ข่าว

‘นายกฯ’เชื่อปชช.มีความเป็นอยู่ดีสันติภาพจะเกิดขึ้น

‘นายกฯ’เชื่อปชช.มีความเป็นอยู่ดีสันติภาพจะเกิดขึ้น

29 ก.ย. 2558

“พล.อ.ประยุทธิ์”เชื่อสันติภาพจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีลั่นพร้อมส่งนายทหารปฏิบัติการสันติภาพของสหประชาชาติหนุนสตรีมีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ

                    
          วันที่ 29 กันยายน 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ  นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558  เวลา 14.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดเรื่องการรักษา สันติภาพ Peacekeeping Summit 2015   ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 พลตรี วีนชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 
 
          นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมสหรัฐอเมริกาและประเทศเจ้าภาพอื่น ๆ ที่จัดการประชุมในเรื่องที่เป็นบทบาทสำคัญของสหประชาชาติมาแล้ว  70  ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง ประเทศไทยขอชื่นชมประเทศสมาชิกหลายประเทศทั่วโลกที่ได้ให้คำมั่นในวันนี้ที่จะให้การสนับสนุนปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ  ไทยภูมิใจที่ได้สนับสนุนปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2489  ไทยได้ส่งทหารและตำรวจจำนวนมากกว่า 20,000 คน เข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพต่างๆ ของสหประชาชาติ ตั้งแต่สงครามเกาหลี จนถึงความขัดแย้งในติมอร์-เลสเต ตลอดจนในซูดาน และซูดานใต้
          
          อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จึงต้องพิจารณาทบทวนอย่างรอบด้าน เกี่ยวกับปฏิบัติการสันติภาพในปัจจุบัน เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศไทยยินดีที่คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระระดับสูงว่าด้วยปฏิบัติการด้านสันติภาพ ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ และล่าสุดยินดีที่เลขาธิการสหประชาชาติได้มีรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอในรายงานของคณะผู้ทรงคุณวุฒิฯ ด้วย
        
          นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาณัติของภารกิจรักษาสันติภาพจะต้องมีความเข้มแข็งขึ้น เพื่อรับมือกับปัญหาท้าทายใหม่ ๆ และจะต้องตระหนักว่า การป้องกันความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพ การเสริมสร้างสันติภาพ และการพัฒนา มีความเชื่อมโยงกัน และทั้งหมดเป็นรากฐานสำหรับสันติภาพอย่างยั่งยืน สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี และมีสิทธิทางการเมืองและสังคม และยังต้องส่งเสริมและรักษาสิทธิของสตรีและเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งด้วย 
      
          ดังนั้น ไทยจึงเน้นความสำคัญของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ ทำหน้าที่รักษาสันติภาพและเป็นนักพัฒนาด้วย จากประสบการณ์ของไทยในการเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพที่ติมอร์-เลสเต และดาร์ฟูร์ในซูดาน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของไทยสามารถเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ความขัดแย้งได้อย่างทั่วถึง โดยพยายามทำความเข้าใจกับชุมชน และนำทักษะด้านการพัฒนาต่าง ๆ ไปเผยแพร่ อาทิ การเกษตร และการบริหารจัดการน้ำและดินให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะให้คนท้องถิ่นสามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง และสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไปภายหลังความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของไทยได้รับความไว้วางใจและการยอมรับจากคนท้องถิ่นในการปฏิบัติภารกิจนั้น ๆ เป็นอย่างดี 
     
          ไทยเชื่อว่า การเสริมสร้างและผลักดันเรื่องสตรี สันติภาพ และความมั่นคง เชื่อมโยงโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการก่อให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน แต่ยังมีสตรีในปฏิบัติการรักษาสันติภาพและในกระบวนการเจรจาสันติภาพทั่วโลกจำนวนน้อย หลักฐานจากรายงานที่ไทยร่วมจัดทำกับสถาบันสันติภาพระหว่างประเทศ (International Peace Institute) ในปีนี้ บ่งชี้ว่า เมื่อสตรีมีบทบาทในกระบวนการสันติภาพ มีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่จะสามารถบรรลุความตกลงสันติภาพได้ พร้อมทั้งดำเนินการตามความตกลงนั้นได้ 
    
