
โลกให้โอกาสไทย
โลกให้โอกาสไทย : บรรณาธิการประจำวันที่1ต.ค.2558
ภาพการปรากฏตัวบนเวทีโลกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมผู้นำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน บทบาทผู้นำไทยที่มาด้วยวิธีพิเศษมิได้ทำให้ภาพลักษณ์ของเจ้าตัวถูกมองในแง่ลบแต่อย่างใด ยิ่งวิสัยทัศน์ที่ได้เน้นย้ำทุกเวทีถึงโรดแม็พนำประเทศชาติสู่แสงสว่างของประชาธิปไตย โดยคาดว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2560 รวมถึงการประกาศจุดยืนที่จะเข้าไปช่วยเหลืองานของยูเอ็นให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลักดันการรักษาสันติภาพในการลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่องความมั่นคง ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับและชื่นชมจากนานาชาติเป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานกลุ่ม จี77” สำหรับวาระปี 2559 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปีนับตั้งแต่ร่วมก่อตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ยอมรับถึงความพร้อมและบทบาทนำของไทยในการผสานความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ถือเป็นสัญญาณบวกในระดับนานาชาติที่น่าสนใจที่เราได้รับการโหวตเป็นเอกฉันท์ให้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 134 ประเทศ ทั้งนี้ กลุ่ม จี77 เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในสหประชาชาติ โดยเป็นเวทีให้ประเทศกำลังพัฒนาส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มนี้ไม่เพียงเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งยากจน ไม่สามารถช่วยตัวเองได้หรือประเทศที่กำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังมีทั้งประเทศที่ร่ำรวยในหลายๆ ด้าน อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต บาห์เรน จีน อินเดีย สิงคโปร์ เป็นต้น
นอกจากนี้การปาฐกถาของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุมกลุ่มสภาธุรกิจสหรัฐและอาเซียน ก็ได้รับเสียงตอบรับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนระดับใหญ่ๆ และต้นๆ ของโลก เข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี กับสิ่งที่ผ่านมา รวมถึงเป้าหมายที่จะเดินไปในอนาคตบนวิถีประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ด้วยการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้นำในหลายๆ ประเทศปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อไทยไปในทางที่ดีขึ้น นอกเหนือจากการรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่บทบาทของไทยยังมิอาจถูกมองข้ามไปได้ จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดทั้งกับประเทศจีนและรัสเซีย ที่นับวันจะแน่นแฟ้นกันขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และอาวุธยุทโธปกรณ์
ปรากฏการณ์ที่ไทยก้าวไปยืนอยู่จุดนี้ได้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงเฉพาะความตั้งใจจริงของรัฐบาลเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศ รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยมุ่งขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีมายาวนาน สร้างความเป็นธรรมภายใต้หลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยพิจารณาตามเหตุและผล วางรากฐานการพัฒนาประเทศทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนทุกประเทศมีความเข้าใจแล้วว่า ประเทศไทยมีปัญหาจริง และต้องการการสะสาง ทุกฝ่ายเชื่อมั่นรัฐบาลไทยจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถและใช้เวลาที่เหลืออยู่นำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อีกครั้ง



