ข่าว

จากสมานเมตตาถึงราชประสงค์แกะรอย‘อ๊อด’ลึกลับ

จากสมานเมตตาถึงราชประสงค์แกะรอย‘อ๊อด’ลึกลับ

30 ก.ย. 2558

จากสมานเมตตาถึงราชประสงค์ แกะรอยทีมระเบิดและ‘อ๊อด’ลึกลับ

             นายอ๊อด พยุงวงศ์ หรือ นายยงยุทธ พบแก้ว บุคคลลึกลับที่ตำรวจอ้างว่าเกี่ยวข้องกับทั้งเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรในปี 2558 นี้ กับเหตุระเบิดที่มีนบุรีช่วงการชุมนุมของ กปปส.ปี 2557 และเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ช่วงการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนตุลาคม 2553 ทำให้ข้อสันนิษฐานของตำรวจเกี่ยวกับคดีระเบิดราชประสงค์ไม่สามารถตัดประเด็นใดทิ้งไปได้ โดยเฉพาะประเด็นการเมือง กับการเสียประโยชน์ของขบวนการค้ามนุษย์ ที่ถูกตั้งไว้แต่แรก

             พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวระหว่างแถลงสรุปคดีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า ตอนนี้กำลังติดตามตัวนายอ๊อด และผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่

             “การติดตามจับกุมนายอ๊อดอยู่ระหว่างสืบสวน ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็นบุคคลที่ลึกลับและยังไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายอ๊อดเคยถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อปี 2553 และศาลลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญาและถูกจับกุมในคดีอื่นๆ รวม 9 ครั้งด้วย และพบว่าฝักแคระเบิดซึ่งเป็นหลักฐานในคดีระเบิดราชประสงค์และท่าเรือสาทรเป็นชนิดเดียวกับที่คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุใน จ.นราธิวาส รวมถึงยังพบว่ามีความเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ด้วย หากเจอนายอ๊อดที่ไหนก็จะจับ”

             เหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน รวมถึง นายสมัย วงศ์สุวรรณ์ ซึ่งมีประวัติการชุมนุมของกลุ่มสีเสื้อนั้น เจ้าหน้าที่ได้พบบุคคลที่ต้องสงสัยและมีหลักฐานเชื่อมโยงกับนายสมัยจนนำมาสู่การออกหมายจับอีก 4 ราย ประกอบด้วย

             1.นายกษิ ดิฐธนรัชต์ มีหลักฐานการโอนเงินให้นายสมัย ครั้งละ 10,000-15,000 บาท

             2.น.ส.นะทัน หะยีดือราแม ภรรยาของนายกษิ

             3.นางอัมพร ใจก้อน หรือครูแขก ซึ่งปรากฏภาพในกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในลักษณะสวมผ้าคลุมศีรษะคล้ายมุสลิม

             4.นายยา ปิยะนรา เจ้าของรถกระบะ หมายเลขทะเบียน กค 3898 นราธิวาส ที่ปรากฏภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดว่า นายยาขับรถมาหานายสมัยที่แมนชั่นอยู่หลายครั้ง

             โดยนายกษิ และนางอัมพร หรือครูแขก มีความเชื่อมโยงกับนายสมัยมากที่สุด เพราะเป็นผู้ที่พานายสมัยมาเช่าห้องพักที่สมานเมตตาแมนชั่น และทั้ง 4 คนที่ถูกออกหมายจับ ยังมีพื้นเพเป็นชาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาสด้วย

             ต่อมาทีมสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ได้นำ น.ส.นะทัน หะยีดือราแม ภรรยาของนายกษิ มาสอบสวน ขณะที่ชุดคลี่คลายคดีอีกชุดหนึ่งเดินทางลงพื้นที่ จ.นราธิวาส และสามารถติดตามตัวนายยา ปิยะนรา เจ้าของรถกระบะทะเบียนนราธิวาสมาสอบปากคำได้ ปรากฏว่านายยาให้การว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น แต่นายกษิเป็นคนว่าจ้างให้เขาไปซื้อรถคันดังกล่าวมาจากโชว์รูมแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากนั้นนายกษิก็นำรถไปใช้เอง