          ปัจจุบันยังมีความต้องการปฏิบัติการรักษาสันติภาพในพื้นที่ต่างๆ อยู่มาก และเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจะต้องรับมือกับปัญหาท้าทายใหม่ๆ โดยต้องมองให้รอบด้านและให้รวมถึงมิติการพัฒนาด้วย ไทยจึงขอยืนยันความตั้งใจว่า ไทยจะส่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการ และหน่วยทหารด้านการพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนและด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง เข้าร่วมในปฏิบัติการสันติภาพของสหประชาชาติในอนาคตตามที่ได้รับการร้องขอ และไทยพร้อมที่จะร่วมมือเพิ่มเติมกับสหประชาชาติและประเทศอื่นๆ เพื่อจัดการอบรมเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย และขอบคุณประธานาธิบดี โอบามา อีกครั้งที่ได้ริเริ่มการประชุมที่สำคัญครั้งนี้




“นายกฯ”ระบุไทยลงทุนเรื่องสุขภาพเพื่อประโยชน์ชาติ
 
          เวลา 10.30-12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมว่าด้วยเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า : การส่งเสริมความเท่าเทียมในบริบทสุขภาพโลกและความมั่นคงของมนุษย์ในช่วงการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 (The Path towards Universal Health Coverage: The Promotion of Equitable Global Health and Human Security in the Post-2015 Development Era) โดยพลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญว่านายกรัฐมนตรี กล่าวเชื่อมั่นว่า การลงทุนในสุขภาพคือการลงทุนเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเพื่อความมั่นคงของสังคม ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพที่ดีของประชาชน สอดคล้องตามเป้าหมายที่ 3 ของเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะประชาชนที่มีสุขภาพดีจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพและความมั่นคงของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ตามความจำเป็น และไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาแพง ด้วยบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยคำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
                         
          ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ด้วยความมุ่งมั่นของรัฐบาลตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา ได้มีการขยายการลงทุนในโครงสร้างระบบบริการสุขภาพในทุกระดับ ทำให้มีการขยายความครอบคลุมของบริการสุขภาพ มีการกระจายบุคลากรสาธารณสุขตั้งแต่แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรและพยาบาลครอบคลุมทุกพื้นที่ ตลอดจนขยายการครอบคลุมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ทั่วถึง และลดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเมืองและชนบท ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น สามารถลดอัตราการตายของแม่และเด็ก เพียง 11 ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน ในปี ค.ศ. 2014 จากอัตราตายของทารก 72 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ในปี ค.ศ. 1970 นอกจากจะทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดปัญหาความยากจนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมาของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถป้องกันครัวเรือนไม่ให้เกิดความยากจนเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากกว่า 1 แสนครัวเรือน
 
          รัฐบาลไทยยังมีนโยบายยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน โดยวางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการในแต่ละระบบประกันสุขภาพ เน้นการป้องกันโรคมากกว่ารอให้ป่วยแล้วจึงมารักษา สนับสนุนความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การคุ้มครองทางสังคมและกฎหมายกับแรงงานต่างด้าวด้วยเช่นกัน ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคมของปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเพื่อเข้าสู่ระบบการจ้างงาน มีแรงงาน ต่างด้าวกว่า 1.6 ล้านคนมาลงทะเบียน โดยมาตรการนี้จะช่วยป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและป้องกันแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และทำให้แรงงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นซึ่งรัฐบาลจัดบริการให้ได้
          
          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยเชื่อในความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ และจะอาศัยจุดแข็งของระบบสุขภาพไทย สนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาบุคลากรสุขภาพ รวมทั้งรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ ไทยร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน กับจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ได้ร่วมกันจัดตั้ง เครือข่ายความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ASEAN Plus three UHC Network) โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในภูมิภาคในเรื่องการจัดบริการสาธารณสุขและการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นในโครงการด้านวิชาการไทย-ญี่ปุ่น เพื่อขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสนับสนุนเครือข่ายสุขภาพโลก และไทยพร้อมที่จะร่วมกับทุกประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อันเป้าหมายหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อไป