ข่าว

ส่อง‘ซิงเกิลเกตเวย์’แผนความมั่นคงปลอดภัยประเทศ

ส่อง‘ซิงเกิลเกตเวย์’แผนความมั่นคงปลอดภัยประเทศ

30 ก.ย. 2558

ส่อง‘ซิงเกิลเกตเวย์’แผนความมั่นคง ยกระดับความปลอดภัยประเทศ

             ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับนโยบาย “ซิงเกิล เกตเวย์" (Single Gateway) หนึ่งในแผนงานด้านความมั่นคง เพื่อยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับไปดูแล เพื่อยกระดับแผนงานด้านความมั่นคง โดยจะบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงควบคู่กันไป

             เพียงแต่รูปแบบซิงเกิล เกตเวย์ ที่คณะของพล.อ.ประวิตรร่างขึ้น จะเป็นการประยุกต์รูปแบบ โดยจะไม่คุมเข้มเว็บไซต์ด้านความมั่นคงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่จะดึง ภาคเอกชน เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย

             ข้อมูลจากคณะทำงานชุดของ พล.อ.ประวิตร ระบุว่า มาตรการซิงเกิล เกตเวย์ เป็นหนึ่งในแผนงานด้านความมั่นคง เพื่อยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคง โดยได้ดำเนินการไปแล้วคือ การบูรณาการข้อมูล โดยรวมฐานระบบที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานมารวมกัน โดยข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ฐานข้อมูลทั่วไป เช่น รายได้ประชาชาติ พื้นที่การเกษตร การลงทุน และอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องนำมาใช้กำหนดนโยบายในการบริหาร กับ 2.ฐานข้อมูลด้านความมั่นคง เช่น ข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ข้อมูลของมหาดไทย และหน่วยความมั่นคงอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การป้องกันการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งการบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงเริ่มต้นแล้วและกำลังดำเนินการอยู่

             ส่วนนโยบายซิงเกิล เกตเวย์นั้น หนึ่งในคณะทำงานของพล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระดมความคิดเพื่อศึกษารูปแบบ เพราะปัจจุบันไทยมีเกตเวย์อยู่ 10 กว่าช่อง และอยู่ในความดูแลของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายราย การควบคุมการไหลเข้า-ออกของข้อมูลระหว่างภายในประเทศกับต่างประเทศจึงควบคุมยาก

             แนวคิดใช้ ซิงเกิล เกตเวย์ มีขึ้นเพื่อ ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์จากภายนอก หรือ ไซเบอร์ แอทแทร็ก เพราะการกำหนดให้มีช่องทางเข้า-ออกเพียงช่องทางเดียว จะทำให้การควบคุมหรือป้องกันง่ายขึ้น

             ปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเือร์เนตของไทยเป็นแบบ มัลติพอยต์ คือหลาย ไอเอสพี ที่เชื่อมต่อต่างประเทศผ่านระบบ ไอไอจี (อินเตอร์เนชั่นแนล อินเทอร์เน็ต เกตเวย์) ระบบนี้หากเป็นประเทศเสรีถือว่าดีมาก เพราะเป็นเรื่องการบริการข้อมูล เพราะมีหลายช่องทางที่ทำให้ผู้ใช้ภายในประเทศ สามารถใช้การบริการได้มีประสิทธิภาพทั่วถึง

             คณะทำงานของพล.อ.ประวิตรยืนยันด้วยว่า หากรัฐบาล คสช.จะเดินหน้าซิงเกิล เกตเวย์ก็จะเข้ามากำกับดูแลเฉพาะที่เป็น “ภัยคุกคาม” เท่านั้น เช่น การเผยแพร่แนวคิดของกลุ่มสุดโต่ง หรือกลุ่มก่อการร้าย การติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แต่จะไม่มีการสอดส่องหรือล้วงมูลการใช้งานของประชาชน

             แม้ ซิงเกิล เกตเวย์ จะมีหลายประเทศที่จัดตั้งขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ทั้งจีน เกาหลีเหนือ และประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งคณะทำงานของพล.อ.ประวิตรยอมรับว่า ในทางปฏิบัติอาจจะทำในประเทศไทยได้ยากและใช้งบประมาณจำนวนมาก และที่สำคัญยังจะถูก “ต่อต้านจากประชาชน”

             แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ รัฐบาลมีวิธีการในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของพลเมืองได้เช่นกัน โดยใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคง ในมาตรการการก่อการร้ายเข้ามาตรวจสอบ เช่น การเช็กอีเมล หรือข้อความทางมือถือ

             ผู้ให้บริการต้องให้ความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคงในการสนับสนุนการส่งข้อมูลของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และต้องยินยอมให้หน่วยงานความมั่นคงใช้เกตเวย์ของผู้ให้บริการในการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

             ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงให้ความเห็นว่า นโยบายนี้เปรียบเหมือน “เหรียญ 2 ด้าน” ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือเราอาจจะคุมงานด้านความมั่นคงได้เบ็ดเสร็จ แต่จะไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
            
             การควบคุมเกตเวย์มีดำเนินการในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ แต่ไม่ใช่บังคับให้เหลือเกตเวย์ เพราะในทางปฏิบัติทำยากมาก และหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วยเชื่อว่าทำไม่ได้ในประเทศไทย

             แหล่งข่าวยอมรับว่า ซิงเกิล เกตเวย์ ภัยคุกคามด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศไทยในปัจจุบันมีเพียง .001 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใช้งานในโลกโซเชียล โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ที่มียอดผู้ใช้งานประมาณ 30 ล้านแอคเคานท์​ แต่ที่เป็นภัยจริงๆ อยู่ประมาณ 100 กว่ายูอาร์แอล ที่จะไปแพร่ในกลุ่มแฟนเพจของแต่ละกลุ่มที่อยู่หลักหมื่นเท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณ 30 ล้าน ถือว่าน้อยมาก

             อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเดินหน้ากับโครงการนี้จะต้องลงทุนท่ออินเทอร์เน็ต ใช้เงินจำนวนมหาศาล ต้องสร้างจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการยอมรับว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าตรวจสอบข้อมูลลับทั้งในส่วนของประชาชนและ ธุรกิจ
 
             ฉะนั้นแนวทางที่สามารถทำได้จริง คือ 1.ให้ผู้ให้บริการทำหน้าที่ควบคุม รับผิดชอบ โดยออกระเบียบให้ผู้ให้บริการดำเนินการ เหมือนการส่งไปรษณีย์ ที่ต้องควบคุมไม่ให้มีการส่งยาเสพติด หรือสิ่งของผิดกฎหมาย แต่รัฐต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดว่าต้องควบคุมอะไรบ้าง 2.ผู้ให้บริการต้องให้ความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคงในการสนับสนุนการส่งข้อมูลของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย หรืออาชญากรรมข้ามชาติ 3.ต้องยินยอมให้หน่วยงานความมั่นคงใช้เกตเวย์ของผู้ให้บริการในการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

             ขณะที่ “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า ผู้ที่ออกมาคัดค้านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ซิงเกิล เกตเวย์ เปรียบเหมือนการทำถนนเล็กให้เป็นถนนใหญ่ และรัฐไม่ได้เข้าไปควบคุมข้อมูล

             แตกต่างจาก “อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล” ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายนี้ว่า นอกจากจะทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตโดยรวมทั่วประเทศถูกโจมตีได้ง่ายมากขึ้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเมิดสิทธิเสรีภาพ รวมถึงดักจับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ง่ายกว่าเดิม แม้ว่ารัฐบาลจะปรับวิธีการใช้ ซิงเกิล เกตเวย์ โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมตรวจสอบ แต่การรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจยังอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวพอๆ กัน

             “ในขั้นตอนการตรวจสอบนั้น ควรจะมีคนกลาง เช่นผู้ให้บริการมาร่วมด้วย เพราะหากให้กองทัพ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง เอาอุปกรณ์มาติดตั้ง จะไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ ซึ่งอาจจะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชน และล้วงข้อมูลภาคธุรกิจ” ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ให้ความเห็นว่า

             มีรายงานว่า “กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย” กับนโยบายนี้ ยังคงเดินหน้าล่ารายชื่อคัดค้านผ่านเว็บไซต์ Change.org ต่อไป ล่าสุด สามารถรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 7.3 หมื่นชื่อ พร้อมระบุถึงผลกระทบต่อนโยบายนี้เป็น 4 ประเด็นหลัก คือ ผู้ใช้ถูกตรวจสอบเข้มงวดจากรัฐบาล รัฐจะสามารถบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ ระบบการสื่อสารอาจถูกโจมตีจนล้มเหลว จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