             สำหรับ นายกษิ มีประวัติการเปลี่ยนชื่ออย่างน้อย 7 ครั้ง คนรู้จักบอกว่า นายกษิเป็นนักธุรกิจใหญ่ ทำธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยในต่างประเทศ และเคยเดินทางไปติดต่อธุรกิจในประเทศลิเบีย ตลอดจนตะวันออกกลาง

             หลักฐานวัตถุระเบิดที่พบมีความเป็นไปได้ว่าเตรียมนำไปประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบ “ไปป์บอมบ์”

             ส่วนเหตุระเบิดที่ย่านมีนบุรี เมื่อปี 2557 ช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. พบศพนายบุญเลื่อน ปินตา และนายเกรียงไกร ศิลป์อำนวย บนถนนราษฎร์อุทิศ ในสภาพร่างกายแหลกเหลว รถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มาพังเสียหาย เจ้าหน้าที่ระบุต่อมาว่า ทั้งคู่ขี่รถออกมาจากบ้านเช่าห่างจากจุดเกิดเหตุไม่กี่ร้อยเมตร และน่าจะพกระเบิดมาด้วย คาดว่าจะนำไปส่งหรือนำไปก่อเหตุยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เกิดการผิดพลาด ระเบิดทำงานก่อน ทำให้ตัวเองเสียชีวิต

             จากการตรวจค้นที่บ้านเช่าของทั้งสองคน พบระเบิดไปป์บอมบ์อีก 5 ลูก เป็นระเบิดที่ประกอบใส่ท่อเหล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ยาว 1 ฟุต และใช้ดินดำเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์ระเบิดทั้งถังแก๊สและแกลลอนน้ำมันอีกหลายรายการ

             ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้หลายคน หนึ่งในนั้นคือ นายกษิ ดิฐธนรัชต์ และ นางอัมพร ใจก้อน หรือ ครูแขก ตัวละครชุดเดียวกับที่เหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น

             แต่ครั้งนี้มีชื่อของ นายอ๊อด พยุงวงศ์ ตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาด้วย ทำให้ตำรวจเชื่อว่า นายอ๊อด อาจรู้จักหรือมีสายสัมพันธ์กับนายกษิ หรือนางอัมพร

             จากเหตุระเบิดใหญ่ 2 เหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร จะพบความเหมือนและความเชื่อมโยงกันอย่างน้อย 4 ประการ คือ

             1.ผู้ต้องหาบางส่วนเป็นชาวไทยมุสลิม ที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยง หรือทำธุรกิจกับคนตะวันออกกลางหรือโลกมุสลิม

             2.ผู้ต้องหาบางส่วนและยานพาหนะที่ใช้มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคดีระเบิดที่ราชประสงค์และท่าเรือสาทร มีการติดตามจับกุมชายชาว จ.นราธิวาส หลายคนที่ทำหน้าที่พามือระเบิดหลบหนี โดยเฉพาะชายเสื้อสีฟ้า

             3.รูปแบบระเบิดเป็น “ไปป์บอมบ์” แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่รูปแบบรวมๆ คล้ายกัน

             4.ผู้ต้องหาบางส่วนมีพฤติการณ์ค้ามนุษย์ โดยมีข้อสันนิษฐานจากหน่วยงานความมั่นคงบางหน่วยว่า นายกษิอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ หรือค้าแรงงานข้ามชาติ ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติในคดีระเบิดราชประสงค์ก็อยู่ในขบวนการนำพาชาวอุยกูร์ ส่วนทีมสนับสนุนที่เป็นคนไทย โดยเฉพาะทีมพาหลบหนีล้วนอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ในภาคใต้ทั้งสิ้น บางคนเพิ่งออกจากเรือนจำหลังถูกจำคุกในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา

             ประเด็นที่ตำรวจต้องพิสูจน์กันต่อก็คือ คนเหล่านี้เข้าไปร่วมในลักษณะของกลุ่มคนในขบวนการผิดกฎหมายด้วยกัน จึงเกื้อหนุนช่วยเหลือกัน เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือว่ามีกลุ่มการเมืองคอยสนับสนุนชักใยกันแน่