
บรรจุภัณฑ์กันกระแทกจาก'กระดาษรีไซเคิล'
บรรจุภัณฑ์กันกระแทกจาก'กระดาษรีไซเคิล' ความท้าทายคลื่นลูกใหม่'อธิพร รัตนไกรศร' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยสุรัตน์ อัตตะ เรื่องและภาพ
ในยุคที่โลกกำลังก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการนำของเหลือใช้มารีไซเคิลเพิ่มมูลค่าที่สามารถก้าวขึ้นมาสู่ระดับแนวหน้าของเมืองไทยในปัจจุบัน มีมูลค่าทางธุรกิจนับร้อยล้าน สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากกระดาษรีไซเคิลของบริษัท เอพีเอ็ม นิวไลน์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากกระดาษรีไซเคิลอเนกประสงค์เพื่อใช้สำหรับวางสินค้ากันกระแทกระหว่างการขนส่งจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค
เกือบ 20 ปีที่เอพีเอ็ม นิวไลน์มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากกระดาษรีไซเคิลจากรุ่นสู่รุ่น เริ่มจากอภิรักษ์และสุมล รัตนไกรศร ผู้บุกเบิกธุรกิจนี้เมื่อปี 2539 ก่อนถ่ายโอนกิจการมาสู่ “แพร” อธิพร รัตนไกรศร บุตรสาวคนที่สอง วัย 28 ปี ดีกรีปริญญาโทด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยเวสวินเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทรับผิดชอบดูระบบการผลิตและการตลาดทั้งหมด โดยมีสุมล รัตนไกรศร ผู้เป็นมารดา รั้งประธานที่ปรึกษาดูแลกิจการในภาพรวม
“บริษัทเราเป็นธุรกิจครอบครัว ที่เริ่มต้นจากคุณพ่อ จำได้ว่าแรกๆ จะทำด้วยมือ นั่งตัดแปะกันหามรุ่งหามค่ำ ลองผิดลองถูกอยู่นานเกือบปี ก่อนจะประสบความสำเร็จ หลังทำมืออยู่หลายปีก็เปลี่ยนมาเป็นเครื่องจักร โดยเริ่มแรกสั่งเครื่องจักรมือสองจากไต้หวัน แต่ก็ผลิตได้ไม่นานก็เกิดปัญหา ไม่ได้สเปกตามที่ลูกค้าต้องการ จึงเปลี่ยนเครื่องใหม่นำเข้าจากฝรั่งเศสจำนวน 2 เครื่องเมื่อ 6 ปีที่แล้วทำการผลิตมาจนถึงทุกวันนี้” อธิพรย้อนอดีตให้ฟัง
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเปลี่ยนชีวิตออกจากมนุษย์เงินเดือนมาเป็นเจ้าของกิจการอย่างกะทันหันของคู่สามี-ภรรยา "อภิรักษ์และสุมล รัตนไกรศร” ในขณะที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกๆ อีก 4 คนในขณะนั้น แต่ก็ต้องจำใจทนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในอนาคตหากเป็นไปตามที่ตั้งใจใว้ จากการที่อธิพรได้เห็นการสู้ชีวิตของพ่อแม่และสัมผัสความยากลำบากมาด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเรียนสาขาที่จะสามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจของครอบครัวในอนาคต
จากนั้นก็มุ่งที่จะเรียนต่อด้านภาษาและการบริหารการตลาด หวังจะนำความรู้มาต่อยอดกิจการครอบครัวในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้เมื่อเธอสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอิตาลีและสามารถคว้าดีกรีปริญญาโทด้านบริหารตลาดจากประเทศอังกฤษมาครองได้สำเร็จ
“ตอนปริญญาตรี หนูเรียนด้านภาษา จบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาอิตาลี ที่เลือกเรียนส่วนตัวก็ชอบเรียนภาษาอยู่แล้วและมองว่าอนาคตความรู้เรื่องภาษาจะยิ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการติดต่อสื่อสาร หลังจบจุฬาฯ ก็ไปต่อปริญาโทด้านบริหารการตลาดที่ม.เวสวินเตอร์ ประเทศอังกฤษอีก 2 ปี จบมาเมื่อปี 2011 ก็มาทำงานที่บริษัทเลย”
หลังเรียนจบเธอก็เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวทันทีและสิ่งแรกที่ทำก็คือการขอ ISO: 9001 ระบบบริหารการจัดการคุณภาพการผลิต เป็นเครื่องหมายรับประกันสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน จนในที่สุดบริษัทก็ได้รับ ISO: 9001 ในปี 2553 จากนั้นได้มีการขอ ISO: 14000 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ
อธิพรยอมรับว่า มาตรฐานทั้งสองประเภทนี้มีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าทั้งในเรื่องคุณภาพของสินค้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพราะคำนึงว่าการทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อผลกำไรอย่างเดียว แต่ทุกอย่างต้องไปด้วยกัน ทั้งธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
การดำเนินการขอไอเอสโอให้บริษัท ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกในการทดสอบนักบริหารมือใหม่ในสายงานการผลิตที่เธอรับผิดชอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า อันนำไปสู่การขยายช่องทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปตามคาด แค่ไม่ถึงขวบปีหลังบริษัทได้รับ ISO 9001 บริษัทมีออเดอร์สินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 70% ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในหลากหลายยี่ห้อ
