ข่าว

กษิตแถลงผลประชุมรมต.ตปท.อาเซียน+3เร่งขยายวงเงินสำรอง

กษิตแถลงผลประชุมรมต.ตปท.อาเซียน+3เร่งขยายวงเงินสำรอง

22 ก.ค. 2552

แถลงการณ์ประธานประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนบวก 3 เร่งขยายวงเงินสำรองภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ หนุนออกพันธบัตรท้องถิ่น ให้เสร็จสิ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ 12

 (22 ก.ค.) สำหรับแถลงการณ์ประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา 3 ประเทศ (จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี) ครั้งที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 โดยมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เป็นประธาน มีเนื้อหาสาระสำคัญว่า รัฐมนตรีต่างประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจและเป็นห่วงกังวลร่วมกัน รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำถึงความสำคัญของแถลงข่าวร่วมว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน+3 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก

 นายกษิต กล่าวว่า ยินดีกับข้อตกลงของการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน + 3 สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ในการขยายวงเงินกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralisation – CMIM) จากเดิมที่ได้ตกลงไว้จำนวน 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และข้อตกลงของการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 ที่บาหลี ที่จะจัดตั้ง CMIM ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2552 และจัดตั้งกลไกการลงทุนและการประกันเครดิต (Credit Guarantee and Investment Mechanism – CGIM) โดยมีเงินทุนเริ่มต้นจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative – ABMI) เพื่อสนับสนุนการออกพันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่นของภาคเอกชนในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้รัฐมนตรีคลังเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 ในเดือนตุลาคม 2552

 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน และการยิงจรวดที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ซึ่งเป็นการละเมิดข้อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเรียกร้องให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเต็มที่ รัฐมนตรีต่างประเทศแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้กระบวนการเจรจาหกฝ่ายกลับมาประชุมอีกครั้งโดยเร็ว รัฐมนตรีต่างประเทศยังได้เน้นย้ำความสำคัญของประเด็นอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้ ซึ่งรวมถึงข้อห่วงกังวลด้านมนุษยธรรม รัฐมนตรีต่างประเทศยืนยันการสนับสนุนบทบาทของการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum -ARF) ในฐานะเวทีความร่วมมือด้านความมั่นคงหลักของภูมิภาค และมีประเทศที่อยู่ในกระบวนการเจรจาหกฝ่ายร่วมอยู่ด้วยทุกประเทศ เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงอย่างถาวรในคาบสมุทรเกาหลี

 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศยินดีต่อการเยือนพม่าของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม 2552 และได้ย้ำว่าองค์การสหประชาชาติมีบทบาทพิเศษต่อกระบวนการสร้างความปรองดองภายในพม่า พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทที่ต่อเนื่องของสหประชาชาติต่อกระบวนการประชาธิปไตยในพม่าซึ่งต้องมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ มีความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส รัฐมนตรีต่างประเทศสนับสนุนให้พม่าจัดการเลือกตั้งในปี 2553 อย่างอิสระ ยุติธรรม และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต รัฐมนตรีต่างประเทศยินดีที่รัฐบาลพม่ากับองค์การสหประชาชาติได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดภายหลังเหตุการณ์ไซโคลนนาร์กิส
 
 นายกษิต ยังกล่าวประณามการกระทำที่เป็นการก่อการร้ายที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 ว่า บุคคลใดก็ตามที่เป็นผู้กระทำการ ซึ่งทำให้มีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีผู้ใดยอมรับได้ อีกทั้งได้แสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ประชาชนและรัฐบาลอินโดนีเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำความมั่นใจที่มีต่อรัฐบาลอินโดนีเซียในการที่จะนำผู้กระทำความผิด สมาชิกองค์กร ผู้สนับสนุนด้านการเงิน และผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายครั้งนี้มาลงโทษ และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาคในการต่อต้านการก่อการร้ายและผู้ที่ก่อความรุนแรงสุดขั้วต่อไป อีกทั้งเน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งเสริมสร้างศักยภาพของภาคส่วนในสังคมที่เป็นกลางและส่งเสริมการหารือเพื่อสมานฉันท์

 ตามที่ได้มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A(H1N1) เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีต่างประเทศยินดีกับมาตรการและการดำเนินการร่วมต่างๆ ที่ได้มีการตกลงในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 สมัยพิเศษ ว่าด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ และเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการและการดำเนินการดังกล่าวโดยเร็ว โดยเฉพาะการพิจารณาการจัดตั้งระบบอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเวชภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉินในภูมิภาค และการส่งเสริมการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาต้านไวรัสและวัคซีนป้องกันโรคระบาด

 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 (ปี 2550-2560) และรับทราบถึงความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนความร่วมมืออาเซียน+3 เมื่อเดือนเมษายน 2552 ซึ่งมีเงินตั้งต้นจำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการรับรองเอกสารแนวทางการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 โดยอธิบดีอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552

 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศยินดีต่อความคืบหน้าในการดำเนินการตามโครงการนำร่องระบบสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve –EAERR) และรับทราบข้อตกลงของที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน+3 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2551 ที่เวียดนาม ที่เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาของโครงการนำร่องระบบสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก ออกไปถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 และความพยายามที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออกให้เป็นกลไกถาวรภายใต้โครงการ “ระบบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียน+3” (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve –APTERR) นอกจากนี้ยังแสดงความยินดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศจะสนับสนุนข้าวจำนวน 300,000 ตันสำหรับโครงการ EAERR เพิ่มจากที่ญี่ปุ่นสนับสนุนข้าวจำนวน 250,000 ตัน

 รัฐมนตรีต่างประเทศยินดีต่อความคืบหน้าของความร่วมมืออาเซียน+3 ด้านพลังงาน โดยเฉพาะใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ตลาดน้ำมัน การสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐมนตรีต่างประเทศชื่นชมสาธารณรัฐประชาชนจีนในการเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประชุมว่าด้วยความปลอดภัยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์อาเซียน+3 ครั้งที่ 2 ณ เมืองเซินเจิ้น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2552 ซึ่งถือเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาค และสนับสนุนให้ประเทศอาเซียน+3 อื่นๆ พิจารณารับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวครั้งต่อไป เพื่อตอบรับต่อความสําคัญที่เพิ่มมากขึ้นของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาค รัฐมนตรีต่างประเทศยังได้แสดงความยินดีกับการดำเนินการโครงการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน+3 ว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและโครงการความร่วมมืออาเซียน+3 ว่าด้วยกลไกการพัฒนาที่สะอาดในปี 2552

 รัฐมนตรีต่างประเทศยินดีต่อความพยายามที่ดำเนินอยู่ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area –EAFTA) และรับทราบถึงความคืบหน้าการศึกษาความเป็นไปได้ของ EAFTA ระยะที่สอง และหวังว่าจะมีการเสนอผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 ในเดือนตุลาคม 2552 ที่ประเทศไทย