ข่าว

‘ปู’ฟ้อง‘อสส.’ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไต่สวนคดี‘จำนำข้าว’

‘ปู’ฟ้อง‘อสส.’ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไต่สวนคดี‘จำนำข้าว’

29 ก.ย. 2558

“ยิ่งลักษณ์” ยื่นฟ้องอัยการสูงสุดกับพวก ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไต่สวนไม่สมบูรณ์ บรรยายฟ้องเท็จคดีจำนำข้าว -แจ้งข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. นำเอกสารนอกสำนวนเข้าสู่สำนวนโดยม

                                
          วันที่ 29 กันยายน 2558 เมื่อเวลา 09.30 น. น.ส. ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลอาญาเพื่อยื่นฟ้องอัยการสูงสุดพร้อมพวกในความผิดอาญาฐาน ร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 200 และมาตรา 83 โดยเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันรวม 3 กรณีดังต่อไปนี้  
 
          ?1.การที่อัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีได้รวม 4 ข้อ อันประกอบไปด้วย ประเด็นปัญหาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว  ประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นเรื่องการทุจริต และประเด็นอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ซึ่งเป็นคุณกับตน แต่กลับไม่ได้ไต่สวนให้เสร็จสิ้นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภายหลังกลับมีความเห็นสั่งฟ้อง 1 ชั่วโมงก่อนการพิจารณาถอดถอนตนที่ สนช.
          
          ?2.การบรรยายฟ้องของอัยการสูงสุด ที่ยื่นฟ้องตนต่อศาลมีการเพิ่มเติมข้อกล่าวหาจากที่ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาเดิมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยไม่มีข้อกล่าวหาว่าทุจริต หรือสมยอมให้ทุจริต  แต่คำฟ้องของ อสส.กลับบรรยายว่าตนรู้เห็นและสมยอมให้เกิดการทุจริต ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น
          
          ?3. ในชั้นพิจารณาของศาล  อัยการสูงสุดกลับนำเอกสารที่ไม่มีการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. และในชั้นคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. ในคดีที่กล่าวหาดิฉันเข้ามาในสำนวนจำนวนกล่าว 60,000 แผ่น ซึ่งถือเป็นการนำเอกสารนอกสำนวน เข้ามาในสำนวนโดยมิชอบ
   
          ?นอกจากนี้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ยังเห็นว่าการดำเนินการของอัยการสูงสุดทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจำเป็นต้องรักษาสิทธิและใช้สิทธิตามกฎหมายที่ต้องฟ้องร้องกับทุกกรณีที่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และไม่เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ระเบียบ และ หลักนิติธรรม





คำฟ้องคดี “ยิ่งลักษณ์” ยื่นฟ้อง “ตระกูล” อัยการสูงสุด
 
          คำฟ้องคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยื่นฟ้อง นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด และคณะทำงานอัยการฟ้องคดีรับจำนำข้าว เป็นจำเลยได้บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสี่ แทนโจทก์ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
 
