
สหภาพฯทีโอทีร้องผู้ตรวจการฯสอบกสทช.
สหภาพฯทีโอทีร้องผู้ตรวจการฯสอบกสทช. โอนลูกค้ามือถือ2จีให้เอกชนขัดกฎหมาย-ทำรัฐเสียหาย 63 หมื่นล้านต่อปี ปชช.ถูกบังคับซื้อมือถือใหม่รองรับ3จี-4จีทันที
30ก.ย.2558 ที่ลานเอนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน (สรท.) กว่า 1,000 คน นำโดยนายอนุชิต ธูปเหลือง ประธานสรท. ได้เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเรียกร้องให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบความจริงพร้อมดำเนินการทางวินัยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีเอื้อประโยชน์โอนย้ายลูกค้าสัมปทานของบมจ.ทีโอที ให้เอกชนและการนำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไปเปิดประมูลทำให้รัฐเสียหาย
เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และบมจ.ทีโอที ตรวจสอบพบว่าการโอนย้ายลูกค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสัญญาสัมปทานของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (เอไอเอส) ไปยังบริษัทแอดวานซ์ ไวเลส เน็ทเวอร์ค (AWN) มีการกระทำที่ผิดประกาศกฎเกณฑ์ กสทช. รวมทั้งจำนวนลูกค้าที่ต้องดำเนินการเรียกคืนกลับ บมจ.ทีโอที ทั้งสิ้น 30,434,523 ราย และเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมานายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกกสทช.ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเอไอเอส มีการโอนย้ายลูกค้าจากระบบสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทเอไอเอส 2จี 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบมจ.ทีโอที ไปยังระบบ 3จี 2100ของบริษัทลูกทีชื่อ AWN ซึ่งเป็นการผิดประกาศคงสิทธิหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่จริง
นอกจากนี้ หากกสทช.นำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไปเปิดประมูล โดยจะเคาะราคาในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ และบมจ.ทีโอที ไม่มีคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อจากเอไอเอส ลูกค้าจำนวน30,434,523 ราย ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของบมจ.ทีโอที ที่จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวในการให้บริการต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าที่ใช้เครื่องโทรศัพท์รุ่นเก่าต้องใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น จะต้องย้ายไปใช้เอกชน ที่ประมูลคลื่นความถี่ได้ ส่งผลให้รัฐหรือบมจ.ทีโอที เสียหายเป็นมูลค่า 63,912,498,300 บาท ต่อปี รวมทั้งมูลค่าทรัพย์สินอุปกรณ์โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของรัฐ ซึ่งบมจ.ทีโอที รับมอบมาในวันที่ 30 ก.ย. นี้ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน มีมูลค่ากว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินอุปกรณ์ดังกล่าวจะด้อยค่าทันที
ดังนั้น บมจ.ทีโอที ไม่สามารถดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเป็นเครื่องมือถ่วงดุล ลดการเอาเปรียบของเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ อีกทั้งประชาชนถูกบังคับซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือ3จี และ 4จี ใหม่ เนื่องจากจะไม่มีระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2จี ในประเทศไทยอีกต่อไปตามนโยบาย กสทช.ที่กำลังดำเนินการอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่กลุ่มสรท.ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป
'วิษณุ'เผยรัฐฯไม่ยุ่งใช้ม. 44 มายุติปัญหาหรือไม่
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฏหมาย เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ว่า ได้มีการเชิญตัวแทนบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.มาพูดคุยก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งทั้งสองหน่วยงานยืนยันในแนวทางของตนเอง ที่ต้องการนำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรต์กลับไปดำเนินการต่อ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องข้อกฏหมายตนเองชี้ขาดไม่ได้
"เรื่องนี้เป็นข้อกฏหมายผมชี้ขาดอะไรไม่ได้ วันนั้นผมก็ถาม ทางทีโอทีบอกว่า คลื่นเมื่อหมดอายุต้องกลับมาเป็นของทีโอที จะเอาไปทำอะไรต่อก็เรื่องของท่าน เมื่อกสทช.จะเอาไปทำมันไม่ถูก ทางกสทช.อธิบายว่า คลื่นพอหมดอายุกลับมาเป็นสมบัติของประชาชนของรัฐ ซึ่งกสทช.มีหน้าที่บริหารจัดการ ถ้ากสทช.ไม่ทำก็จะมีความผิด เขาจำเป็นต้องทำ เมื่อเขามีเหตุผลอย่างนั้นไม่ใช่หน้าที่ผมไปตัดสิน ถ้าคิดว่าเขาทำได้ก็ให้ทำไป ถ้าทีโอทีเห็นว่าไม่ถูกเป็นเรื่องทีโอทีไปฟ้องร้อง ซึ่งกสทช.เขาก็บอกว่าเขาต้องเดินหน้าตามมติ ส่วนใครเห็นว่าทำไม่ได้ จะฟ้องร้องอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ขององค์กรนั้น " นายวิษณุ กล่าว และว่ายืนยันเรื่องนี้ใช้มาตรการของรัฐบาลไปบังคับไม่ได้ และเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ตัดสินไม่ได้ ส่วนต้องใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาเรื่องนี้หรือไม่นั้น ให้เป็นเรื่องของคสช.



