
ภารกิจกรธ.ที่ต้องทำ
ภารกิจกรธ.ที่ต้องทำ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
ใกล้คลอดเต็มทนแล้ว สำหรับ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) รวม 21 คน รอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เซ็นแต่งตั้งเท่านั้น
สำหรับภารกิจของ กรธ.นั้น นับว่าหนักหนาสาหัส เพราะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ผ่านการทำประชามติให้ได้ เนื่องจาก พล.อ. ประยุทธ์ ได้ไปพูดเป็นมั่นเหมาะในเวทีระดับยูเอ็นว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2560
แต่การที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้นั้น กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งตกไปในชั้น สปช. มาเป็นบทเรียนและศึกษา โดยนำเอา “จุดเด่น” มาใช้ และแก้ไขในส่วนที่เป็น “จุดด้อย”
หมายความว่า สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนำไปทำ “ประชามติ” ควรจะมี ก็คือ การให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่, ดูแลประชาชนตั้งแต่หลังคลอด, การศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ไปจนถึงมัธยมปลายหรืออาชีวะ และทำให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ให้มี “สมัชชาพลเมือง” อย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ที่มีส่วนร่วมทุกขั้นตอนและมีส่วนร่วมในการพัฒนา นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม
เพราะว่า การให้ความสำคัญต่อประชาชนนี่เอง จะเป็นแรงจูงใจในการที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ
แต่แค่นี้ยังไม่พอ ต้องปรับปรุงแก้ไขในจุดที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน
เรื่องแรก คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อจัดการสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสถานการณ์ที่วิกฤติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีหรือกลไกที่มีอยู่ปกติ ไม่สามารถดำเนินการจัดการได้ ที่ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. ยังจำเป็นต้องมีหรือไม่ ในขณะที่ คสช.เห็นว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งตามปกติ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมี “ตัวเชื่อมโยง” จะปล่อยเสียทีเดียวคงไม่ได้
- นายกรัฐมนตรีคนนอก ซึ่งเรื่องนี้ ก็ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. เช่นกัน แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่า จะไม่ขอเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหลังพ้นตำแหน่งไปแล้ว และปฏิเสธการเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” แต่ คสช.ไม่ได้มีแค่ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว อีกทั้งนักการเมือง ก็ต่อต้านเรื่องนายกฯ คนนอก ซึ่งนักการเมืองมีฐานเสียงจำนวนมาก หากไม่เอาด้วย ก็อาจส่งผลต่อการทำประชามติได้
- ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม โดยให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบระบบสัดส่วน อ้างว่าเพื่อให้เหมาะสมกับสังคมไทย ที่ควรมีทั้งผู้แทนของประชาชนในเขตจังหวัด และเป็นผู้แทนของประชาชนที่ไม่มีฐานเสียงในเขตจังหวัด และจะเป็นการสะท้อนทุกคะแนนเสียงของประชาชน รวมทั้งทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กเข้ามาเป็นตัวแทนในสภาฯ มากขึ้น แต่ก็ถูกคัดค้านจาก “ภาคการเมือง” อย่างมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ เพราะเห็นว่าทำให้รัฐบาลอ่อนแอเป็นรัฐบาลผสม เกิดการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล
- ที่มา สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งมาจากการสรรหาทั้งหมด หรือมี 2 ประเภท คือ เลือกตั้งและสรรหา แต่มีเสียงเรียกร้องให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
4 ประเด็นที่ล่อแหลมนี้ กรธ.ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่า อันไหนจะเดินหน้าต่อ, เก็บพับไว้ หรือแปลงโฉม อย่างไรบ้าง