          โดย เดือน ส.ค. 57 และเมื่อวันที่ 3 ก.ย.57 นายตระกูล จำเลยที่ 1 ขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายชุติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ จำเลยที่ 2 , นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 3 และนายกิตินันท์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 4 เป็นคณะทำงานพิจารณาสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.กรณีการดำเนินคดีกับโจทก์ในโครงการรับจำนำข้าว และเมื่อวันที่ 19 ก.พ.58 นายตระกูล อัยการสูงสุด จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 - 4 เป็นพนักงานอัยการดำเนินคดีที่ได้ฟ้องโจทก์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
          แต่เมื่อวันที่ 4 ส.ค.57 - 14 ส.ค.58 ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ ระหว่างดำรงตำแหน่งอัยการได้บังอาจร่วมกัน ลักษณะแบ่งหน้าที่กันด้วยการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และยังร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการกระทำการอย่างใดๆ เพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งต้องรับโทษ โดยภายหลังจากที่ นายตระกูล อัยการสูงสุด จำเลยที่1 ได้รับรายงานและเอกสารความเห็นการไต่สวนข้อเท็จจริง จาก ป.ป.ช.ในคดีอาญา ที่กล่าวหาโจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 แล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายงานดังกล่าวว่า มีข้อไม่สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งโจทก์ได้ร้องขอความเป็นธรรม จากจำเลยที่ 1 หลายครั้ง และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลั่นแกล้ง และมีการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เที่ยงธรรม ซึ่งวันที่ 3 ก.ย. 57 จำเลยที่ 1ได้มีความเห็นว่าการไต่สวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ ใน 4 ประเด็นใหญ่ เรื่องโครงการรับจำนำข้าว เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องการทุจริต และการรวบรวมพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่ายังไม่มีการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อไม่สมบูรณ์และยังมีข้อถกเถียงเรื่องการนัดประชุมของคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการ - ป.ป.ช. ซึ่งวันที่ 21 ม.ค.58 มีการพาดหัวข่าวว่า วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ประธานคณะกรรมการร่วมอัยการ งง ข่าว ป.ป.ช.เห็นควรสั่งฟ้อง อดีต นายกฯปู ชี้ขั้นตอนยังไม่สิ้นสุด ระบุนัดประชุมฝ่ายอัยการอีกครั้ง 26 ม.ค.นี้ ก่อนประชุมใหญ่ คณะทำงานร่วมอัยการ - ป.ป.ช. ซึ่งรายละเอียดของข่าวตอนหนึ่งได้ระบุว่านายวุฒิพงศ์ ไม่ได้เป็นผู้เสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุด
 
          ขณะที่ยังปรากฏด้วยว่า รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.58 กลับปรากฏว่านายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 3 ได้แถลงข่าวว่า นายตระกูล จำเลยที่ 1 มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นเวลากระทันหันเพียง 1 ชั่วโมงก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติถอดถอนโจทก์ ซึ่งน่าจะมีนัยยะสำคัญว่าเป็นวาระซ่อนเร้นไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญ โดยจำเลยทั้งสี่ ในฐานะพนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญในข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ให้เสร็จสิ้นกระแสความ แล้วจึงมีความเห็น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า การไต่สวนในข้อไม่สมบูรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะทำงานร่วมกลับรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 58 คณะทำงานร่วมอัยการ - ป.ป.ช.พิจารณาหลักฐานร่วมกันแล้วว่า เห็นว่าการรวบรวมหลักฐานได้เสร็จสิ้นและเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณา การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2557 เรื่องการตรวจพิจารณาสำนวนและการใช้ดุลพินิจ
 
          นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลฎีกาฯ แล้วยังได้บรรยายฟ้องบางตอนให้ผิดไปจากความจริง ซึ่งการฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ให้ยึดรายงาน ป.ป.ช.เป็นหลัก ซึ่งรายงาน ป.ป.ช.ระบุไว้ชัดเจนว่า ยังไม่ปรากฏหลักฐานในชั้นนี้ว่า โจทก์ได้ทำการทุจริต หรือสมยอม ให้มีการทุจริต แต่จำเลยทั้ง 4 กลับ บรรยายฟ้อง แตกต่างจากรายงาน ของ ป.ป.ช. ว่าโจทก์รู้เห็น และรับทราบการทำทุจริต จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้ ซึ่งการกระทำของจำเลย ในฐานนะพนักงานอัยการเป็นการกระทำหรือไม่กระทำการใดเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งต้องรับโทษหนักขึ้น และเมื่อวันที่ 14 ส.ค.58 จำเลยทั้งสี่ ยังร่วมกัน ยื่นบัญชีระบุพยาน พร้อมส่งพยานเอกสาร รวม 67,800 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีระหว่างนายสมศักดิ์ โกศัยสุข กับพวกรวม 3 คนกล่าวหา นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 11 คน และเอกสารสำนวนคดีอาญา ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผลกับพวกรวม 21 คนเป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาฯ และพยานเอกสาร 148 แฟ้มซึ่งพยานเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารนอกสำนวนการสอบสวนที่ ป.ป.ช.ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดี การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงทำให้เกิดความเสียหายกับโจทก์จึงได้นำคดีมายื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย