
'มาดามแป้ง' ต้องการแค่ 'ที่ยืน' เพื่อพัฒนาลูกหนังหญิงไทย
30 ก.ย. 2558
'มาดามแป้ง' ต้องการแค่ 'ที่ยืน' เพื่อพัฒนาลูกหนังหญิงไทย
เส้นทางสำหรับวงการลูกหนังไทยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ประโยคนี้น่าจะทำให้ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เข้าใจอย่างเป็นอย่างดี
หลังจากทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยพลิกฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งในปี 2552 ภายใต้การคุมนาวาของ “มาดามแป้ง” ทำให้ทีมนักเตะสาวไทยกลับมาคึกคัก มีชีวิตชีวา แม้ช่วงแรกๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของฟุตบอลหญิงสักเท่าไหร่ ซึ่งจะว่าไปเธอก็เปรียบเสมือน “ผ้าขาว” ของวงการฟุตบอลหญิงไทย
ด้วยการเป็นนักบริหารที่อยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ “มาดามแป้ง” ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แถมมีที่ปรึกษาเป็นถึงระดับโค้ชยอดเยี่ยมของเอเชียอย่าง “โค้ชหรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน ยิ่งทำให้เข้าใจวิธีการบริหารการจัดการทีมฟุตบอลอย่างเป็นระบบ
หลังจากนั้นผลงานของทีมสาวไทยก็ดีขึ้นตามลำดับ สามารถพาทีมคว้าแชมป์หลายรายการ ทั้งอาเซียนคัพ ที่ลาว, กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่พม่า, อาเซียนคัพ ที่เวียดนาม, เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการฟุตบอลหญิงไทยด้วยการผ่านเข้าฟุตบอลโลก 2015 รอบสุดท้าย ที่ประเทศแคนาดา
ต้องยอมรับว่าเหลือเชื่อจริงๆ ทั้งที่เข้ามาทำทีมฟุตบอลหญิงไทยแค่ 6 ปี สามารถพาทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างชื่อเสียงและความสุขให้แฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ
ทว่าอย่างที่บอกเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในที่สุด ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ก็มาถึงจุดจบอย่างที่แฟนบอลชาวไทยคาดไม่ถึง เมื่อทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยฝันสลายเมื่อนัดสุดท้ายไปพ่าย เวียดนาม ในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก รอบคัดเลือก ชวดเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างน่าเสียดาย
ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทีมไล่ตั้งแต่ “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ประกาศยุติบทบาทเฮดโค้ชทันที จากนั้น “มาดามแป้ง” เปิดแถลงข่าวที่สนามบินดอนเมือง ทันทีที่เดินทางกลับมาถึงเมืองไทย โดยขอลาออกจากเป็นผู้จัดการทีม
การลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยไม่ว่าจะเป็นทีมชาติไทยชุดไหนก็ตาม เรื่องอย่างนี้ “มาดามแป้ง” ไม่ใช่คนแรก และคงไม่ใช่คนสุดท้าย ส่วนเหตุผลเชื่อว่าแฟนบอลส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดจากอะไร หลายคนคงขยาดกับการบริหารงานของสมาคมฟุตบอลไทยยุคนี้
ต้องยอมรับหลังจากที่กระแสข่าวการลาออกของ “มาดามแป้ง” ทำให้แฟนบอลรู้สึกสงสารในความตั้งใจและความทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อสร้างทีมฟุตบอลหญิงไทย ยกมาตรฐานสู่ระดับเอเชียและระดับโลก
แต่หลังกระแสความสงสารของ “แฟนบอล” ยังไม่ทันจางหาย ตรงกันข้ามกลับสวิงไปในทางลบทันที หลังจากที่ “มาดามแป้ง” ตอบตกลงรับตำแหน่ง อุปนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยให้ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี รักษาการนายกสมาคมฟุตบอล และเป็นหนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ถูกแฟนบอลออกมาโจมตีอย่างหนัก
เรื่องอย่างนี้เชื่อว่า “มาดามแป้ง” คงคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้กับชีวิตของตัวเอง
ยอมรับเห็นใจในความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะเข้ามาพัฒนาฟุตบอลหญิงไทยไปสู่เวทีโลก และจากที่มีโอกาสได้รู้จัก “มาดามแป้ง” พอสมควร ต้องขอชื่นชมด้วยใจจริงว่าเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก เรื่องอย่างนี้คงไม่ต้องมา “อวยกัน” ทุกคนได้รับรู้และเห็นกันมาแล้ว โดยเฉพาะบรรดานักเตะทีมสายไทย และยืนยันตลอดระยะเวลา 6 ปีในการเข้ามาทำ ทีมฟุตบอลสาวไทย
ถามว่าผิดไหม.. ในการเข้ามาเป็นทีมงานของ “บังยี” ในการช่วงชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอล ซึ่งก็คงตอบไม่ได้ เพราะทุกคนต่างมีมุมมองเหตุผลแตกต่างกันไป ดังนั้นการตัดสินใจของ “มาดามแป้ง” ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุผลและเจตนาที่แท้จริงว่าต้องการอะไร
ซึ่งในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่า “มาดามแป้ง” ไม่ต้องการตำแหน่งอะไร เพราะไม่อย่างนั้นคงลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลไปแล้ว อีกทั้ง 6 ปีที่ผ่านมาก็ไม่เห็นออกมาเรียกร้องตำแหน่ง คือพูดง่ายๆ ไม่ต้องการตำแหน่งอะไรเลย ทั้งที่ต้องควักเนื้อตัวเองกว่า 100 ล้านบาท เพียงเพราะต้องการสร้างทีมฟุตบอลหญิงด้วยใจรักจริงเท่านั้น
ส่วนแฟนบอลจะมองมุมไหนก็แล้วแต่..เพราะเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม แต่หากเป็นไปได้อยากให้มองอีกมุมหนึ่งของ “มาดามแป้ง” เรื่องความตั้งใจจริง เพราะต้องยอมรับความจริงว่าโอกาสที่ “บังยี” จะกลับมานั่งตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลมีโอกาสสูงกว่าคนอื่น (แม้สรุปไม่ได้ว่าผลจะเป็นอย่างที่คิดหรือเปล่า) เชื่อว่าการตัดสินใจของ “มาดามแป้ง” ครั้งนี้ เพียงเพราะต้องการ “ที่ยืน” ในการพัฒนาทีมฟุตบอลหญิงมากกว่าจะมีเรื่องอื่นใดแอบแฝง
“มาดามแป้ง” ซึ่งเคยเป็น “ผ้าขาว” สำหรับวงการฟุตบอลไทย และจะเปื้อนสีเทาไปบ้าง แต่มั่นใจว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ยอมรับได้ แต่ถ้าเปื้อนเป็นสีดำ “มาดามแป้ง” ก็คงไม่เอาเหมือนกัน เพราะ “ตระกูลล่ำซำ” ไม่ได้เกิดมาแค่วันสองวัน....



