ่งภายหลังยอมรับว่าเป็น “ชายเสื้อเหลือง” ที่นำระเบิดไปวางที่ศาลท้าวมหาพรหม
รศ.ดร.วีรชัย อธิบายว่า ระเบิดที่แยกราชประสงค์ คนร้ายใช้เปอร์ออกไซด์ หรือ ทีเอทีพี เป็นสารประกอบระเบิด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง แต่จากของกลางที่ยึดได้ที่พูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ เจ้าหน้าที่มองข้ามสารเอ็มเอฟ หรือเมอร์คิวรีฟูลมิเนต (Mercury Fulminate) ซึ่งสามารถนำไปผลิตระเบิดชนิดรุนแรงได้เช่นกัน
สารเมอร์คิวรีฟูลมิเนตถูกพบในขวดบรรจุสารเคมีในห้องพักชั้น 4 ของพูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ รศ.ดร.วีรชัย วิเคราะห์ว่า กลุ่มคนร้ายน่าจะมีแผนผลิตระเบิดเพื่อก่อเหตุมากกว่า 1-2 จุดที่เกิดระเบิดไปแล้ว ซึ่งใช้ระเบิดเปอร์ออกไซด์ เพราะตำรวจสามารถเก็บลายนิ้วมือแฝงจากขวดสารเคมีได้ และตรงกับลายนิ้วมือของไมไรลี ยูซูฟู ผู้ต้องหาสำคัญอีกคนหนึ่งที่ถูกจับกุมได้ โดยคนร้ายรายนี้หาซื้อจากร้านเคมีภัณฑ์ในพื้นที่มีนบุรี
สำหรับระเบิดเอ็มเอฟเป็นระเบิดแรงดันสูงที่ผู้ก่อการร้ายฝั่งโลกหนึ่งนิยมใช้เช่นกัน โดยสารตั้งต้น คือ สารเมอร์คิวรีฟูลมิเนต ลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาวเทา
ส่วน “ระเบิดหม้อแขก” นักเคมีผู้นี้บอกว่า ให้นึกย้อนเหตุการณ์ระเบิดในบอสตันมาราธอน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2556 ระเบิดในครั้งนั้นคนร้ายใช้หม้ออัดความดันบรรจุสารระเบิด ขณะที่ระเบิดที่ศาลพระพรหมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนร้ายใช้หม้อแขกบรรจุสารระเบิดด้วย และโยงไปถึงภาคใต้จาก “ฝักแคสีชมพู”
รศ.ดร.วีรชัย บอกว่า ระเบิดที่อัดลงหม้อจริงๆ แล้วเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และหม้อโดยเฉพาะหม้ออัดความดันเป็นอุปกรณ์ที่กลุ่มอัล-ไกดาเคยสอนวิธีประกอบระเบิดผ่านนิตยสารออนไลน์ของกลุ่ม เมื่อปี 2553 ในบทความที่ให้ชื่อว่า “ทำระเบิดในครัวของแม่”
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของกองทัพ ให้ข้อมูลว่า ในประเด็นของสารเมอร์คิวรีฟูลมิเนตที่บางฝ่ายเชื่อว่าคนร้ายอาจนำมาเป็นดินระเบิดหลักในประกอบระเบิดนั้น จริงๆ แล้วสารเคมีชนิดนี้เป็นสารที่มีความไวต่อการกระแทก การเสียดสี และความร้อน ในอดีตถูกนำไปใช้ในการทำ “เชื้อปะทุ” โดยใช้เป็นประจุล่าง หรือ Base Charge แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้งานด้อยกว่า อาร์ดีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสารประกอบระเบิดอีกชนิดหนึ่ง
แม้สารเมอร์คิวรีฟูลมิเนตจะมีอัตราความเร็วในการระเบิดที่จัดอยู่ในกลุ่มระเบิดแรงสูง แต่จะนำมาใช้เป็นดินระเบิดหลักอาจมีแรงไม่พอ เพราะมีอัตราความเร็วในการระเบิดอยู่ที่ 4,505 เมตรต่อวินาที น้อยกว่าทีเอ็นที ซึ่งมีอัตราความเร็วในการระเบิดอยู่ที่ 6,900 เมตรต่อวินาที และน้อยมากเข้าไปอีกเมื่อเทียบกับซีโฟร์ (C4) ที่มีอัตราความเร็วในการระเบิดอยู่ที่ 8,040 เมตรต่อวินาที
ฉะนั้นกรณีนี้เชื่อว่าคนร้ายใช้สารเมอร์คิวรีฟูลมิเนตเป็นดินเริ่มต้น หรือ Primary Explosive ในการประกอบระเบิด ทำหน้าที่ในการจุดฝักแคระเบิด หรือสายชนวนระเบิด ซึ่งคนร้ายใช้ฝักแคระเบิดแทนเชื้อปะทุในการจุดดินระเบิดหลักเพื่อให้เกิดระเบิดขึ้น
ขณะที่ “ฝักแคสีชมพู” ที่เก็บได้จากจุดเกิดเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯนั้น เป็นฝักแคระเบิด หรือ Detonation cord ไม่ใช่ “ฝักแคเวลา” ที่ผ่านมาเคยพบมีใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่บ้าง แต่ฝักแคชนิดนี้มีใช้ทางพลเรือน เช่น โรงงานระเบิดหิน และใช้อย่างกว้างขวางในต่างประเทศ เชื่อว่าน่าจะมีการสั่งซื้อจากตลาดซื้อขายทั่วไป ไม่น่าเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้