“ก็เป็นการยกระดับบริษัทขึ้นมาอีกก้าว จากเดิมนั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องการันตีเลย สินค้าที่ผลิตก็ส่งขายให้ลูกค้าเดิมๆ เพียงไม่กี่รายที่ช่วยกันมาตั้งแต่ต้น ส่วนลูกค้าใหม่ๆ แทบจะไม่มี เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องการันตี แต่พอได้มาตรฐานไอเอสโอทำให้บริษัทเป็นที่ยอมรับของลูกค้ามากขึ้น มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาจนแทบจะผลิตสินค้าให้ไม่ทัน นี่คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็น”
หลังประสบความสำเร็จในสายงานการผลิต จากนั้นเธอก็มุ่งเป้าไปการตลาด ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ แม้จะจบมาทางด้านนี้โดยตรงก็ตาม บางครั้งทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงอาจจะสวนทางกัน แต่สำหรับอธิพรนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ด้วยบุคลิกเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ช่างพูดเจรจา รู้รายละเอียดในตัวสินค้าเป็นอย่างดี ถือเป็นคุณสมบัติเด่นที่จะทำให้สามารถก้าวผ่านจุดนี้มาได้
โดยเห็นจากผลงานที่ผ่านมาเพียงแค่ 5 ปีหลังเธอเข้ามารับตำแหน่งก็สามารถเจาะตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในประเทศนั้นเธอเน้นไปที่กลุ่มโรงงานและบริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะต่างประเทศก็มุ่งเป้าไปยังกลุ่มประเทศในอาเซียนที่กำลังเติบโตในภาคอุตสาหกรรม อย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนนอกกลุ่มอาเซียนก็มีออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
“ปัจจุบันสินค้าของเราขายในประเทศเป็นหลัก ต่างประเทศมีแค่ 5% เท่านั้น จะขายผ่านเทรดเดอร์ 35% แต่ในอนาคตก็จะดิวกับลูกค้าผู้ใช้โดยตรง ลูกค้าต่างประเทศตอนนี้ก็มีออสเตรเลียและยังมองไปที่นิวซีแลนด์ เพราะทีเอฟทีเอกับประเทศไทย ส่วนตลาดอาเซียนก็มองไปที่อินโดฯ และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียนั้นถือเป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่มากๆ เรากำลังเจรจากับตัวแทนที่นั่น”
สำหรับวิธีการทำตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่นั้น เธอย้ำว่าจะไม่พยายามขายผ่านตัวแทนหรือเทรดเดอร์ แต่จะเข้าหากลุ่มลูกค้าหรือผู้ใช้โดยตรง เพราะนอกจากลูกค้าจะได้ราคาซื้อที่ถูกกว่าแล้วยังได้รับข้อมูลรายละเอียดของผลิตภัณฑ์จากพนักงานของบริษัทโดยตรงจะทำให้เข้าใจในตัวสินค้าได้ดีขึ้น
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ขณะนี้บริษัทมีให้เลือกในหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสินค้าและวิธีการบรรจุ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษมุมฉากกันกระแทกที่มีหลายขนาด หลายราคาขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับแผ่นกระดาษกันกระแทก ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถนำมาประกอบเข้าด้วยกันได้เป็นลังสี่เหลี่ยม โดยมีจุดเด่นที่สำคัญสามารถมองเห็นตัวสินค้าภายในได้อย่างชัดเจน
“กระดาษที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตนั้นจะเป็นกระดาษรีไซเคิล 100% มีอายุการใช้งานนานหลายปีขึ้นอยู่กับความถี่ของการใช้ด้วย ที่สำคัญสามารถกำจัดทิ้งง่าย ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ ซึ่งต่างจากโฟมหรือพลาสติกที่ใช้กันอยู่ทั่วไป” อธิพรชี้ให้เห็นข้อแตกต่างในการใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากกระดาษรีไซเคิลกับวัสดุที่ผลิตจากโฟมหรือพลาสติก
ไม่เพียงการใช้วัตถุดิบจากกระดาษรีไซเคิลเท่านั้นสำหรับผลิตภัณฑ์กระดาษฉากของเอพีเอ็ม นิวไลน์ แต่ยังนำเศษกระดาษเหลือใช้จากไลน์การผลิตมาแปรรูปใหม่ทำเป็นโลงศพเพื่อบริจาคให้วัดต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย ทำให้กระบวนการผลิตสินค้าของบริษัท จึงไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้ที่ต้องการกำจัดทิ้ง เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในกระบวนการผลิตสามารถนำมาให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งหมดหรือมีเศษวัสดุเหลือใช้เป็นศูนย์
“เมื่อก่อนยังมีเศษกระดาษที่เหลือจากกระบวนการผลิตอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ปัจจุบันมีออเดอร์เข้ามามาก เศษวัสดุที่เหลือใช้ก็มีปริมาณที่มากขึ้น เราจึงได้นำเศษกระดาษที่เหลือใช้เหล่านี้มาทำเป็นโลงศพบริจาคให้วัดต่างๆ” นักบริหารรุ่นใหม่แห่งเอพีเอ็ม นิวไลน์กล่าว พร้อมยืนยันว่าทำให้ทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตทุกวันนี้จึงไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้ให้ต้องกำจัดทิ้งอีกต่อไป
อธิพร รัตนไกรศร แห่งเอพีเอ็ม นิวไลน์ นับเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ฉายแววความเป็นนักบริหารมืออาชีพที่มองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์กันกระแทกที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล ที่ไม่ได้หวังแค่กำไร แต่ยังใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย



